
ศาลอุทธรณ์ยกคดีทักษิณฟ้องนาม
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้องคดีทักษิณ-พจมาน กล่าวหาอดีตประธานคตส.กับพวก11คนผิดอาญาม.157กลั่นแกล้งโจทก์ตกเป็นจำเลยในคดีที่ดินรัชดาฯ
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้องคดีทักษิณ-พจมาน กล่าวหาอดีตประธานคตส.กับพวก11คนผิดอาญาม.157กลั่นแกล้งโจทก์ตกเป็นจำเลยในคดีที่ดินรัชดาฯ
ที่ศาลอาญา ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อ.3020 / 2550 ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้นายบุญเฉลียว ดุษดี และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ( คตส.) กับพวกรวม 11 คน ซึ่งเป็นอดีต คตส. ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 200
คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้อง ระบุว่า ระหว่างวันที่ 14 พ.ค. -21 มิ.ย.50 จำเลยทั้งสิบเอ็ด ได้รับแต่งตั้ง และมีอำนาจหน้าที่ตามตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ( คปค. ) และได้อาศัยอำนาจหน้าที่ในฐานะเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริต โดยเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองให้ตกเป็นจำเลย ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคดีซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก ให้โจทก์ได้รับความเสียหาย บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อแกล้งให้โจทก์ทั้งสองเกิดความเสียหาย และต้องรับโทษจำคุกริบทรัพย์สิน เหตุเกิดที่แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม.
ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 พ.ย.2550 เห็นว่า คดีนี้วินิจฉัยโดยไม่ต้องมีการไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งแม้ว่าโจทก์จะยื่นฟ้องต่อศาล ก่อนที่จะมีพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 จะมีผลบังคับใช้ แต่การที่จำเลยยื่นฟ้อง คตส.ในความผิดดังกล่าว ต้องไปยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เนื่องจากศาลอาญา ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง
ต่อมาโจทก์ทั้งสอง ยื่นอุทธรณ์ ทั้งนี้ศาลอุทธรณ์ ประชุมตรวจสำนวน และพิจารณาข้อกฎหมาย ตามอุทธรณ์โจทก์ทั้งสองแล้วทั้งประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 มาตรา 173 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 249 เกี่ยวกับการรับฟ้องและวิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น การแต่งตั้ง คตส. และถอดถอน ป.ป.ช. ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต แล้วเห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน







