posttoday
ดัชนีความเชื่อมั่นชาวใต้ด้านศก.-สังคมปรับเพิ่ม! รับโควิดดีขึ้น-เปิดประเทศ

ดัชนีความเชื่อมั่นชาวใต้ด้านศก.-สังคมปรับเพิ่ม! รับโควิดดีขึ้น-เปิดประเทศ

01 พฤศจิกายน 2564

ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ต.ค.64 ปรับขึ้นรับปัจจัยบวก สถานการณ์โควิดดีขึ้น เปิดประเทศ แต่ยังกังวลเปิดสถานบันเทิงขายแอลกอฮอล์ ผวาเกิดคลัสเตอร์ใหม่

เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 64 ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนตุลาคม 2564 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวมเดือนตุลาคมอยู่ที่ 40.20 ปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกันยายน ที่ 39.70 และ เดือนสิงหาคม 39.40

โดยดัชนีที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รายได้จากการทำงาน รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) การออมเงิน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ปัจจัยบวกที่ส่งผล คือสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด -19 เดือนตุลาคมมีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าเดือนกันยายน ส่งผลให้มีการผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มการระบาดบางส่วน เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และในเดือนพฤศจิกายน สถานที่ท่องเที่ยวที่เริ่มกลับมาเปิดทำการเพื่อตอบรับนโยบายภาครัฐในการเปิดประเทศรวมถึงจะมีการผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ในประเทศต่อเนื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมาสถานการณ์การได้รับวัคซีนมีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี การส่งมอบและการจัดหาวัคซีนเป็นไปตามแผนการของภาครัฐ แม้ว่าอัตราการฉีดวัคซีนจะยังมีการกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่เสี่ยง แต่เริ่มมีการจัดสรรไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพิ่มขึ้น

ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อที่เริ่มทรงตัวและอัตราการฉีดวัคซีนที่คืบหน้าส่งผลให้ภาครัฐอนุมัติมาตรการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทั้งโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 และทัวร์เที่ยวไทย และการปรับระดับพื้นที่จังหวัดความเสี่ยง เพื่อรองรับการเปิดประเทศ

นอกจากนี้ ด้านรายได้ภาคการเกษตรของพืชเศรฐกิจภาคใต้มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากความต้องการบริโภคทั่วโลกที่เศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้น สร้างรายได้และเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจภาคใต้ ได้อย่างมาก เช่น ราคายางพาราที่ปรับตัวสูงขึ้นในระดับ 50 บาทต่อกิโลกรัม และยังทรงตัวในช่วงราคานี้ตลอดเดือนตุลาคม อีกทั้งราคาผลไม้ภาคใต้ ก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น รวมทั้งราคาปาล์มน้ำมันได้มีการปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ตลอดเดือนตุลาคม

จากการสัมภาษณ์ประชาชนภาคใต้ ในหลายสาขาอาชีพ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้น แนวทางการแก้ไข และความคิดเห็นต่อมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ รวมถึงข้อเสนอแนะ สรุปได้ดังนี้

1. การฉีดวัคซีนแล้วของจำนวนประชากรยังไม่ถึงเป้า 70% ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ เสนอให้รัฐบาลจัดทำแผนการฉีดวัคซีนอย่างเป็นระบบ และกระจายไปทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในประเทศโดยเร็ว อันจะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเกิดความมั่นใจในการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย

2. ประชาชนส่วนหนึ่งมองว่า การเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวนั้น ในช่วงปลายปี 2564 และต้นปี 2565 นักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย อาจจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไม่มากนัก เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายประการ

ดังนั้น ภาครัฐควรจะสนับสนุนการท่องเที่ยวแบบไทยเที่ยวไทย โดยการเพิ่มสิทธิ์ในโครงการเราเที่ยวด้วยกัน และเพิ่มสิทธิ์ให้แก่ที่ใช้สิทธิ์ครบแล้ว เพื่อจูงใจให้คนไทยท่องเที่ยวและใช้จ่ายในช่วงปลายปี 2564 และต้นปี 2565 มากขึ้น

ทั้งนี้ภาครัฐ ควรมีมาตรการที่รัดกุมและเด็ดขาดเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวกระทำการทุจริตได้

3. ราคาพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น จึงเสนอให้ภาครัฐกำหนดมาตรการควบคุมราคาพลังงาน และควบคุมราคาสินค้าต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ค่าครองชีพสูงขึ้นจนทำให้เกิดความเดือดร้อน

4. ประชาชนส่วนหนึ่ง เสนอให้ภาครัฐทบทวนการเปิดสถานบันเทิงในเดือนธันวาคม 2564 เนื่องจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของประชาชน ยังไม่ครอบคลุมจนเกิดเป็นภูมิคุ้มกันหมู่

อีกทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ระลอก 1 ถึงระลอก 4 ล้วนมาจากสถานบันเทิงแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะสถานบันเทิงที่ขายแอลกอฮอล์ โดยมีความกังวลว่า สถานบันเทิง อาจจะเป็นคลัสเตอร์ของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่อีก และส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอื่น ๆ ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ต้องถูกสั่งปิดกิจการอีก

โดยประชาชนส่วนหนึ่ง กล่าวว่า หากภาครัฐยังยืนยันจะเปิดสถานบันเทิง และเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ ภาครัฐจะต้องชดเชยรายได้ให้แก่ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด

ผลคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่าส่วนใหญ่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงานจะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 31.70 และ 34.60 ตามลำดับ

ส่วนความเชื่อมั่นต่อรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน และรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 36.70 และ 33.50 ตามลำดับ ความเชื่อมั่นด้านความสุขในการดำเนินชีวิต การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 36.80 , 38.60 และ 32.40 ตามลำดับ

ปัจจัยที่ส่วนใหญ่มองว่ามีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันมากที่สุด คือการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ คิดเป็นร้อยละ 27.40 รองลงมา คือ มาตรการควบคุมการดำเนินงานของธุรกิจ และค่าครองชีพ คิดเป็นร้อยละ 21.30 และ17.60 ตามลำดับ

ขณะที่ปัญหาเร่งด่วนที่ส่วนใหญ่มองว่ารัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก คือ มาตรการรองรับการเปิดประเทศ รองลงมา คือ การปรับมาตรการให้ธุรกิจดำเนินงานได้ปกติ การพักหนี้ และการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ตามลำดับ

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์