
เอเชียกับคลื่นยักย์ในทะเลเศรษฐกิจโลกปี '54
ปัจจัยการเมืองทำหน้าที่ไม่ต่างจากคลื่นที่ทำให้ท้องทะเลเศรษฐกิจสั่นไหวได้เสมอ
ปัจจัยการเมืองทำหน้าที่ไม่ต่างจากคลื่นที่ทำให้ท้องทะเลเศรษฐกิจสั่นไหวได้เสมอ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ปัจจัยการเมืองทำหน้าที่ไม่ต่างจากคลื่นที่ทำให้ท้องทะเลเศรษฐกิจสั่นไหวได้เสมอ
สภาพเศรษฐกิจในเอเชีย ช่วงปี 2554 จะเป็นอย่างไรนั้นต้องจับตา อย่างไรเสียอิทธิพลทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจของจีนที่อาจจะไม่สะท้านเพียงแค่ในเอเชีย และมีความหมายทั่วโลก
ส่วนอีกสองปัจจัยเสี่ยงหลักในเอเชียก็คือ สถานการณ์ที่ยังคงอ่อนไหวในคาบสมุทรเกาหลี และคดีคอร์รัปชันในอินเดีย
เป็นที่ทราบกันดีว่า จีนคือกลจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ดังนั้น อิทธิพลทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองของจีนที่แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยมา เป็นปัจจัยที่ต้องจับตาในฐานะอิทธิพลความเสี่ยงตัวใหม่ของโลก ไม่ว่าจีนจะขยับขับเคลื่อนไปในทางใด ก็ย่อมทำให้คลื่นลมเศรษฐกิจโลกหันเหเปลี่ยนทิศทางได้ทั้งสิ้น
ประเด็นที่ต้องจับตาดูอย่างต่อเนื่องก็คือ ความตึงเครียดของค่าเงินของจีนและสหรัฐ ซึ่งแม้ขณะนี้ดูท่าว่าจะสงบลงไปมากแล้ว แต่อันที่จริงสหรัฐยังมีหนึ่งไม้เด็ดที่ยื้อไว้ นั่นคือรายงานการสอบสวนเรื่องอัตราค่าเงินหยวนที่ไม่อิงตามกลไลของตลาด จนทำให้เป็นประเด็นร้อนในปีที่ผ่านมาว่าจีนทำให้สมดุลการค้าโลกรวน
สหรัฐประกาศเลื่อนออกรายงานฉบับนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาตั้งแต่เดือน ต.ค.
รายงานฉบับนี้เองที่จะเป็นเครื่องบ่งชี้บรรยากาศความสัมพันธ์ความดุเดือดของสงครามค่าเงินในปี 2554 อีกทั้งตลาดคงต้องจ้องสถานการณ์การเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีหูจิ่นเทา เบิกฤกษ์เปิดศักราชในเดือน ม.ค.
นอกจากประเด็นเรื่องภายนอกแล้ว ต้องให้น้ำหนักเรื่องของภาวะเงินเฟ้อและการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยของจีน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจในปีหน้า
รัฐบาลปักกิ่งตั้งเป้าตัวเลขเงินเฟ้อในปี 2554 อยู่ที่ราว 4% สูงกว่าปี 2553 ที่ตั้งไว้อยู่ที่ 3% ซึ่งหมายความว่าจีนจะผ่อนปรนนโยบายทางการเงินมากขึ้นในปีหน้า
ดังนั้น ถ้าในกรณีที่ภาวะเงินเฟ้อมีทีท่าว่าจะทะลุเกินกว่าที่ตั้งเป้าไว้ ปี 2554 ตลาดก็อาจจะได้เห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ค่อนข้างสูงตามมา
สำหรับความตึงเครียดบริเวณคาบสมุทรเกาหลี ก็เป็นปัจจัยทางการเมืองที่อาจจะทำให้สายน้ำทางเศรษฐกิจกระเพื่อมแรง
ในช่วงปลายปี 2553 ดีกรีความตึงเครียดสูงสุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเกาหลี ทุกครั้งที่ทั้งสองฝ่ายมีทีท่าร้อนแรงเข้าใส่กัน ตลาดก็แดงยกแผง สร้างความกังวลไปทั่วเอเชีย ซึ่งในปี 2554 ก็ยังต้องมีความเสี่ยงของความตึงเครียด
แม้นักวิเคราะห์เชื่อว่าความขัดแย้งที่รุนแรงไม่น่าจะเกิดขึ้น เกาหลีเหนือที่ไม่ได้มีอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครัน และมีโอกาสเพลี่ยงพล้ำให้กับเกาหลีใต้ได้โดยง่าย ถ้าหากเกิดสงครามเต็มรูปแบบ แต่เกาหลีเหนือก็ต้องไม่ประมาท เพราะศักยภาพของเกาหลีเหนือก็อาจจะมากพอที่จะทำลายอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้ให้เสียหายซบวูบลงได้ทั้งปี
สำหรับอีกหนึ่งประเด็นความเสี่ยงในเรื่องของเสถียรภาพทางการเมืองในอินเดียก็เป็นเรื่องมองข้ามไม่ได้
ในช่วงปี 2553 ที่ผ่านมา อินเดียเผชิญกับปัญหาการคอร์รัปชันอยู่มาก โดยเฉพาะปัญหาในภาคโทรคมนาคมที่มีมูลค่ากว่า 3.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.18 ล้านบาท) จะกลายเป็นประเด็นหลักที่จะส่งผลต่อทั้งเศรษฐกิจและการเมืองในอินเดียตลอดทั้งปี 2554
หลายคนอาจจะมองว่าคอร์รัปชันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในการทำธุรกิจในอินเดีย และเป็นเรื่องที่นักลงทุนเตรียมรับมือไว้แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งในกรณีที่คดีคอร์รัปชันส่งผลหยั่งรากลึกจนทำให้รัฐสภาอินเดียตกอยู่ในภาวะเป็นอัมพาต ยืนยันได้แน่ว่าสะเทือนการลงทุนอย่างแน่นอน
ทั้งหมดทั้งมวลคือภาพรวมของปัจจัยทางการเมืองของเอเชียที่จะเป็นเงาสะท้อนต่อเศรษฐกิจโลกในปี 2554
ส่วนไทย นอกจากต้องเหลียวซ้ายแลขวา สำรวจความเคลื่อนไหวของเพื่อนบ้าน และความเป็นไปของโลกแล้ว ก็ต้องตระเตรียมรับมือกับปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองภายในบ้านไว้ให้พร้อม
เรื่องนอกบ้านถือเป็นสิ่งที่เกินควบคุมและต้องรู้จักรุกและรับ แต่เรื่องในบ้านต้องจับให้มั่น เพราะปากท้องของคนไทยไม่ใช่เครื่องเดิมพัน







