posttoday
พรก.ฉุกเฉินสู่พรบ.มั่นคงอำนาจที่ไม่แตกต่าง

พรก.ฉุกเฉินสู่พรบ.มั่นคงอำนาจที่ไม่แตกต่าง

20 ธันวาคม 2553

 นับถอยหลังสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญของรัฐบาลกับการยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ใน 4 จังหวัดสุดท้าย

 นับถอยหลังสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญของรัฐบาลกับการยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ใน 4 จังหวัดสุดท้าย

ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่ง ครม.จะได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบในวันอังคารนี้

 

พรก.ฉุกเฉินสู่พรบ.มั่นคงอำนาจที่ไม่แตกต่าง

แน่นอนว่าระยะเวลากว่าหนึ่งปีใต้ภาวะฉุกเฉิน “ภาพลักษณ์” ในสายตาต่างชาติ นอกจากจะถูกจับจ้องในด้านการเมืองที่ไม่ปกติแล้ว ยังส่งผลกระทบไปถึงภาคเศรษฐกิจ ทั้งการค้า การส่งออก และการท่องเที่ยว จนภาคธุรกิจในประเทศพร้อมใจกันออกมาส่งเสียงกระตุ้นเตือนให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในประเทศ

เมื่อทุกอย่าง “สุกงอม” หลายปัจจัยกำลังคลี่คลาย จึงเป็นโอกาสเหมาะสมกับการยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คืนสภาวะปกติให้ประเทศในโอกาสก่อนเข้าปีใหม่ สร้างบรรยากาศปูทางนำไปสู่การเลือกตั้งในช่วงกลางปีที่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่งสัญญาณ สอดรับกับการขับเคลื่อนกระบวนการ “ปรองดอง” ในสังคม

ยิ่งเงื่อนไขสำคัญอย่าง “กลุ่มเสื้อแดง” หลังจากแกนนำมอบตัวภายหลังการสลายการชุมนุม ขณะนี้ได้ถูกแจ้งข้อหาอยู่ในขั้นตอนการดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว บางส่วนที่อยู่ระหว่างการหลบหนีก็มีหมายจับเพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดีตามระบบ ผิวเผินจึงดูเหมือนไม่น่าจะมีปัญหา

ทั้งการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงที่ถูกตีกรอบจน 6 เดือนที่ผ่านมา ต้องเปลี่ยนเป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ เลี้ยงกระแสไม่ให้เงียบหาย ขณะที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดงซึ่งอยู่ระหว่างคุมขังกำลังได้รับการประสานเพื่อประกันตัว ในวันที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปรับเปลี่ยนแนวทางการเคลื่อนไหว พร้อมเปลี่ยนหัวขบวนมาเป็นสายพิราบอย่าง “ธิดา ถาวรเศรษฐ์”

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เรื่องน่าไว้วางใจเสียทีเดียวสำหรับการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่ออภิสิทธิ์ออกมายอมรับถึงการข่าวที่แจ้งเตือนว่าอาจมีการก่อเหตุในช่วงปีใหม่ ที่เป็นช่วงเปราะบางสุ่มเสี่ยงต่อการลองของ หลังยกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการจะขาดเครื่องมือสำคัญในการรับมือเหตุการณ์

รวมไปถึงการฟื้นตัวของ “เสื้อแดง” ซึ่งที่ผ่านมาพยายามเลี้ยงกระแสไม่ให้มวลชนสูญสลายไปในช่วงที่แกนนำถูกคุมตัว อาจใช้ช่องทางในวันที่เงื่อนไข “ห้ามชุมนุม” ถูกยกเลิกไปพร้อมกับการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฟื้นตัวชุมนุมใหญ่อีกครั้ง เพราะแม้จะอยู่ภายใต้การประกาศภาวะฉุกเฉิน แต่เสื้อแดงยังเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะถูกจำกัดในแง่พื้นที่ เวลา และรายละเอียดยิบย่อย

โอกาสที่เสื้อแดงจะฟื้นการชุมนุมขึ้นมาในช่วงต้นปีหน้าจึงเป็นไปได้สูง แม้แกนนำหลายคนจะอยู่ในช่วงถูกคุมขัง และบางส่วนอาจจะได้รับการประกันตัวในไม่ช้า และไม่กล้าเปิดตัวเป็นแกนนำในการชุมนุม แต่ยังมีแกนนำรุ่น 2–3 ซึ่งพร้อมจะออกหน้าเป็นตัวแทนนำการชุมนุมเมื่อถึงเวลา

คู่ขนานไปกับ “สื่อแดง” ที่ถูกปิด ถูกบีบ ในห้วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ถูกปิดไปหลายหัว และสถานีพีทีวี ที่ต้องเปลี่ยนตัวเองมาเป็น สถานีเอเชีย อัพเดท

การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงเท่ากับการเปิดช่องให้ “เสื้อแดง” ฟื้นสื่อในมือหลังจากนี้ โดยเฉพาะกับการนำเสนอข้อมูลที่มีเนื้อหาพุ่งเป้าโจมตีรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น “ผลสอบ” การเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมในช่วงเดือนเม.ย.–พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง จตุพร พรหมพันธุ์แกนนำเสื้อแดง เปิดหัวไว้รอให้เติมเชื้อขยายผล

รวมถึงบรรดา “คลิป” ต่างๆ ที่จะถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำไปซ้ำมาได้อย่างมีอิสระมากกว่าช่วงที่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ว่าคลิปนั้นจะได้รับการตรวจสอบยืนยันความถูกต้องหรือไม่ก็ตาม ข้อมูลข่าวสารที่รัฐบาลเคยป้องปรามไว้ได้ในช่วงที่ผ่านมา จึงอาจจะทะลักออกมาอีกครั้งในช่วงหลังประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้ทำให้ ครม.อังคารหน้านี้ไม่อาจนิ่งนอนใจปล่อยให้เกิด “สุญญากาศ” จำต้องดึง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 มาบังคับใช้ ส่งไม้ต่อจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มาเป็นกองอำนวยการรักษาความมั่นคง (กอ.รมน.) ตาม พ.ร.บ.มั่นคงฯ

เบื้องต้น หมวด 1 พ.ร.บ.มั่นคงฯ อาจจะเป็นกฎหมายปกติในการดูแลความสงบเรียบร้อย อย่างที่ฝ่ายรัฐระบุ โดยให้ กอ.รมน. ภาค และ กอ.รมน.จังหวัด และเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วน “ทหาร” และเจ้าหน้าที่ส่วนอื่นๆ จะเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน

แต่หากมีเหตุการณ์อันอาจกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และมีแนวโน้มจะอยู่ต่อไปเป็นเวลานาน ในหมวด 2 พ.ร.บ.นี้ กำหนดให้ ครม.สามารถมีมติมอบหมายให้ กอ.รมน.เป็นผู้รับผิดชอบ ในการป้องกัน ปราบปราม ยับยั้ง บรรเทาเหตุการณ์ ในพื้นที่ และเวลาที่กำหนด คล้ายกับการประกาศของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

อำนาจหน้าที่ของนายกฯ ก็แปรสถานะมาเป็นผู้ดูแลสถานการณ์ในฐานะ ผอ.รมน ในขณะที่คนอื่นๆ ซึ่งดูแลสถานการณ์ในช่วง ศอฉ. ก็ยังอยู่ในรูปแบบของ กอ.รมน. อาทิ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน. การรับมือในสถานการณ์จึงไม่แตกต่างกันมากในแง่ผู้ปฏิบัติการ

ทว่าความคล่องตัวที่จะหายไปหากเปลี่ยนจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็น พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ยังมีอยู่บางส่วน อาทิ มาตรา 11 พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่เพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐ สามารถจับกุมบุคคลที่ต้องสงสัย ผู้ร่วมกระทำ ผู้โฆษณา หรือผู้สนับสนุน หรือผู้ปกปิดข้อมูล สามารถมีอำนาจออกคำสั่งเรียก สามารถยึดอาวุธ หรือสินค้าต้องสงสัย สามารถตรวจค้น รื้อ ทำลาย ตรวจสอบจดหมาย โทรเลข โทรศัพท์ ยับยั้งการสื่อสารใดๆ ห้ามผู้ใดออกนอกประเทศ รวมไปถึงในมาตรา 12 ที่คุมตัวบุคคลต้องสงสัยได้ไม่เกิน 7 วัน จากกฎหมายอาญาปกติ 48 ชั่วโมง ซึ่ง พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไม่มี

รวมถึง มาตรา 17 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ระบุให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง อาญา ทางวินัย หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เกินแก่เหตุ (แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายกำหนดว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

แม้หลายอำนาจของเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ จะมีไม่ต่างจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งเรื่องห้ามใช้เส้นทางคมนาคม ห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนด ห้ามเข้าออกในบางพื้นที่ แต่ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไม่ได้ให้อำนาจ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือการสื่อสารด้วยวิธีการอื่น และระงับยับยั้ง เพื่อป้องกันเหตุ อย่างที่ระบุให้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และอาจเป็นปัญหากับการรับมือ “สื่อแดง”ที่อาจฟื้นตัวขึ้นมา

การเปลี่ยนผ่านจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สู่ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ จึงยังสุ่มเสี่ยงกับการคุกรุ่นของสถานการณ์การเมือง ขึ้นอยู่ที่แผนรับมือของรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงตระเตรียมไว้ จะสามารถอุดช่องโหว่ ควบคุมสถานการณ์ได้มากน้อยแค่ไหน

ช่วงปีใหม่นี้จึงจะเป็นห้วงเวลาสำคัญ กับการพิสูจน์ว่า บ้านเมืองจะก้าวพ้นความขัดแย้ง ความรุนแรง ได้หรือไม่

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท