
คิดไม่ออกบอกอับดุล แบงก์รัฐทำได้
แต่ละโครงการของรัฐบาลในขณะนี้ล้วนเป็นโครงการที่ประชาชนนิยมล้วนๆ โดยมีธนาคารเฉพาะกิจของรัฐแต่ละธนาคารต่างตบเท้าเดินหน้าทำตามบัญชารัฐบาลเต็มเหยียด
แต่ละโครงการของรัฐบาลในขณะนี้ล้วนเป็นโครงการที่ประชาชนนิยมล้วนๆ โดยมีธนาคารเฉพาะกิจของรัฐแต่ละธนาคารต่างตบเท้าเดินหน้าทำตามบัญชารัฐบาลเต็มเหยียด
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ตลอดช่วง 2 ปี ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งครบรอบ 2 ปี ไปเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมาไปหมาดๆ ซึ่งเดิมคาดว่ารัฐบาลเตรียมจะประกาศโครงการประชาวิวัฒน์ในวันครบรอบ 2 ปี แต่กลับต้องเลื่อนไปประกาศในวันที่ 9 ม.ค. 2554
เพราะเป็นมาตรการใหญ่ที่ต้องใช้เวลาในการต่อจิ๊กซอว์หลายตัวจนวุ่นไปหมด
หากให้ประเมินผลงานทางด้านเศรษฐกิจรากหญ้าของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ในช่วงที่ผ่านมาจะพบว่ามีการใช้มาตรการกึ่งการคลังอย่างเต็มที่ และเป็นแบบ “มือเติบ”
ยุทธวิธีก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับสมัยของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีการเดินหน้าโครงการประชานิยม ขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้ชื่อที่ต่างออกไปว่า “รัฐสวัสดิการ” แต่รูปแบบกลับ “ก๊อบปี้” ออกมาเหมือนกัน แทบจะเป็นหนังเรื่องประชานิยม ภาค 2
แตกต่างกันเพียงดารานำแสดง โดยพระเอกใหม่สุดหล่อที่ชื่อ “พี่มาก หรือพี่มาร์ค-อภิสิทธิ์” ที่หน้าตาสดใสชวนให้แม่ยกหลงใหลกว่าพระเอกคนเดิมที่ “หน้าเหลี่ยม”
ยิ่งใกล้โค้งสุดท้าย ก่อนการยุบสภาจะเห็นว่า “รัฐบาลอภิสิทธิ์” เร่งคลอดออกมาแต่ละโครงการล้วนแต่เป็นโครงการที่ประชาชนนิยมล้วนๆ
โดยมีธนาคารเฉพาะกิจของรัฐแต่ละธนาคารต่างตบเท้าเดินหน้าทำตามบัญชารัฐบาลเต็มเหยียด
เสมือน “อับดุล” สั่งอะไรมาก็ทำได้
ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้ก็เป็นไม้
“อับดุล” ที่เป็นธนาคารของรัฐทำได้ทุกอย่าง
แต่ละโครงการที่จัดกันออกมาจะเห็นได้ว่าเนื้อหาสาระหลักของแทบทุกโครงการดูแล้วก็เหมือนๆ กันคือ การส่งเสริมให้คนรากหญ้าทุกระดับชั้นได้เข้าถึงแหล่งเงินแทบทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นพวกผู้ประกอบการในระบบ เช่น ผู้ประกอบการรายย่อย (เอ็มเอ็มอี) ยันหาบเร่ แผงลอย
การเปิดโต๊ะให้เจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเจรจากับเจ้าหนี้นอกระบบผ่านโครงการแก้หนี้นอกระบบร่วม 6 แสนรายเข้าไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดก่อนทำมาแล้ว แต่ไม่สำเร็จ
แต่หนนี้ ประชาธิปัตย์ เลือกที่จะเอาโครงการนี้มาปัดฝุ่นใหม่ ทำไปรอบแรกแล้วกว่า 6 แสนคน แม้ใครหน้าไหนจะมองว่าไม่เห็นผลในเชิงประจักษ์ว่า สำเร็จก็ตาม
แต่ขณะนี้รัฐบาลก็สั่งเดินหน้าทำโครงการรอบ 2 ออกมาเอาใจคนชอบเป็นหนี้กันอีกคราในต้นปีหน้า
ล่าสุดที่รัฐบาลเพิ่งจะเปิดตัวโครงการประชาวิวัฒน์ เน้นการช่วยคนนอกระบบ เช่น คนขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง พ่อค้าแม่ค้า หาบเร่ แผงลอย คนค้าขายตามตรอกตามซอยให้ได้รับสวัสดิการและเข้าถึงแหล่งเงิน
โดยสามารถยื่นขอสินเชื่อจากธนาคารเฉพาะของรัฐที่เข้าโครงการอีกเช่นเคย
ทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ต่างพากันยินยอมพร้อมใจปล่อยสินเชื่อแก่คนเหล่านี้ในเงื่อนไขพิเศษ
พิเศษแบบผ่อนปรน ทั้งในเรื่องของหลักประกันและอัตราดอกเบี้ยต่ำ
กรณีของ ธ.ก.ส.ให้สินเชื่อกับผู้ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์รับจ้าง ทั้งในรูปของการปล่อยกู้แก่สหกรณ์และรายบุคคล คาดว่าให้ผ่อนนาน 7 ปี อัตราดอกเบี้ยให้กลุ่มสหกรณ์ 4.75% สหกรณ์อาจบวกเพิ่มจากสมาชิกได้ 2%
ผ่อนต่อวันแค่ 300 บาท ต่ำกว่าการเช่าแท็กซี่ ที่เถ้าแก่หรืออู่รถคิดค่าผ่อน ค่าเช่ารายวัน 500-600 บาท
ส่วนรถจักรยานยนต์จะปล่อยกู้รายละ 4-5 หมื่นบาท ผ่อนไม่เกิน 5 ปี
ขณะที่ธนาคารออมสินก็โดดร่วมโครงการประชาวิวัฒน์ด้วยการตั้งวงเงินไว้ 2,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ในรูปแบบธนาคารประชาชนให้กับกลุ่มคนนอกระบบไว้ 2,000 ล้านบาท จากที่รัฐบาลตั้งวงเงินในการปล่อยกู้แก่ประชาชนที่ประกอบอาชีพอิสระทั้งสิ้น 5,000 ล้านบาท
ปีแรกคิดดอกเบี้ยแค่เดือนละ 0.75% และเมื่อมีการผ่อนชำระดี 1 ปี ปีที่ 2 จะคิดดอกเบี้ยแค่เดือนละ 0.50% ปล่อยกู้แบบใจดี ดอกเบี้ยต่ำกว่านี้มีอีกมั้ย
ระยะเวลาการผ่อนชำระคืนเงินกู้ 5 ปี ปล่อยกู้รายละไม่เกิน 1 แสนบาท
ที่สำคัญ ธนาคารออมสินจะไม่ขอเงินสนับสนุนหรือรับการชดเชยจากรัฐบาลในกรณีที่เกิดความเสียหายจากการดำเนินการโครงการประชาวิวัฒน์ เนื่องจากเชื่อว่ามีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดี
ส่วนโครงการที่เห็นว่าดีมีประโยชน์กับประชาชนจริงๆ ก็มีอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นโครงการประกันรายได้เกษตร เพียงแต่ยังต้องรอให้ระบบการประกันภัยพืชผลและระบบการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าสมบรูณ์ก่อน ถึงจะเห็นว่าโครงการประกันรายได้เกษตรกรได้ช่วยชาวไร่ชาวนาได้จริง
เพราะจากปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรที่เข้าโครงการนี้หน้ามืดไปตามๆ กัน เพราะผลผลิตเสียหายไม่สามารถขอรับชดเชยจากโครงการนี้ได้
นอกจากนี้ ยังมีโครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุชุมนุมทางการเมืองในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา ที่กระทรวงการคลังสั่งการด่วนให้เอสเอ็มอีแบงก์ตั้งวงเงินปล่อยกู้ให้รวม 1 หมื่นล้านบาท เร่งปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการแบบเงื่อนไขพิเศษ เป็นเงินกู้ยืมแบบไม่ต้องมีหลักประกัน (Clean Loan) มีระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 6 ปี ระยะเวลาปลอดชำระคืนเงินต้น (Grace Period) 2 ปี คิดดอกเบี้ยอัตราคงที่ 3% ต่อปี ตลอดอายุสัญญากู้
ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำเตี้ยติดดินขนาดนี้ ไม่เคยมีให้เห็นในระบบเอสเอ็มอีที่มีความสุ่มเสี่ยงในการทำมาหากิน แต่ “อับดุลแบงก์รัฐ” ทำให้ได้
ขณะที่โครงการธนาคารประชาชน ซึ่งเป็นโครงการเดิมที่ทำกันมาตั้งแต่รัฐบาลก่อน และได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลให้ขยายความช่วยเหลือเพื่อครอบคลุมพ่อค้าแม่ค้า และกลุ่มลูกหนี้นอกระบบที่ต้องการขอสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพหารายได้ก็ยังคงเดินหน้า เพื่อสร้างโอกาสให้กับคนที่มีรายได้น้อยที่ขาดโอกาสได้มากมายหลายแสนรายในแต่ละปี
ถ้าตรวจสอบข้อมูลของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่ดาหน้าสนับสนุนนโยบายการอุ้มชูผู้ประกอบการและคนนอกระบบในห้วงปีนี้จะเห็นข้อมูลที่น่าตระหนก
เพราะมีการปล่อยกู้อย่างมหาศาล แถมดอกเบี้ยที่คิดจากลูกหนี้แต่ละรายบางครั้งบางคราก็ยังต่ำกว่าต้นทุนที่ธนาคารกู้ยืมมาก็ยังมีให้เห็นอยู่หลายครา
บางรายการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีแบงก์นั้นต่ำกว่าต้นทุนจริงถึง 2% อับดุลก็ยังทำได้
กล่าวเฉพาะภาพรวมฐานะและผลการดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ณ เดือน ก.ย. ของธนาคารรัฐ 6 แห่ง อยู่ที่ 2.35 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 2.85 หมื่นล้านบาท
ถ้าเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนมีการขยายตัวแล้วถึง 20.35%
ขณะที่สินเชื่อธนาคารพาณิชย์มี 6.48 ล้านล้านบาท ขยายตัว 8.46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
ถ้าพิจารณาการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 6 แห่ง จะพบว่ามีสินเชื่ออนุมัติแล้วตั้งแต่ 1 ม.ค.-30 ก.ย. 2553 ทั้งสิ้น 9.39 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 1 แสนล้านบาท คิดเป็น 120.82%
ข้อมูลเหล่านี้แสดงถึงบทบาทที่ขยายตัวของสินเชื่อธนาคารรัฐ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง
ด้านอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ (MLR) เฉลี่ยของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐก็น่าสนใจ เมื่อพบว่าอยู่ที่ 6.52% ซึ่งมีอัตราต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 6.56%
จะเห็นได้ว่า การเดินหน้าจัดทำรัฐสวัสดิการ โดยส่วนหนึ่งใช้มาตรการกึ่งการคลัง ใส่เกียร์ห้าให้ธนาคารเฉพาะของรัฐเร่งปล่อยสินเชื่อด้วยเงื่อนไขผ่อนปรนและดอกเบี้ยพิเศษ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีโครงการไม่ประสบความสำเร็จ หรือมีหนี้เสียเกิดขึ้น
เนื่องจากการออกโครงการที่ซ้ำซ้อน และบีบให้ธนาคารรัฐต้องปล่อยสินเชื่อ เพื่อให้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลงานในแต่ละปีที่ผู้บริหารธนาคารรัฐต้องเร่งสร้างผลงาน
ในที่สุดแล้วรัฐบาลจะต้องตั้งงบประมาณเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะบางโครงการได้แยกเป็นบัญชีพิเศษ หรือ PSO เพื่อให้รัฐเป็นผู้ชดเชยดอกเบี้ยส่วนที่เหลือ และกรณีที่เป็นหนี้เสียมีผลให้ธนาคารต้องตั้งสำรองเพิ่ม
แม้บางกรณีที่ธนาคารไม่ขอแยกบัญชี แต่เกิดเป็นหนี้เสียต้องตั้งสำรอง รัฐบาลก็ต้องจัดสรรงบประมาณแผ่นดินมาชดเชย หรือต้องใช้เงินเพิ่มทุนให้กับธนาคารรัฐเหมือนเช่นที่ผ่านๆ มาอยู่ดี
อับดุลทำได้ในวันนี้ แต่วันข้างหน้าปวงประชาต่างก็รับกรรม
หากควบคุมได้ไม่ดีพอ







