
ประชาวิวัฒน์
....พิชัย นริพทะพันธุ์
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้เขียนได้รับเชิญไปออกรายการโทรทัศน์สองรายการ โดยเป็นประเด็นเดียวกันคือ เรื่อง ประชานิยมและประชาวิวัฒน์ ประเด็นหลักที่ผู้คนอยากทราบคือ นโยบายนี้ กับนโยบายของรัฐบาลเดิมที่เคยทำไว้มีความเหมือนและความต่างกันอย่างไร
ดังนั้น จึงอยากขออธิบายกรอบคิดในเชิงวิชาการเพื่อที่ว่ารัฐบาลอาจจะได้นำไปพิจารณาเพื่อเป็นประโยชน์กับประเทศ นโยบายของรัฐบาลเดิมที่ถูกเรียกว่าเป็นประชานิยมนั้นมีกรอบคิดว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังลำบากและยากจนอยู่ ดังนั้นนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน OTOP SME SML จึงถูกคิดขึ้นมาเพื่อสนองกับความจำเป็นพื้นฐานในขณะนั้น โดยเห็นว่าหลังจากทำทุกโครงการพร้อมๆ กันแล้ว ในที่สุดประชาชนจะมีสุขภาพแข็งแรง มีทุนประกอบอาชีพ และสามารถประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน และมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยในที่สุดจะมีเงินไหลกลับเข้ามาสู่รัฐบาลในรูปภาษีอากรที่จะเก็บคืนกลับมา
นอกจากนั้น ประชานิยมล่าสุดเล็งเห็นถึงความผันผวนในเศรษฐกิจโลกที่จะเกิดขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือสงครามค่าเงิน ซึ่งจะมีผลกระทบกับการส่งออกที่เป็นรายได้หลักของประเทศ โดยจะมีนโยบายมุ่งไปสู่การเพิ่มการส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการส่งออก เพิ่มรายได้ให้กับประชาชนส่วนใหญ่โดยเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ การกำหนดราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น และการกำหนดเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีให้สูง ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ได้แสดงกรอบวิธีคิดของนโยบายรัฐเดิม หรือที่เรียกว่าประชานิยมต้นตำรับ
ต่อมาในรัฐบาลหลังการปฏิวัติ ตอนนั้นประชาชนต้องประสบกับปัญหาราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นกว่า 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จึงได้มีการคิดโครงการ 6 มาตรการ 6 เดือน ที่ประกอบด้วย น้ำฟรี ไฟฟ้าฟรี รถไฟฟรี รถเมล์ฟรี ลดภาษีน้ำมัน และควบคุมราคาก๊าซธรรมชาติ โดยเป็นการช่วยเหลือเพียงชั่วคราว จึงกำหนดแค่ 6 เดือน และการกำหนดปริมาณการใช้น้ำและการใช้ไฟฟ้าก็เพื่อที่จะส่งเสริมให้เกิดการประหยัด คือจะได้ใช้ฟรีต้องประหยัดการใช้เท่านั้น ดังนั้นการที่รัฐบาลได้นำโครงการนี้มาดำเนินการต่อ และยังได้โฆษณาเป็นผลงาน แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงโดยจะให้มีการเพิ่มปริมาณการให้ใช้ไฟฟ้าฟรี อีกทั้งจะทำให้เป็นมาตรการถาวรนั้นอาจจะเป็นวิธีการที่ผิดกรอบคิด
แต่เมื่อมาพิจารณานโยบายใหม่ของรัฐบาล เท่าที่ได้มีการเปิดเผยออกมาจะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน เพราะจะมีแต่รายจ่าย ไม่ได้มีการสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นแต่อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ท่าน สส.สมัย เจริญช่าง ประธานกรรมาธิการสวัสดิการสังคมของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยอมรับว่า รัฐบาลมีแนวคิดในการที่จะช่วยสังคม โดยไม่ได้หวังที่จะสร้างรายได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง มาตรการใหม่นี้จะมีผลกระทบในทางลบต่อการเงินการคลังของประเทศในระยะยาวอย่างรุนแรง เพราะรายจ่ายจะเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นสวัสดิการที่รัฐจะดำเนินการ
จะลอกแบบหรือไม่ลอกแบบคงไม่มีใครว่า แต่อยากให้นำกรอบคิดไปพิจารณา ไม่เช่นนั้นหากกรอบคิดผิด ความเสียหายจะอยู่กับประเทศและประชาชนในที่สุด







