
เรื่องสิทธิบัตร
....พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
เขียนเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญามาก็หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า จนถึงองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา และเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ซึ่งก็มีเรื่องที่เฉียดไปเฉียดมากับสิทธิบัตร เช่นเรื่องของความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (IPC
– Intellectual Property Cooperation) ที่เขียนอยู่ในตอนขององค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา หรือเรื่องสิทธิบัตรออกแบบ (Design Patent) ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เป็นต้น แต่ผู้เขียนยังไม่เคยเขียนถึงเรื่องสิทธิบัตรโดยตรงสักที เนื่องจากเกรงว่าจะต้องลงรายละเอียดที่เป็นวิชาการมากเกินไป แต่จะขี่ม้าเลียบค่ายอยู่อย่างนี้นานๆ ก็คงไม่ได้ เดี๋ยวเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาจะไม่สมบูรณ์สักทีก่อนอื่น คงต้องอธิบายก่อนว่า
“สิทธิบัตร” นั้น เป็นหนังสือสำคัญที่หน่วยงานเจ้าของเรื่อง ในกรณีของประเทศไทยก็คือ “กรมทรัพย์สินทางปัญญา” ออกให้กับคนหรือหน่วยงานหรือบริษัทที่มาขอจดสิทธิบัตร โดยเป็นเอกสารที่อธิบายถึงการประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพื่อให้ความคุ้มครองเหมือนกับโฉนดที่ดิน โดยในเอกสารนั้นจะใส่ชื่อผู้มาขอจดสิทธิบัตร ซึ่งอาจเป็นบุคคล บริษัท มหาวิทยาลัย ฯลฯ และผู้คิดประดิษฐ์หรือกลุ่มผู้คิดประดิษฐ์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดียวกับผู้มาขอจดก็ได้นอกจากนี้ ลักษณะการคุ้มครองของกฎหมายสิทธิบัตรทั้งของไทยและของต่างประเทศจะมีหลักการเหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง คือ การให้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวแก่เจ้าของสิทธิบัตรนั้นๆ ที่เรียกกันว่า Exclusive Rights ซึ่งเจ้าของสิทธิบัตรการประดิษฐ์หรือการออกแบบนั้นๆ จะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไรก็ได้ ทั้งการผลิต การขาย การส่งออก แต่เนื่องจากเป็นการให้สิทธิแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive Rights) จึงต้องใช้ระยะเวลามาเป็นตัวจำกัด เช่น 20 ปี หมายความว่า ใน 20 ปีนี้ นับตั้งแต่วันขอรับสิทธิบัตร เจ้าของจะนำไปผลิต ขาย ส่งออก ก็ได้ แต่เมื่อพ้น 20 ปีไปแล้ว ใครจะนำไปผลิต ขาย หรือส่งออกบ้างก็ได้
ที่ให้สิทธิและการคุ้มครองถึง 20 ปีนี้ (ถ้าเป็นสิทธิบัตรการออกแบบก็คุ้มครอง 10 ปี เพราะถือว่าการออกแบบมักเป็นเรื่องของผลิตภัณฑ์ หรือสินค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว ส่วนใหญ่จะเป็นไปตามแฟชั่น หรือวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การออกแบบอัญมณี เครื่องประดับตกแต่ง ถ้วยกาแฟ จาน ชาม เป็นต้น) ก็เพื่อเป็นเสมือนรางวัลให้แก่นักประดิษฐ์คิดค้น เป็นแรงจูงใจและกระตุ้นให้นักคิดเหล่านี้มีการพัฒนาเทคโนโลยีไปเรื่อยๆ
ที่สำคัญคือการคุ้มครองนี้แลกเปลี่ยนกับการที่ผู้มาจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ต้องเปิดเผยสาระสำคัญของสิ่งประดิษฐ์นั้นๆ ในคำขอรับสิทธิบัตร นอกจากจะต้องใส่ชื่อและลักษณะและความมุ่งหมายของการประดิษฐ์แล้ว ยังต้องแสดงรายละเอียดของการประดิษฐ์ที่มีข้อความสมบูรณ์รัดกุมและชัดแจ้ง อันจะทำให้ผู้มีความชำนาญในระดับสามัญในศิลป์หรือวิทยาการที่เกี่ยวข้องสามารถทำและปฏิบัติการตามการประดิษฐ์นั้นได้ และต้องระบุวิธีการในการประดิษฐ์ที่ดีที่สุดที่ผู้ประดิษฐ์จะพึงทราบได้
ตรงนี้แหละที่หลายฝ่ายมองว่า เป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีประเภทหนึ่ง เพราะถึงแม้ว่าจะมีการคุ้มครองไว้ 20 ปี แต่หากผู้มีความชำนาญในสาขานั้นๆ ซึ่งเป็นนักวิจัย นักประดิษฐ์คิดค้นสามารถไปค้นหาหรือที่เรียกว่า Search จนเจอเข้า ก็สามารถนำมาวิจัยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและพัฒนาต่อยอดได้ โดยไม่ต้องไปลงทุนลงแรงว่ากันตั้งแต่ ก.ไก่ ข.ไข่ ใหม่
อีกประการหนึ่งก็คือ
“ข้อถือสิทธิ” ซึ่งในการขอจดสิทธิบัตรจะต้องระบุโดยชัดแจ้ง หากปรากฏว่านักคิดนักวิจัยทั้งหลายไป Search เจอแล้วเผอิญไปค้นพบอีกว่า สิ่งที่นักประดิษฐ์เอามาปรับปรุงนั้นไม่อยู่ในข้อถือสิทธิที่เขาระบุไว้ ก็สามารถนำไปจดสิทธิบัตรได้อีก โดยไม่ต้องรอให้พ้น 20 ปีไปก่อนที่พูดนี่ไม่ใช่จะยุให้ไปขโมยเขามานะ แต่เป็นเรื่องที่มีการกระทำกันโดยทั่วไป ที่เป็นเรื่องของวิชาการ มีตัวอย่างให้เห็น เช่น มีการนำเทคโนโลยีการผลิตแผ่นฟิล์มมาทำเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ ใช้เคี้ยวเป็นยาอมหรือหมากฝรั่ง เพราะผู้จดสิทธิบัตรเดิมไม่ได้ระบุไว้ใน
“ข้อถือสิทธิ” เป็นต้นเรื่องที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการจดสิทธิบัตร ไม่ว่าจะเป็นการประดิษฐ์ หรือการออกแบบ จึงเป็นเรื่องของความใหม่และระยะเวลา สองสิ่งนี้เป็นของคู่กัน แน่นอนว่า ถ้าจดก่อนก็ได้ความใหม่ไปและโอกาสที่จะจดได้ก็มีมากกว่า ดังนั้นสิ่งสำคัญอีกประการเกี่ยวกับสิทธิบัตรก็คือ เงื่อนไขในการขอรับสิทธิบัตร เงื่อนไขนี้ถูกตราไว้ในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2535 และ พ.ศ. 2542 ของไทย แต่ที่จริงแล้วก็ไม่ใช่เฉพาะเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตรของไทยเท่านั้น แต่เป็นเงื่อนไขที่เป็นที่ยอมรับกันในระดับสากลด้วย นั่นก็คือ:
1.ต้องเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ (Novelty)
2.ต้องมีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น (Inventive Step)
3.สามารถประยุกต์ใช้ในทางอุตสาหกรรมได้ (Industrial Applicable)
นี่เป็นเงื่อนไขสำหรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เท่านั้น หากเป็นอนุสิทธิบัตร หรือสิทธิบัตรออกแบบ ก็จะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไปบ้าง
เรื่องของสิทธิบัตรจึงเป็นเรื่องยุ่งยาก ซับซ้อน เข้าใจยาก เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องลงในรายละเอียดบ้าง ไม่เช่นนั้นอาจมีผู้รู้เรื่องดีหรือรู้บ้างไม่รู้บ้างมาทำให้เกิดความสับสน ตื่นตกใจได้ ผู้เขียนจึงจำเป็นต้องมี ตอนต่อไป และอาจจะอีกหลายๆ ตอน







