
รายได้รัฐบาลล้นตุ่ม
นริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลในเดือน พ.ย.ว่า สูงกว่าเป้าหมายถึง 1.7 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณสามารถจัดเก็บรายได้ ได้สูงกว่าเป้าหมายกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท หรือ 9.6%
นริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลในเดือน พ.ย.ว่า สูงกว่าเป้าหมายถึง 1.7 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณสามารถจัดเก็บรายได้ ได้สูงกว่าเป้าหมายกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท หรือ 9.6%
เฉพาะเดือน พ.ย. รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 144,622 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 17,128 ล้านบาท หรือ 13.4% สูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 12% เป็นผลจากการที่เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้การจัดเก็บภาษีส่วนใหญ่สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ
สำหรับรายได้ในเดือน พ.ย. 144,622 ล้านบาท มาจากการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล 9,824 ล้านบาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 3,298 ล้านบาท ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 2,195 ล้านบาท และอากรขาเข้า 1,118 ล้านบาท จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 35.8% 7.9% 39.9% และ 14.4% ตามลำดับ
นอกจากนี้ ภาษีเบียร์ ภาษีสุรา จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย 12.8% และภาษียาสูบ 9.1% เมื่อจำแนกผลการจัดเก็บรายได้ตามหน่วยงานจัดเก็บภาษีในงวด 2 เดือน สรุปได้ดังนี้
กรมสรรพากรจัดเก็บได้รวม 179,762 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 18,485 ล้านบาท หรือ 11.5% และสูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 14.1%
ภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าประมาณการ 11,586 ล้านบาท และ 4,056 ล้านบาท ตามลำดับ
ทั้งนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการนำเข้านั้น จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 12.6% และภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 4.4%
กรมสรรพสามิตจัดเก็บได้รวม 68,810 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 4,432 ล้านบาท หรือ 6.9% สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 6% เป็นผลจากการนำเข้ารถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาท รถยนต์ในประเทศยังมียอดจำหน่ายในระดับสูง ทำให้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์สูงกว่าประมาณการ 3,267 ล้านบาท หรือ 30%
อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากการเกิดอุทกภัยในหลายจังหวัด ทำให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันเพื่อการขนส่งคมนาคมลดลง ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีน้ำมันต่ำกว่าประมาณการ 560 ล้านบาท
กรมศุลกากรจัดเก็บได้รวม 16,700 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 620 ล้านบาท หรือ 3.9% ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 1% เนื่องจากจัดเก็บอากรขาเข้าได้สูงกว่าประมาณการ 723 ล้านบาท หรือ 4.6%
ดังนั้น การขยายตัวของมูลค่าการนำเข้าเริ่มชะลอตัวลงจากปีงบประมาณ 2553 ทั้งในรูปของเงินเหรียญสหรัฐ และในรูปเงินบาทซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 30.3 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยในเดือน ต.ค. อัตราการขยายตัวของมูลค่าการนำเข้าขยายตัว 3.6% เดือน พ.ย. 4.2%
รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้ 23,706 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 1,772 ล้านบาท หรือ 8.1% สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 27.5% เป็นผลจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) นำส่งรายได้จากกำไรสุทธิปี 2553 สูงกว่าประมาณการ 2,039 และ 1,379 ล้านบาท ตามลำดับ
หน่วยงานอื่นจัดเก็บรายได้รวม 18,460 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 467 ล้านบาท หรือ 2.6% สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 1.0% เนื่องจากรายได้จากสัมปทานปิโตรเลียมสูงกว่าประมาณการ 459 ล้านบาท
การคืนภาษีของกรมสรรพากร 35,472 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2,051 ล้านบาท หรือ 6.1% โดยเป็นการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 29,398 ล้านบาท และการคืนภาษีอื่น 6,074 ล้านบาท







