
ค่าครองชีพ...อลเวง
การต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ทั้งไฟฟ้า รถเมล์ และรถไฟฟรีแค่ 2 เดือน ถูกมองว่าเป็นการนับถอยหลังก่อนเลือกตั้งใหม่
การต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ทั้งไฟฟ้า รถเมล์ และรถไฟฟรีแค่ 2 เดือน ถูกมองว่าเป็นการนับถอยหลังก่อนเลือกตั้งใหม่
โดย...ทีมข่าวการเงิน
การต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ทั้งไฟฟ้า รถเมล์ และรถไฟฟรีแค่ 2 เดือน ถูกมองว่าเป็นการนับถอยหลังก่อนเลือกตั้งใหม่
ขณะที่ความจริงแล้วรัฐบาลมีเป้าหมายมากกว่านั้น เพราะหวังจะดันมาตรการชุดใหญ่ที่ใช้ชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า “ประชาวิวัฒน์” เข้ามาแทนที่
เพื่อตีฆ้อง “ล้างคราบไคล” ของมาตรการประชานิยมที่เป็นยี่ห้อของรัฐบาลชุดก่อนๆ
หากมองย้อนกลับไปในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทยอยปรับลดมาตรการลงเรื่อยๆ จากเดิม 6 มาตรการ ล่าสุดเหลือแค่ 3 มาตรการ ได้แก่
การลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าของครัวเรือน สำหรับบ้านที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วย/เดือน
ครอบคลุมถึงผู้เช่าอาศัยในอาคารชุดหรือห้องเช่า ราคาไม่เกิน 3,000 บาท/ห้อง/เดือน ซึ่งมีการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยไม่เกิน 90 หน่วย/เดือน/ห้อง และได้ลงทะเบียนไว้กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
มาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทาง โดยรัฐรับภาระค่าใช้จ่ายการจัดรถโดยสารประจำทางธรรมดาจำนวน 800 คัน/วัน ใน 73 เส้นทาง
มาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางโดยรถไฟชั้น 3 ผ่านการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) 164 ขบวน/วัน และรถไฟชั้น 3 ระยะทางไกล ในขบวนรถเชิงพาณิชย์จำนวน 8 ขบวนต่อวัน ให้บริการแก่ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
เบ็ดเสร็จแล้วงานนี้รัฐบาลต้องควักค่าใช้จ่ายรวม 3,085.88 ล้านบาท
สิ่งที่เคาะกันในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีคือ ต่อไปรัฐบาลจะไม่ต่ออายุกันทุก 3 เดือน หรือ 6 เดือนอีกแล้ว
ในเมื่อมาตรการใหม่ที่นายกรัฐมนตรีจะผลักดันบังคับใช้ต้นปีหน้า จะรวมมาตรการลดค่าครองชีพให้ประชาชน “แบบถาวร” เริ่มคิกออฟจากการใช้ไฟฟ้าฟรี
งานนี้คนมีรายได้น้อย หรือครัวเรือนขนาดเล็ก รวมถึงบรรดานิสิต นักศึกษา คนเช่าหอพัก อพาร์ตเมนต์ ได้อานิสงส์เต็มๆ
แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมคงไม่ชอบ เพราะนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์ด้วยแล้ว ยังอาจต้องถูกโยนภาระค่าไฟฟ้ามาให้ด้วย
ลึกๆ แล้วเส้นทางของมาตรการประชาวิวัฒน์ของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ปรากฏรอยร้าวและสร้างความยุ่งยากใจให้กับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างมาก
เช่น กรณีของค่าไฟฟรีนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบก็คือ กฟน. และ กฟภ. อยู่ในอาณัติของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งพรรคภูมิใจไทยกำกับดูแลอยู่
ขณะที่ผ่านมา แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลหลายคนมานั่งสุมหัวกัน หารือกัน เพราะไม่เข้าใจว่าประชาธิปัตย์กำลังจะทำอะไร
ถึงกับกระแนะกระแหนว่า ประชาวิวัฒน์มาจากไหน?
เหตุที่แกนนำงง เพราะประชาธิปัตย์ไม่เคยมาหารือกับพรรคร่วมรัฐบาล
เจ้ากระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน หรือกระทรวงมหาดไทย เห็นแต่หนังสือขอยืมตัวผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดไปเข้าแคมป์ระดมสมองร่วมกับทีมงานของ สังศิต พิริยะรังสรรค์ ที่ศูนย์ราชการกรุงเทพมหานครแห่งใหม่ บนถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อ 23 สัปดาห์ที่ผ่านมา
รู้สึกตัวอีกทีก็ปรากฏรูปร่างประชาวิวัฒน์ และเริ่มด้วยการแถลงของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรื่องการแยกราคาก๊าซภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรม
แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลยังงงเป็นไก่ตาแตกด้วยว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรี หรือ รมว.คลัง แถลงออกมาก่อนหน้านี้ ถือเป็นนโยบายรัฐบาลที่ต้องปฏิบัติตามหรือไม่ หรือเป็นแค่แคมเปญหาเสียงเลือกตั้งครั้งต่อไป
เหตุเพราะทีมงานที่ผลักดันมาตรการนี้ไม่ได้มีมติคณะรัฐมนตรีรองรับตามกฎหมาย!!!
ไม่ว่าจะเป็นชุดของ กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง หรือชุดของ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลการลดค่าครองชีพด้านพลังงาน ล้วนเป็นการอุปโลกน์ขึ้นเองหรือไม่!!!
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์เองก็ไม่เข้าใจว่ารัฐบาลมีการดึงผู้บริหารกระทรวงไปร่วมระดมสมอง 1 คน ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่ได้มีบทบาทรับผิดชอบการบริหารในกรมกองแล้ว
แต่ล่าสุดรัฐบาลกลับเตรียมออกมาตรการลดค่าครองชีพ ลดราคาสินค้า เสียใหญ่โต เหมือนกระทรวงพาณิชย์ได้เข้าไปร่วมด้วยเต็มตัว
ด้านภายในรัฐบาลเองก็เกิดปัญหาซ้อนปัญหาขึ้น เมื่อเกิดอาการเขม่นการล้ำเส้นของ รมว.คลัง ที่ใช้ชื่อประชาวิวัฒน์โดยยังไม่ได้ฉันทามติของแกนนำรัฐบาล
แถมยังมีเรื่องคาใจกับคนในตึกไทยคู่ฟ้า เรื่องที่ รมว.คลัง เชิญสื่อมวลชนไปแถลงตัดหน้านายกรัฐมนตรี ที่มีคิวไปปิดแคมป์ระดมสมอง ที่ศูนย์ราชการฯ วันที่ 17 ธ.ค. 2553
งานนี้มาตรการประชาวิวัฒน์ซึ่งถูกวิจารณ์ยับจากคนในแวดวงเศรษฐกิจอยู่แล้ว ก็ทำท่าจะอลวน อลเวง ในทางการเมืองด้วย
จึงต้องจับตาถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการของ อภิสิทธิ์ ในวันที่ 1 ม.ค. 2554 นี้ ว่าจะมีนโยบายใหม่ๆ อะไรบ้าง
งานนี้ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะตกผลึกในการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน หรือตกที่นั่งลำบากจากปัญหาทางการเมือง







