posttoday
อภิสิทธิ์...อภินิหาร...อภินิยม...

อภิสิทธิ์...อภินิหาร...อภินิยม...

28 ธันวาคม 2553

ปีนี้จึงต้องยกให้เป็นปีของ "อภิสิทธิ์" ที่สามารถสร้าง "อภินิหาร" ฟันฝ่าวิกฤติต่างๆ มาได้อย่างเหลือเชื่อ ก่อนจะปิดท้ายปีด้วยการ โครงการ "อภินิยม"

ปีนี้จึงต้องยกให้เป็นปีของ "อภิสิทธิ์" ที่สามารถสร้าง "อภินิหาร" ฟันฝ่าวิกฤติต่างๆ มาได้อย่างเหลือเชื่อ ก่อนจะปิดท้ายปีด้วยการ โครงการ "อภินิยม"

โดย...ทีมข่าวการเมือง

บุคคลแห่งปี 2553 ต้องยกให้ คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันที่นั่งเก้าอี้ลุยไฟ ลุยน้ำ ลุยมรสุมวิกฤต กว่าจะผ่านมา ก็ต้องบอกว่า เป็นสุดยอดแห่ง “อภินิหาร”

จาก “นายกฯเทพประทาน” ที่ถูกปรามาสว่าคงอยู่ได้ไม่พ้น 3 เดือน 6 เดือน....ผ่านมา 2 ปีแบบหืดจับ อภิสิทธิ์ ต้องเผชิญกับวิกฤตสารพัด โดยเฉพาะในครึ่งปีแรก ที่เริ่มหายใจหายคอได้ หลังสิ้นเสียง ปืน ระเบิด ควันไฟ จนความวุ่นวายในประเทศเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

ปี 2553 เป็นปีที่หนักที่สุดในชีวิตทางการเมืองของ อภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี เมื่อต้องเผชิญกับ “งานเข้า” ตลอดปีตั้งแต่การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวมร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หวัง “ปิดเกม” ขับไล่รัฐบาล จนนำมาสู่ความรุนแรงในเวลาต่อมา

ก่อนชุมนุมใหญ่ของขบวนการเสื้อแดงในวันที่ 12 มี.ค. ที่ประเมินแล้วจะรุนแรงถึงขั้นแตกหัก “อภิสิทธิ์” ถึงกับต้องหอบ ผบ.เหล่าทัพ พร้อม รัฐมนตรีบางส่วนเข้าไปปักหลักบัญชาการสถานการณ์ แบบ24 ชม. ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ภายใต้ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.)

อภิสิทธิ์...อภินิหาร...อภินิยม...

การชุมนุมทวีความเข้มข้นขึ้นจากหลากยุทธวิธี ไม่ว่า การนำเลือดที่รับบริจาคจากคนเสื้อแดง ไปเทที่ พรรคประชาธิปัตย์และที่บ้านพักนายกฯ อภิสิทธิ์  กระทั่งถึง จุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อ นายอริสต์มันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำนปช.นำคนเสื้อแดงบุกรัฐสภา ฝ่าวงล้อมแนวกั้นของเจ้าหน้าที่เข้าไปภายในอาคารแบบอุกอาจ

นำมาสู่การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ยกระดับจาก ศอ.รส. มาเป็น ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ท่ามกลางบรรยากาศความตรึงเครียด เมื่อเหตุระเบิดป่วนเมืองมีขึ้นถี่ยิบทุกวัน โดยที่รัฐบาลไม่สามารถจัดการได้

แรงกดดันที่มียัง “อภิสิทธิ์” เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเกิดการการปะทะกันที่สี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เม.ย. จนมีผู้เสียชีวิตทั้งผู้ชุมนุมและทหารรวม 26 ราย รวมทั้งนายทหารระดับสูงและนักข่าวญี่ปุ่นจากรอยเตอร์ ครั้งนั้น“อภิสิทธิ์” เกือบถอดใจแล้วและเตรียมประกาศยุบสภา แต่กลุ่มผู้สนับสนุนเขามองว่า ถึงยุบก็แก้วิกฤตไม่ได้เพราะข้อเรียกร้องยุบสภาของเสื้อแดง ไม่ใช่หลักกิโลเมตรสุดท้าย อภิสิทธิ์จึงเลือกรักษานิติรัฐ ประคองประเทศเอาไว้

ทว่า การชุมนุมของเสื้อแดงยกระดับถึงจุดวิกฤตขั้นสูงสุดที่มาย้ายมาชุมนุมที่ราชประสงค์ ขณะที่ระเบิดเอ็ม79 ถล่มสถานที่สัญลักษณ์ ตามมาด้วยการกระชับพื้นที่เมื่อวันที่ 14 พ.ค. และนำมาสู่การยุติการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ผลจากเหตุการณ์การชุมนุม นำมาสู่การสูญเสียชีวิต 89 ราย บาดเจ็บ 1,885 คน จนต่อมาเกิดกระแสกดดันให้อภิสิทธิ์ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

ทว่า อภิสิทธิ์ ยังคงฝ่ากระแสกดดันมาได้แบบเหลือเชื่อ โดยได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา นำข้อเรียกร้องที่จะเป็นชนวนวิกฤตทั้งหลายทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาพิจารณาจริงๆจังๆโดยคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ชุมนุม ให้ศ.คณิต ณ นคร เป็นประธาน พร้อมด้วย คณะกรรมการปฏิรูปประเทศโดยมี อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คณะประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป มีนพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุธ คุมทีม และ คณะกรรมการศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ มี สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน

แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด

ระหว่างที่วิกฤติการเมืองเริ่มคลายตัว อภิสิทธิ์ ที่กำลังสาละวนกับการเร่งฟื้นฟูประเทศ กลับต้องมาเผชิญกับ ปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ 38 จังหวัด ประชาชนเดือดร้อนกว่า 1 ล้านคน เสียชีวิต 17 ราย พื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า 3 ล้านไร่ กรมทางหลวงชนบทสรุปความหายถนนกว่า668 เส้นทาง ความเสียหายประมาณ 4,784 ล้านบาท

อภิสิทธิ์ จึงตกที่นั่งลำบากอีกครั้งเมื่อถูกกระแสโจมตีอย่างหนักว่า ช่วยเหลือผู้ประสบภัยล่าช้า และ ไม่ครอบคลุม พร้อมทั้งถูกค่อนขอดว่า ห่างชั้นกับ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ยังถูกสื่อมวลชนที่ลงพื้นที่ช่วยชาวบ้านเบียดกระแสนิยมไปแบบไม่เห็นฝุ่น?

หลังปัญหาภัยพิบัติ อภิสิทธิ์ก็รุกกลับด้วยการนำข้อเสนอของคณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น แต่เลือกเพียง 2 ประเด็น คือ แก้ระบบเลือกตั้งจากพวงใหญ่เป็นเขตเดียวคนเดียว และ เรื่องการลงนามในสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเพื่อทำให้เห็นว่า เคารพกับข้อเสนอของคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้น ด้านหนึ่งเพื่อรักษาดุลยภาพในรัฐบาลผสมที่กดดันให้อภิสิทธิ์แก้ระบบเลือกตั้งเพื่อใช้เจาะยางพรรคเพื่อไทย

ซึ่งแม้ว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) นัดชุมนุมหน้ารัฐสภาเพื่อแสดงจุดยืนค้านแก้ไขรธน.แต่ที่สุด พลังเสื้อเหลืองกลับอ่อนแรงกว่าที่คาดเพราะแฟนคลับพธม.ส่วนใหญ่ไม่ต้องการชุมนุมเพื่อทำลายพรรคประชาธิปัตย์
อีกปมปัญหาที่ “อภิสิทธิ์” ตลอดช่วงปีคือคือข้อพิพาทเรื่อง “เขาพระวิหาร” ที่ พธม. หยิบยกมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวให้รัฐบาลยกเลิก เอ็มโอยู 2543 ที่พธม.ห่วงว่าจะทำให้ไทยเสียพื้นที่พิพาทให้กับกัมพูชา ทว่า รัฐบาลยังยืนยันว่าเป็นสิ่งที่ทำให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกไม่ได้

ประเด็นนี้ นำมาสู่การชุมนุมของกลุ่มพธม.สองระลอกทั้งในช่วง สุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นตัวแทนไปเจรจาขึ้นทะเบียนมรดกโลก และในช่วงที่รัฐบาลหยิบยกบันทึกการประชุม “เจบีซี” ไทยกัมพูชาขึ้นมาให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาตามมาตรา190

มรสุมลูกต่างๆ ที่ถาโถมเข้าใส่ “อภิสิทธิ์” แบบไม่หยุดหย่อน ถึงขั้นทำให้เจ้าตัว ออกอาการร่อแร่ เป๋ไปเป๋มา โดยเฉพาะปัญหากองกำลังมะเขือเทศ จากตำรวจและทหารที่เป็นไส้ศึกให้เสื้อแดง ในเหตุการณ์ “พฤษภาเลือด”ทำให้อภิสิทธิ์ ไม่สามารถกระชับอำนาจได้

ขณะเดียวกัน ประวัติศาสตร์การเมืองไทยชี้ว่า ในการปะทะของม็อบกับรัฐบาล กองทัพ หากเกิดการสูญเสีย ไม่มีผู้นำรัฐบาลใดอยู่ในตำแหน่ง แต่ อภิสิทธิ์ซึ่งผ่าน สงครามเลือดมาได้ ยังรักษาอำนาจ ประคองประเทศจนกลับมาได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้น
 เหตุหนึ่งเพราะประชาชนกลุ่มหนึ่งต้องการให้รักษา ระบบนิติรัฐไว้ และมองว่า ม็อบขาดความชอบธรรมเพราะใช้ความรุนแรงจากกองกำลังไม่ทราบฝ่าย อีกทั้งอภิสิทธิ์ได้ยืดหยุ่นยอมยุบสภาแล้ว ทว่า ม็อบไม่ยอม เดินหน้ากดดันต่อ เพื่อบีบให้แตกหัก หวังดึงสถาบันลงมาเพื่อเปิดทางไปสู่การนิรโทษกรรม

หลายคนสงสัยว่า “อภิสิทธิ์” มีของดีอะไร ถึงแคล้วคลาด มาจนถึงปัจจุบัน หรือ เป็นเพราะ “เสน่ห์สาธารณะ” โดยเฉพาะลีลาการพูดเฉพาะตัวสไตล์อภิสิทธิ์ที่ชี้แจงเหตุผลได้นุ่มลึก ยึดหลักการ ทุกครั้งที่อภิสิทธิ์ชี้แจง เรื่องร้อนๆ จะกลายเป็นเย็น ต่างจากอดีตนายกฯคนก่อนอย่างเห็นได้ชัด  “เป็นเพราะบุคลิกส่วนตัว” ศ.สุจิต บุญบงการ ประธานสภาพัฒนาการเมือง มองว่านี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ฝ่าวิกฤติได้มาจนถึงปัจจุบัน แต่ถ้าเป็นผู้นำคนอื่นคงเรียบร้อยไปแล้ว

“ภาวะผู้นำ” ที่ทรงๆ ทรุดๆ ด้วยปัจจัยรุมเร้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชนวนการแต่งตั้ง ผบ.ตร.ที่ยืดเยื้อข้ามปี จนถึงการถูกพรรคร่วมรัฐบาล “ขี่คอ” ในหลายเรื่องสุดท้ายก็ถูกปลดแอกในที่สุด กระทั่งคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่เดิมพันเก้าอี้นายกฯ แต่ที่สุดก็รอดมาได้เพราะชนะฟาวล์

เอแบคโพล ได้สำรวจผลสำรวจ “ภาวะความเป็นผู้นำ” ของ อภิสิทธิ์ เมื่อกลางเดือน ธ.ค. 2553 พบว่า ดีขึ้นกว่า ปี 2552 ในทุกประเด็น ?ซื่อสัตย์สุจริต ควบคุมอารมณ์เคร่งครัดต่อศีลธรรม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าพวกพ้อง

ไม่ใช่แค่ประครองตัวผ่านวิกฤติเท่านั้น เมื่อ “อภิสิทธิ์” ปูทางลงสู่ตำแหน่งนายกฯ ด้วยการส่งสัญญาณเตรียมยุบสภา ในห้วงเวลาเดียวกับการสวมบท “ซานต้ามาร์ค” ดันโครงการ “อภินิยม” ซื้อใจรากหญ้าล็อตใหญ่ ปูทางสู่การเลือกตั้ง แบบทุ่มหมดหน้าตักเดิมพันเก้าอี้นายกฯสมัยที่สอง

จากเศรษฐกิจไทยที่เคยอยู่ปากเหว นโยบายอัดฉีดของรัฐบาล ตั้งแต่งบกลางปี 2552 วงเงิน1.16 แสนล้านบาท ต่อด้วยโครงการไทยเข้มแข็ง ที่ถูกวิจารณ์รุนแรงถึงการออก พ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้านบาทจนกระทบกับหนี้สาธารณะประเทศ
ก่อนจะมาปิดท้ายด้วยโครงการประชาวิวัฒน์ เป็นของขวัญปีใหม่ให้คนไทย

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงว่าเป็นโครงการประชานิยมล็อตใหญ่ของประเทศ ทั้งที่ประชาธิปัตย์เคยคัดค้านเรื่องนโยบายประชานิยมมาตลอด

ปีนี้จึงต้องยกให้เป็นปีของ “อภิสิทธิ์” ที่สามารถสร้าง “อภินิหาร” ฟันฝ่าวิกฤติต่างๆ มาได้อย่างเหลือเชื่อ ก่อนจะปิดท้ายปีด้วยการ โครงการ “อภินิยม”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท