
สุวัจน์ จับมือ ไพโรจน์ ภารกิจนี้เพื่อความอยู่รอด
กลุ่มการเมืองและผู้อาวุโสทั้งหลายเหล่านี้ที่กำลังอยู่ในภาวะเบื่อบ้านหลังเดิมที่ตัวเองอาศัยอยู่ กลายเป็นโอกาสทองของ “สุวัจน์”และ “ไพโรจน์”......
กลุ่มการเมืองและผู้อาวุโสทั้งหลายเหล่านี้ที่กำลังอยู่ในภาวะเบื่อบ้านหลังเดิมที่ตัวเองอาศัยอยู่ กลายเป็นโอกาสทองของ “สุวัจน์”และ “ไพโรจน์”......
โดย...ทีมข่าวการเมือง
“ขณะนี้ก็ได้มีการหารือไปในหลายระดับแล้ว และได้บรรลุข้อตกลงในหลายขั้นตอน การเลือกตั้งในปีใหม่นี้ชาวโคราชคงจะเห็นผมและนายสุวัจน์จับมือกัน เพื่อความสุขปีใหม่ของชาว จ.นครราชสีมา ส่วนชื่อพรรคเมื่อรวมกันแล้วจะใช้ชื่ออะไรนั้น ก็คงจะเป็นขั้นตอนต่อไปที่จะต้องหารือและหาข้อยุติร่วมกัน”
เป็นท่าทีที่ออกมาล่าสุดจาก ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำกลุ่มโคราช พรรคเพื่อแผ่นดิน ในการประกาศรวมกับพรรครวมชาติพัฒนาของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ถือว่าเป็นการจับมือร่วมกันทำงานในชายคาเดียวกันของ 2 นักการเมืองขาใหญ่ของ จ.นครราชสีมา
น่าสนใจไม่น้อยกับการประกาศจะมากินข้าวหม้อเดียวกันลักษณะนี้ เพราะเพิ่งผ่านการเลือกตั้งซ่อมทั้ง 5 เขตมาแบบสดๆ ร้อนๆ รวมไปถึงแนวโน้มการยุบสภาผู้แทนราษฎรเลือกตั้งใหม่ในช่วงกลางปีหน้าที่ออกมาจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
แน่นอนว่าผลการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา โดยเฉพาะ จ.นครราชสีมา ย่อมส่งแรงกระเทือนต่อทั้งสองพรรคไม่มากก็น้อย แม้ว่าจะไม่ได้ส่งผู้สมัครลงชิงเก้าอี้ในตำแหน่งที่ว่างก็ตาม ความหวาดหวั่นใจที่เกิดขึ้น คือชัยชนะของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ในนามพรรคภูมิใจไทย
ถามว่าเรื่องนี้แค่จะสะเทือนฐานทางการเมืองของสุวัจน์และไพโรจน์อย่างไร
แต่อย่าลืมว่าตลาด สส.ใน จ.นครราชสีมา ที่ผ่านมาในระยะหลังนี้จะถูกผูกขาดอยู่เพียง 3 รายเท่านั้น ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรครวมชาติพัฒนา และพรรคเพื่อแผ่นดิน ไม่หนีไปจากนี้ โดย สส. 16 คนใน จ.นครราชสีมา ตอนนี้แบ่งเป็น เพื่อไทย 5 คน รวมชาติพัฒนา 5 คน เพื่อแผ่นดิน 5 คน และภูมิใจไทย 1 คน
ทั้งนี้ มีกรณีของนายภิรมย์พลวิเศษ สส.เพื่อไทย ที่ได้มาร่วมกิจกรรมกับภูมิใจไทยแล้ว ทำให้สรุปว่าตอนนี้เพื่อไทยเหลือ 4 คน ส่วนภูมิใจไทยมี 2 คน
ในเมื่ออยู่ดีๆ มาวันหนึ่งมี “บุญจง” จากพรรคภูมิใจไทยเข้ามาร่วมวงไพบูลย์ด้วย ย่อมทำให้ส่วนแบ่งตลาด สส.ในพื้นที่นี้ต้องแบ่งให้กับรายอื่นด้วย และที่สำคัญการมาของนายบุญจงไม่ได้มาแต่ตัว แต่มาพร้อมกับอำนาจรัฐและงบประมาณของส่วนท้องถิ่น เรียกได้ว่าอาวุธครบมือสำหรับพร้อมรบเต็มพิกัด
โดยภูมิใจไทยก็หมายมั่นปั้นมือมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าต้องการวางฐานทางการเมืองในโคราชให้ได้ เพราะการจะใช้เพียงแค่ จ.บุรีรัมย์ เพียงแห่งเดียวเป็นฐานคงไม่พอหากจะคิดสู้กับพรรคการเมืองอื่นๆ ในภาคอีสาน จึงต้องเบนเข็มไปที่จังหวัดที่ติดกับ จ.บุรีรัมย์ อย่าง จ.นครราชสีมา เพื่อการขยายอาณาจักรออกไปให้ใหญ่ขึ้น
เพื่อเป็นการป้องกันฐานที่มั่นของตัวเอง ทำให้ทั้ง “สุวัจน์” และ “ไพโรจน์” ต้องเป็นพันธมิตรทางการเมืองเพื่อสู้กับ “เนวิน” ที่กำลังฮึกเหิมอยู่ในเวลานี้ก่อนที่จะสายเกินไป
เดิมทีทั้งสองพรรคนี้มีความคิดจะไปอยู่กับพรรคชาติไทยพัฒนาของ บรรหาร ศิลปอาชา โดยหวังให้บรรหารมาเป็นเสียงสนับสนุนในการต่อรองทางการเมืองในอนาคต แต่ที่สุดแล้วคิดไปคิดมาการไปอยู่ใต้ปีกบรรหารน่าจะเป็นปัญหาในอนาคตมากกว่า เพราะการบริหารงานในพรรคชาติไทยพัฒนาเองถูกผูกขาดอยู่ที่คนสุพรรณบุรีเท่านั้น
เกรงว่าหากไปร่วมทำงานกับบรรหารจริง และต้องมาเจอกับระบบการจัดการพรรคแบบหลงจู๊ น่าจะทำให้ทั้งสุวัจน์และไพโรจน์ “ล่ม” มากกว่า “รุ่ง” จึงต้องล้มเลิกแผนดังกล่าวไปด้วยการออกมาตั้งพรรคการเมืองเอง เพราะคิดมาดีแล้วว่าตั้งพรรคและมี สส.เองในมือ ย่อมมีอำนาจต่อรองมากกว่าหากจะมี สส.ในจำนวนเท่ากัน แต่ต้องอยู่ชายคาของคนอื่น
วัตถุประสงค์ของการตั้งพรรคในรอบนี้ของ2 ขุนพลแห่งเมืองโคราช ไม่ได้ต้องการเป็นพรรคการเมืองใหญ่เหมือนกับพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ แต่เป็นความต้องการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลตลอดกาล
หมายความว่าเป็นพรรคการเมืองที่ทำพรรคให้มี สส.ระดับ 2030 คน หรือมากกว่านั้น เพื่อให้พอสำหรับการมีสถานะพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นขั้วการเมืองของพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์
ประมาณว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีสถานะ“วินวิน” ยังไงก็ได้เป็นรัฐบาล เพียงแต่ไม่ถึงตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองอย่างนายกรัฐมนตรี แต่นั่นคงไม่สำคัญมากนักหากแนวทางการทำพรรคเป็นลักษณะนี้
นอกเหนือไปจากการร่วมมือทางการเมืองกันระหว่างพรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรครวมชาติพัฒนา ทั้งสุวัจน์และไพโรจน์ยังมีความพยายามในการดึงแกนนำจากพรรคอื่นๆ มาร่วมงานด้วย ซึ่งล้วนเป็นแกนนำพรรคที่มีความไม่พอใจกับถิ่นที่อยู่เดิมของตัวเอง
อาทิ กลุ่มมัชฌิมาของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน และกลุ่มบ้านริมน้ำของนายสุชาติ ตันเจริญ ซึ่งตอนนี้ร่วมงานอยู่กับพรรคภูมิใจไทย โดยภาพที่ออกมาดูเหมือนว่าจะเป็นไปอย่างราบรื่น แต่เอาเข้าจริงการร่วมดำเนินกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยแล้วไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ เพราะเวลาจะขยับอะไรต้องขึ้นอยู่กับคนบุรีรัมย์เป็นหลัก เป็นผลให้อยู่ในภาวะอึดอัดอย่างมาก จึงอยากกลับมาร่วมกับพรรคเพื่อแผ่นดิน
เช่นเดียวกับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี จากพรรคชาติไทยพัฒนา หรือนายไพฑูรย์ แก้วทอง ของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะในรายหลังเพิ่งผิดหวังอย่างแรงจากประชาธิปัตย์ เพราะถูกเด้งจากตำแหน่ง รมว.แรงงาน โดยไม่มีเหตุผลที่สามารถอธิบายได้ชัดเจนมากนัก ไม่ต่างอะไรกับ เสธ.หนั่น ที่มีความคิดออกจากชาติไทยพัฒนาเช่นกัน เพราะไม่ค่อยมีความสุข หรือแม้แต่ สส.พรรคเพื่อไทยบางส่วนราว 10 คน
กลุ่มการเมืองและผู้อาวุโสทั้งหลายเหล่านี้ที่กำลังอยู่ในภาวะเบื่อบ้านหลังเดิมที่ตัวเองอาศัยอยู่ กลายเป็นโอกาสทองของ “สุวัจน์”และ “ไพโรจน์” ในการจะเชิญมาร่วมงานทางการเมืองเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง และสร้างฐานการเมืองในอนาคต
แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่การประสานงานระหว่างกันที่ยังไม่เป็นทางการ โดยความชัดเจนทั้งหมดจะเกิดขึ้นหลังจากที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ คงต้องรอดูว่าที่สุดแล้วการดีลการเมืองครั้งนี้จะมีรูปร่างหน้าตาออกมาอย่างไร แต่ที่แน่ๆ การเมืองไทยยังคงหนีไม่พ้นวังวนเดิมเหมือนในอดีตที่ผ่านมา







