
หมอนี่...หมอหนี้
ต้องบอกว่าโอ๊ะโอว...เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาบริเวณแยกราชประสงค์ มีคนเสื้อแดงมาชุมนุมกันอย่างคลาคล่ำ
ต้องบอกว่าโอ๊ะโอว...เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาบริเวณแยกราชประสงค์ มีคนเสื้อแดงมาชุมนุมกันอย่างคลาคล่ำ
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ต้องบอกว่าโอ๊ะโอว...เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาบริเวณแยกราชประสงค์ มีคนเสื้อแดงมาชุมนุมกันอย่างคลาคล่ำ
พร้อมประกาศว่าจะชุมนุมยืดเยื้อติดต่อกันทุกวันที่ 10 และ 19 ของเดือน
ขณะที่อีกภาพหนึ่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จูงมือคนชื่อ กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง รวมตัวกันแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
โดยเปิดโครงการ “หมอหนี้” อาสาสมัครที่ปรึกษาทางการเงินระดับครัวเรือนจำนวน 8.8 หมื่นคน
อาสาสมัครเหล่านี้ ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรากหญ้าประชาวิวัฒน์ ที่จะมีสินเชื่อเพื่ออาชีพไทยเข้มแข็ง ทั้งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แท็กซี่ หาบเร่แผงลอย
ขณะที่ก่อนหน้านี้มีการโอนหนี้นอกระบบเข้าระบบก้อนใหญ่หลายหมื่นล้านบาท
สัญญาณที่รัฐบาลต้องการบอกก็คือ การใช้เงินอุ้มชนชั้นกรรมาชีพจำนวนมาก ทั้งจากสินเชื่อและงบประมาณแผ่นดิน
เข้าไปช่วยกลุ่มคนที่อ่อนแอทางเศรษฐกิจ คือ หรือแม้แต่เกษตรกรทั่วประเทศ ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้จากนอกระบบสู่ในระบบ
ไม่ใช่การยัดเยียดหนี้สินล้นพ้นตัวให้รากหญ้าเหมือนที่ถูกตราหน้าเท่านั้น ... แต่รัฐบาลยังหาทางล้อมคอกพฤติกรรมใช้จ่ายเงิน ให้เพียงพอต่อการชำระหนี้ด้วย
โดยอาสาสมัครจะมาจากพี่เลี้ยง 2 แห่ง คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีเป้าหมายที่จะสร้างหมอหนี้ 2.6 หมื่นราย
ส่วนธนาคารออมสิน มีเป้าหมายที่จะสร้างหมอหนี้จำนวน 6.2 หมื่นราย เริ่มนับหนึ่งในปี 2554
อาสาสมัครเหล่านี้จะมาจากบุคลากรที่มีความรู้ทางการเงิน ผ่านการฝึกอบรมเป็นอย่างดี โดยคลังได้เน้นไปที่ผู้จบการศึกษาใหม่ เช่น ในระดับ ปวช. ปวส. หรือปริญญาตรี
เรียกว่างานนี้ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว” เพราะเท่ากับว่ารัฐบาลสามารถแก้ปัญหา “การมีงานทำ” ของนิสิต นักศึกษา จบใหม่ไปด้วย
รัฐบาลจะอัดฉีดเงินก้อนหนึ่งให้ ธ.ก.ส. และออมสิน ในการจ่ายเป็นเบี้ยเลี้ยงให้กับอาสาสมัครทั้ง 8.8 หมื่นคน ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ
งานนี้ถือว่ารัฐบาลใช้ “มิยาซาวาโมเดล” ในการกระจายเงิน เหมือนเมื่อ 10 ปีก่อนในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย
รัฐนาวานายกฯ ชวน ขณะนั้นได้เงินกู้มิยาซาวาจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาช่วยแก้ปัญหาคนตกงาน ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540
ส่วนโมเดลของหมอหนี้ ที่กระทรวงการคลังวางกรอบไว้ ในการออกปฏิบัติการนั้น จะเป็นเหมือน “กระบอกเสียง” ให้ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนในระบบเศรษฐกิจฐานราก
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร และคนยากจน สามารถเข้าถึงและใช้บริการของสถาบันการเงินในระบบ
พร้อมช่วยวางแผนในการแก้ไขปัญหาหนี้สินและแก้ปัญหาหนี้นอกระบบของคนในชุมชน
รวมถึงการบริหารจัดการเงินตามหลัก “เศรษฐกิจพอเพียง”
พร้อมช่วยเหลือ แนะนำให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจในการจัดการทางการเงิน โดยเฉพาะการ “จัดทำบัญชีครัวเรือน” ของครอบครัวและกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเกษตรกร
วิธีการคือ สถาบันการเงินเฉพาะกิจจะคัดเลือกอาสาสมัครจากกลุ่มที่มีศักยภาพที่จะเป็นหมอหนี้ เช่น ผู้นำชุมชนหรือผู้ที่ประชาชนในหมู่บ้านให้การยอมรับนับถือ เครือข่ายเกษตรกรลูกค้าของ ธ.ก.ส.
จากนั้นจะให้การฝึกอบรมให้ความรู้เฉพาะด้าน เช่น การจัดทำบัญชีครัวเรือน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เทคนิคการแก้ไขปัญหาด้านการเงิน ก่อนลงพื้นที่
ธนาคารรัฐทั้งสองแห่งมีหน้าที่ในการประมวลผล พร้อมปิดจุดอ่อนของการทำงานและนำมาวางนโยบายการเงินรากหญ้าในอนาคต
เรียกว่างานนี้คุณหมอต้องตรวจอาการ เช็กหลอดเลือด ให้วัคซีนทางการเงิน
ใครอาการหนักก็อาจต้องเข้ารับการผ่าตัด ...
ส่วนลูกหนี้คนไหนไม่สบายก็แค่จ่ายยาพาราเซตามอลบรรเทาอาการปวด
เป็นการปูพรมทางเศรษฐกิจ แต่ยังได้ผลลัพธ์ทางการเมือง เพราะหมอหนี้เหล่านี้ก็เหมือนตัวแทนรัฐบาลในการเคาะประตูบ้านประชาชน
คล้ายๆ กับอาสาสมัครสาธารณสุข หรือ อสม. ที่รัฐบาลประชาธิปัตย์พยายามสูบฉีดงบประมาณเข้าไปสนับสนุนเต็มที่
เพราะบุคลากรเหล่านี้เข้าถึงประชาชนระดับล่างจริงๆ ทุกตรอกซอกซอย ทุกอำเภอ ตำบล
ถ้าวางกลไกหมอหนี้ดีๆ มีสิทธิที่จะสร้างภาพของรัฐบาลชุดนี้ได้อีกมาก
รัฐมนตรีลงพื้นที่เหนืออีสานไม่ได้ ก็ใช้แขนขาจากหมอนี่...นี่แหละในการทำคะแนนเสียง







