
ส่งออกพ.ย.พุ่ง28.5%เย้ยบาท
ส่งออก พ.ย.พุ่ง 28.5% มูลค่า 1.77 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่รูปเงินบาทโตแค่ 14.75% มูลค่า 5.24 แสนล้านบาท
ส่งออก พ.ย.พุ่ง 28.5% มูลค่า 1.77 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่รูปเงินบาทโตแค่ 14.75% มูลค่า 5.24 แสนล้านบาท
นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าไทยในเดือน พ.ย. 2553 มีมูลค่า 1.77 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 28.5% จากเดือน พ.ย.ปีก่อน แต่เมื่อเทียบในรูปเงินบาทส่งออกสินค้าไทยมีมูลค่า 5.24 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.75% เท่านั้น
ขณะที่การนำเข้าเดือน พ.ย. มีมูลค่า 1.72 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 35.3% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้าเดือน พ.ย. มูลค่า 408 ล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับการส่งออกช่วง 11 เดือน (ม.ค.พ.ย.) 2553 มีมูลค่า 1.77 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.15% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ด้านการนำเข้า 11 เดือน มีมูลค่า 1.66 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 39.3% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 11 เดือน มูลค่า 1.18 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ ภาพรวมการส่งออก 11 เดือนแรกถือว่าดีมาก สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะในรูปแบบของเงินเหรียญสหรัฐ แต่หากมองมูลค่าเงินบาทถือว่าผู้ส่งออกสามารถปรับตัวได้แล้ว โดยปรับราคาสินค้าขึ้นตามการแข็งตัวของค่าเงินบาท จนมียอดเติบโตที่ 20% ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และที่สำคัญยังสะท้อนว่าคู่ค้าต่างประเทศเริ่มรับได้กับราคาใหม่ที่ปรับขึ้น ทำให้คาดว่าทั้งปีการส่งออกจะเติบโตได้ถึง 2627% มูลค่าเกิน 1.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หากการส่งออกในเดือน ธ.ค. สามารถส่งออกได้ 1.41.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับการส่งออกปี 2554 ตั้งเป้าเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% มีมูลค่าเกิน 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่จะต้องประเมินผลกระทบการส่งออกเป็นระยะ ทั้งรูปแบบค่าเงินบาทและเงินเหรียญสหรัฐ เพราะมีปัจจัยกระทบหลายด้านโดยปัจจัยเสี่ยงปีหน้ามาจากการเคลื่อนย้ายของตลาดเงินที่รวดเร็ว ซึ่งกระทบกับอัตราแลกเปลี่ยนให้เกิดผันผวน โดยผู้ส่งออกข้าว ผลไม้ ได้ขอให้กระทรวงพาณิชย์ประสานไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และขอให้รัฐบาลช่วยดูแลภาษีมุมน้ำเงิน ภาษีนำเข้าวัตถุดิบ ในการลดต้นทุนจากผลกระทบจากค่าบาทแข็งค่า ซึ่งจะรายงานให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทราบถึงมาตรการที่เอกชนต้องการให้ช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตาม สินค้าส่งออกสำคัญเดือนพ.ย. โดยกลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มขึ้น 25.7% ได้แก่ ข้าวเพิ่มขึ้น 53.1% หลังจากรัฐบาลเริ่มทยอยระบายสต๊อกทำให้การส่งออกสูงถึง 9 แสนตัน และคาดว่าทั้งปีจะส่งออกได้ตามเป้าหมาย 8.5 ล้านตัน ยางพาราเพิ่ม 49.2% อาหาร 21.5% มันสำปะหลัง 7.5% แต่น้ำตาลลดลง 67.8% เนื่องจากผลผลิตในประเทศลดลงและความต้องการใช้ในประเทศเพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่ม 27.9% ได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ 8.2% เครื่องใช้ไฟฟ้า 28.8% ยานยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ 35.9% อัญมณีและเครื่องประดับ 89.7%
ตลาดส่งออกยังขยายตัวทุกตลาด โดยกลุ่มตลาดหลักขยายตัว 22.5% ได้แก่ สหรัฐฯ 19.9% สหภาพยุโรป 22.6% ญี่ปุ่น 25.1% ตลาดศักยภาพสูงขยายตัว 30.3% ได้แก่ อาเซียน 25.9% จีน 20.9% ฮ่องกง 55.8% เอเชียใต้ 26.5% ไต้หวัน 70.3% และเกาหลีใต้ 41.8% ตลาดศักยภาพระดับรองขยายตัว 24.1% ได้แก่ รัสเซียและกลุ่มสหภาพโซเวียตเดิม (ซีไอเอส) 122.9% ลาตินอเมริกา 74.1% และแอฟริกา 46.3% มีเพียงทวีปออสเตรเลียหดตัว 0.3% ขณะที่ตลาดอื่นๆขยายตัว 169.7% เช่น สวิตเซอร์แลนด์ขยายตัว 226.3%
ด้านการนำเข้าเดือน พ.ย. ขยายตัวทุกกลุ่ม สินค้าเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 61.1% สินค้าทุน 23.6% ทุน วัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป 34.1% อุปโภคบริโภคเพิ่ม 23.4% ยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง 41.5%







