
อนาคตตลาดแรงงานจีน บนเส้นทางที่สั่นคลอน
วันนี้ศักยภาพด้านแรงงานของจีนเริ่มสั่นคลอนอย่างหนักจากความเปลี่ยนแปลงด้านประชากรของกลุ่มแรงงาน....
วันนี้ศักยภาพด้านแรงงานของจีนเริ่มสั่นคลอนอย่างหนักจากความเปลี่ยนแปลงด้านประชากรของกลุ่มแรงงาน....
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เค้าลางของวิกฤตอย่างหนึ่งกำลังก่อตัวขึ้นในจีนอย่างเงียบเชียบ ในช่วงเวลาที่จีนกำลังโฟกัสไปที่ฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์และแนวโน้มอันตรายของภาวะเงินเฟ้อ ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยเศรษฐกิจที่เริ่มสั่นคลอน และอาจเป็นการสั่นคลอนที่ส่งผลกระทบถึงเสถียรภาพทางสังคม
ปัจจัยที่ว่านี้เกี่ยวเนื่องกับความเปลี่ยนแปลงที่ผันผวนของตลาดแรงงาน
ปัญหาของจีนมิใช่เพียงปัญหาของจีนอีกต่อไป เพราะบัดนี้จีนได้กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก อีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันด้านการค้าการลงทุนกับทุกภูมิภาคทั่วโลก ปัญหาหรือความสั่นคลอนที่เกิดขึ้นกับจีนจึงนับเป็นปัญหาของชาวโลกด้วย
ความเกี่ยวโยงที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ข้อมูลจาก UNTAD ที่ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติเข้ามาทุ่มเงินลงทุนกับหุ้นจีนสูงถึง 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในบรรดาบริษัทชั้นนำ 200 บริษัทของจีน มีถึง 153 บริษัทที่มีหุ้นส่วนกับต่างชาติ และบริษัทสาขาจากต่างชาติมีส่วนจ้างงานในอัตราสูงถึง 16 ล้านคน
มูลเหตุสำคัญที่ทำให้บริษัทต่างชาติพึ่งพาแรงงานจีน ก็เนื่องจากค่าแรงต่ำและระดมแรงงานได้ง่าย ในประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ปัจจัยค่าแรงต่ำยังมีส่วนกระตุ้นเร้าให้อุตสาหกรรมจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว และช่วยลดต้นทุนการผลิต อันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคาสินค้าส่งออกของถูกกว่าประเทศอื่น
แต่วันนี้ศักยภาพด้านแรงงานของจีนเริ่มสั่นคลอนอย่างหนักจากความเปลี่ยนแปลงด้านประชากรของกลุ่มแรงงาน
ที่ผ่านมา 2 ใน 3 ของแรงงานจีนในภาคอุตสาหกรรมเป็นแรงงานเคลื่อนย้ายจากชนบท หรือพื้นที่ตอนในของประเทศ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แรงงานเหล่านี้เป็นฟันเฟืองสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมในเขตเมือง ด้วยจำนวนสูงถึง 150 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมและเขตเมืองของจีนขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่สวัสดิภาพชีวิตของแรงงานอพยพมิได้ดีขึ้น ช่องว่างรายได้ระหว่างคนเมืองและชนบทยิ่งห่างมากขึ้นทุกขณะ
ภาพที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุด คือผลสำรวจโดยสำนักงานปฏิรูปสังคมและเศรษฐกิจจีน (CSER) ที่พบว่า กลุ่มคนที่มีรายได้ดีที่สุดในสัดส่วน 10% ของประชากรทั้งหมด มีรายได้สูงกว่ากลุ่มคนที่จนที่สุดในสัดส่วน 10% ของประชากรจีน ถึง 65 เท่า
ตัวเลขนี้สูงกว่าอย่างเทียบไม่ติดกับสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) ที่ระบุว่า ช่องว่างรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนถ่างออกแค่เพียง 23 เท่า
ตัวเลขที่ปรากฏยังไม่เท่ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะปัญหาช่องว่างรายได้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าแรงที่ต่ำเกินควร ยังผลให้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมเริ่มมีปฏิกิริยาต่อต้านรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการนัดหยุดงานประท้วง การหยุดงานอย่างฉับพลัน หรือกระทั่งการฆ่าตัวตายเพื่อหนีสภาพการทำงานที่เลวร้ายไปเสียทุกด้าน
สภาพการณ์เช่นนี้ไม่เพียงขัดแย้งต่อหลักการของ “ประเทศคอมมิวนิสต์” ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับแรงงาน ในฐานะผู้ขับเคลื่อนประเทศทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมือง (ดังที่บางประเทศในสายสังคมนิยมเรียกพรรคหลักที่ชี้นำนโยบายของประเทศว่าพรรคแรงงาน)
แต่สถานการณ์เช่นนี้ยังก่อให้เกิดความกังวลใจต่อรัฐบาลจีนเป็นที่สุด เพราะอาจนำไปสู่ความวุ่นวายทางสังคมที่บั่นทอนเสถียรภาพโดยรวมของประเทศ
จากตัวเลขเมื่อปี 2551 จีนต้องเผชิญกับกรณีพิพาทด้านแรงงานมากถึง 2.8 แสนกรณี ส่วนเมื่อปีที่แล้วตัวเลขเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 30%
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจีนจึงพยายามขึ้นค่าแรงมาโดยตลอด ล่าสุดอัตราการปรับขึ้นค่าแรงสูงถึง 30%
การขึ้นค่าแรงช่วยบรรเทาความตึงเครียดในตลาดแรงงานลงบ้าง เพราะยังปรากฏกระแสความไม่พอใจประปราย ทว่ายังก่อให้เกิดผลพวงที่คาดไม่ถึงขึ้นอีก
ขณะนี้พื้นที่ชนบทอันเป็นพื้นที่เพาะปลูกหลักของประเทศเริ่มสัมผัสกับปรากฏการณ์บูมเช่นเดียวกับภาคอุตสาหกรรมแถบเขตเมืองตามแนวชายฝั่ง ยังผลให้แรงงานอพยพเริ่มหวนกลับคืนภูมิลำเนา ทำให้อัตราจ้างงานต่ำกว่าความเป็นจริงในภาคชนบท หรือปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตรเริ่มคลี่คลายลง
อย่างไรก็ตาม เขตเมืองยังต้องการแรงงานราคาถูกเป็นจำนวนมากจากพื้นที่ชนบท แต่แล้วเมื่อแรงงานเคลื่อนย้ายจากชนบทลดน้อยลง สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมจะทำได้ คือเพิ่มค่าแรงเพื่อดึงดูดแรงงานเหล่านี้ให้กลับคืนมา ยังผลให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเพิ่มต้นทุนในด้านค่าแรง แต่ยังไม่อาจรับประกันได้ว่าแรงงานเหล่านี้จะหวนกลับมา หรือหากกลับมาแล้วจะยังมีศักยภาพที่ตลาดแรงงานต้องการหรือไม่ นั่นคือ “รับค่าแรงต่ำ ทำงานหนัก ไม่นัดหยุดงาน”
ทั้ง 3 เงื่อนไขที่ว่านี้ อาจกลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว
อีกหนึ่งเงื่อนไขปัญหาหากเกิดขึ้นกับกลุ่มแรงงานชนชั้นกลางในเมือง หรือกลุ่มคอปกขาว (White Collar) ซึ่งมักมีเป้าหมายในการทำงานแบบนั่งโต๊ะมากกว่าแรงงานที่ออกแรงเป็นหลัก หรือกลุ่มคอปกน้ำเงิน (Blue Collar) ดังเช่นกลุ่มแรงงานอพยพจากชนบท
ทว่าในขณะที่ภาคชนบทเกิดภาวะจ้างงานต่ำ ทำให้พวก Blue Collar ย้อนกลับไปภูมิลำเนาเดิม และทำให้อุตสาหกรรมเขตเมืองต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงาน Blue Collar ค่าแรงต่ำ กลุ่ม White Collar กำลังเผชิญกับภาพว่างงานที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ
เนื่องจากกลุ่ม White Collar เป็นกลุ่มที่จบการศึกษาระดับสูงกว่า จึงมีแนวโน้มที่จะเลือกงานมาเป็นพิเศษ มิหนำซ้ำยังเรียกร้องค่าแรงสูง เงื่อนไขเหล่านี้ยิ่งทำให้กลุ่ม White Collar ยิ่งตกงาน ดังตัวเลขการสำรวจโดยมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ที่พบว่า กว่า 30% ของนักศึกษาจบใหม่ในตลาดแรงงานจำนวน 1.6 ล้านคน ไม่สามารถหางานทำได้
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว กลุ่ม White Collar จบใหม่ได้ค่าแรงเริ่มต้นไม่ต่างจากกลุ่ม Blue Collar มากนัก คือ 226 เหรียญสหรัฐ กับ 181 เหรียญสหรัฐต่อเดือน แต่แรงงานจบใหม่หมาดๆ จากระดับอุดมศึกษาหันหลังให้กับงานภาคอุตสาหกรรม/เกษตร ทั้งที่ยังมีตำแหน่งงานล้นเหลือ หรือขาดแคลนเสียด้วยซ้ำ กลับไปแย่งชิงตำแหน่งงานประเภทนั่งโต๊ะที่มีอยู่อย่างจำกัด
ปรากฏการณ์นี้จะเห็นได้จากยอดสมัครเข้ารับราชการที่ถีบตัวขึ้นมาจาก 8.7 หมื่นคน เมื่อปี 2547 มาอยู่ที่ 1.4 ล้านคน เมื่อปี 2552
สิ่งที่เกิดขึ้นสามารถอธิบายได้ไม่ยากว่ามาจากทัศนะที่เปลี่ยนไปของแรงงานวัยหนุ่มสาวที่ไม่ต้องการลงแรงด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น เฉกเช่นแรงงานรุ่นก่อน ที่ยินดีกับการทำงานหนัก อย่างน้อยก็เพราะการทำงานหนักสอดคล้องกับอุดมการณ์เชิดชูแรงงานของพรรคคอมมิวนิสต์
แต่วันนี้อุดมการณ์คอมมิวนิสต์แบบ “ฮาร์ด คอร์” เสื่อมถอยลงไปมาก อีกทั้งการเปิดประเทศรับค่านิยมตะวันตกอย่างเต็มที่ ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องการทำงานที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของ “คนเมือง” มากขึ้น แม้ว่าอัตราค่าแรงแทบไม่ต่างกันมากนัก
หากถึงจุดที่แรงงาน White Collar ไม่อาจรับแรงกดดันจากภาวะว่างงานได้อีกต่อไป และต้องยอมรับงานที่ใช้แรงไปโดยปริยาย ปัญหาก็จะยังไม่จบสิ้น เพราะด้วยวิถีชีวิตที่ฟุ่มเฟือยยิ่งขึ้น รวมถึงราคาที่พักอาศัยในเขตเมืองที่แพงลิ่วจะกดดันให้แรงงาน White Collar เรียกร้องค่าแรงที่สูงยิ่งกว่าแรงงานอพยพอีกหลายเท่า
ยังผลให้ตลาดแรงงานของจีนเผชิญกับแรงบีบคั้นทุกทิศทาง สุ่มเสี่ยงที่จะบั่นทอนศักยภาพที่สร้างความได้เปรียบให้กับจีนมากที่สุด







