
รัฐฝันประชาวิวัฒน์ทำงบสมดุล 5 ปี
ประชาวิวัฒน์ คิดนอกกฎ บริหารนอกกรอบ เป็นการปฏิรูปการทำงาน และแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน
ประชาวิวัฒน์ คิดนอกกฎ บริหารนอกกรอบ เป็นการปฏิรูปการทำงาน และแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ประชาวิวัฒน์ คิดนอกกฎ บริหารนอกกรอบ เป็นการปฏิรูปการทำงาน และแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน ที่รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ชูว่าเป็นแนวทางใหม่ช่วยประชาชน และจะมีประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ 10 ล้านคน และรัฐบาลจะได้ประโยชน์มากกว่า 1 หมื่นล้านบาท
เงิน 1 หมื่นล้านบาท ที่รัฐบาลตั้งสมมติฐานก็คือ การกวาดเอาแรงงานนอกระบบเข้ามาเป็นฐานข้อมูลใหม่ คนกลุ่มนี้เมื่อมีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี กรมสรรพากรก็จะจัดเข้ามาอยู่ในกลุ่มที่จะต้องถูกเก็บภาษีเงินได้
แต่กว่าจะได้เงิน 1 หมื่นล้านคืนเมื่อไหร่ ยังไม่มีคำตอบ แถมจำนวนเงินที่รัฐจะต้องใส่เข้าไป เป็นเงินเท่าไหร่ ก็ยังตอบไม่ได้ เพราะรัฐบาลใช้วิธีเล่นแร่แปรงบ ใช้งบนอกระบบ
คือ ดำเนินการผ่านธนาคารของรัฐทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกรุงไทย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
ธนาคารเหล่านี้เมื่อเข้าร่วมโครงการประชาวิวัฒน์ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้เสียจากนโยบายของรัฐบาล ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดสำหรับแบงก์รัฐเหล่านี้คือ การแยกบัญชีที่ดำเนินการตามนโยบายรัฐออกมาจากบัญชีที่ทำธุรกิจปกติ
ทั้งนี้ เมื่อขาดทุนก็จะมีเหตุผลในการขอรัฐบาลในการเพิ่มทุนได้ เพราะการเพิ่มทุนนี้จะมาจากการที่สนองนโยบายรัฐบาล
และที่น่าแปลกใจหนักเข้าไปอีกก็คือ ทางพรรคประชาธิปัตย์เองยืนยันว่า โครงการประชาวิวัฒน์นั้น จะทำให้งบประมาณแผ่นดินสมดุลได้ภายใน 5 ปี
เพราะเป็นการเพิ่มอุปสงค์หรือความต้องการสินค้าในประเทศ จากรายได้ที่เพิ่มขึ้น หรือการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของกลุ่มรากหญ้า ซึ่งรัฐบาลจะได้เงินคืนในรูปของภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นต้น
แต่การ “ตกเขียวล่วงหน้า” โดยหวังผลต่อ “คะแนนเสียง” ในการเลือกตั้งครั้งหน้าในปี 2554 นั้นก็มีความเสี่ยงว่าจะไม่ได้เงินคืนหมื่นล้านง่ายๆ
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ยอมรับว่า โครงการแท็กซี่เอื้ออาทร ที่รัฐบาลชุดที่แล้วทำกับเอสเอ็มอีแบงก์ ได้สร้างหนี้เสียถึง 50% แต่โครงการประชาวิวัฒน์จะคิดนอกกรอบไม่ทำให้เกิดหนี้ได้มหาศาลขนาดนั้นอย่างแน่นอน
นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงย้ำว่า นโยบายประชาวิวัฒน์ของรัฐบาลประชาธิปัตย์นั้นไม่ได้เป็นการลอกนโยบายเดิมของพรรคเพื่อไทย หรือหวังผลทางการเมือง ตามที่พรรคเพื่อไทยกล่าวหา
นโยบายดังกล่าวจะสัมฤทธิผล แม้ว่าอายุของรัฐบาลจะเหลือไม่ถึง 1 ปี เพราะขณะนี้ได้วางกรอบกฎหมายไว้รองรับแล้ว เช่น พ.ร.บ.การออมแห่งชาติ เตรียมกฎหมายขยายฐานภาษี เช่น พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง
“นโยบายประชาวิวัฒน์นี้ไม่ได้เป็นการทำลายระบบการคลังตามที่หลายฝ่ายเข้าใจ เพราะนโยบายนี้จะทำให้งบประมาณกลับมาสมดุลภายใน 5 ปี”นพ.บุรณัชย์ กล่าว
สิ่งที่ผู้ทำนโยบายออกความเห็นนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปตามใจคิดของรัฐบาล เพราะมีปัจจัยอีกหลายประการที่อาจจะทำให้นโยบายไม่เป็นไปตามที่คิด เช่น ประชาชนกู้เงินไปซื้อโทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ซื้อรถมอเตอร์ไซค์ ฯลฯ สุดท้ายไม่มีเงินใช้คืน เพราะไม่ได้นำเงินไปลงทุนเพื่อสร้างเงินต่อเงิน
ดังนั้น ทำอย่างไรโครงการประชาวิวัฒน์ คิดนอกกฎ บริหารนอกกรอบ ที่ถูกกำหนดให้เป็นวาระเร่งด่วน และรัฐบาลจะประกาศในช่วงปีใหม่ หวังให้เป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน คือ 1.การกระจายที่ดินทำกิน และโฉนดชุมชน
2.การลดภาระภาษีค่าครองชีพของผู้มีรายได้น้อย
3.การแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ ที่รวมถึงการตั้งวงเงินปล่อยกู้นอกระบบมากกว่า 5,000 ล้านบาท
4.การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ปรับระเบียบและกลไกต่อต้านการทุจริตของรัฐ
5.การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยกำหนดเป้าให้ตำรวจลดจำนวนอาชญากรรมลงมาให้ได้
สิ่งที่รัฐบาลประกาศออกมานี้ ดูอย่างไรก็คือโครงการประชานิยม ที่เปลี่ยนชื่อเป็นประชาวิวัฒน์ และเหมือนโครงการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคิดออกมาเปี๊ยบ แต่การบริหารเหนือชั้นและรวดเร็วกว่ามาก
นายกรณ์ กล่าวว่า โครงการอาจจะเหมือนกันแต่ไม่เสียหายอะไรหากทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์
ฉะนั้นนโยบายนี้ออกมาก็เพื่อหาเสียงโดยแท้ และสุดท้ายหากบริหารไม่ดี ก็จะลงเอยแบบโครงการนิยมของรัฐบาลที่แล้ว
หากยังจำกันได้ รัฐบาลขิงแก่ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ทาง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและ รมว.คลัง ต้องตั้งงบถึง 2 แสนล้านบาท มาชดเชยขาดทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากโครงการประชานิยมของพรรคไทยรักไทย
อย่างไรก็ดี นั่นเกิดขึ้นเพราะมีการคอร์รัปชันสูงมากมาย แต่หากมีการบริหารดีและแก้ไขปัญหาการรั่วไหลหรือปราบคอร์รัปชันได้ โครงการประชาวิวัฒน์ก็อาจจะไม่สร้างความเสียหายให้รัฐบาลมากนัก
แต่เชื่อขนมกินได้เลยว่า เมื่อโครงการนี้เริ่มก็จะมีเสียงก่นด่าการคอร์รัปชันมาให้ได้ยินตลอดเวลา และเมื่อถึงเวลานั้นรัฐบาลจะทำอย่างไร และหากเกิดความเสียหายจากนโยบาย ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ
ณ นาทีนี้ ยังมองไม่ออกเลย และก็นั่งมองไม่เห็นทางว่าจะทำให้งบสมดุลใน 5 ปี ได้อย่างไร







