
สมชาย หอมลออ มือไขปริศนาสลายแดง
หากสังคมไทยไม่เข้าใจจุดนี้ ก็จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก เช่น สังคมเข้าใจว่าการชุมนุมสามารถทำได้โดยไม่มีขอบเขต แต่ถ้าเห็นว่ามีขอบเขตก็ต้องบอกว่าแค่ไหนคือขอบเขต...
หากสังคมไทยไม่เข้าใจจุดนี้ ก็จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก เช่น สังคมเข้าใจว่าการชุมนุมสามารถทำได้โดยไม่มีขอบเขต แต่ถ้าเห็นว่ามีขอบเขตก็ต้องบอกว่าแค่ไหนคือขอบเขต...
โดย.....ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม , ชลธิชา เหลิมทอง
หลักฐานใหม่พ.ค.เลือด
คณะกรรมการอิสระตรวจ สอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งเป็นกรรมการชุดสำคัญและเป็นความหวังของสังคม ทว่า หลายเดือนที่ผ่านมา มีคำถามมากมายที่อยากรู้ถึงความคืบหน้า ผลการตรวจสอบความจริงกรณี เหตุการณ์ความรุนแรง “มีนา-พฤษภา53”
“โพสต์ทูเดย์” สนทนากับ “สมชาย หอมลออ” กรรมการคอป.คนสำคัญ ในฐานะประธานอนุกรรมการตรวจสอบตรวจสอบค้นหาความจริงฯ เพื่อตรวจการบ้าน อุปสรรคปัญหา ฯลฯ
สมชาย บอกว่า การค้นหาความจริงในแง่ของการเข้าใจสถานการณ์และนำไปสู่ข้อเสนอแนะน่าจะคืบหน้าประมาณ40-50% โดยคอป.ต้องศึกษาพฤติกรรมและเหตุผลของคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย จะฟังความข้างเดียวไม่ได้ แต่ต้องฟังทุกฝ่ายเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด โดยต้องดูทั้งมุมของนปช.ว่าเป็นใคร มาชุมนุมเพราะอะไร เป็นการชุมนุมตามกฎหมายหรือไม่ ทำไมจึงยืดเยื้อ บทบาทของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่เห็นด้วยก็บอกว่า นปช.ต้องการเอาคุณทักษิณ กลับมา สร้างระบอบทักษิณอีก ซึ่งเราก็สัมภาษณ์ผู้ชุมนุม และ นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้ เช่น นักวิชาการที่เห็นใจ นปช.คอป.ก็ได้เชิญมาให้ข้อมูล เพราะเราถือว่าเขาเป็นนักวิชาการที่น่าเชื่อถือ เขาอธิบายว่า นปช.ไม่ใช่คนจนที่ต้องหาเช้ากินค่ำ แต่เป็นคนจนยอดหญ้า ไม่ใช่รากหญ้า และเหตุที่เกิดนปช.ขึ้นมาเพราะมีการกระจายอำนาจจากรัฐธรรมนูญ2540 จนมีอบต. ถ้าเป็นแบบนั้น คงถือว่าการกระจายอำนาจมีความสำเร็จ เพราะทำให้ประชาชนตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น
ในส่วนของรัฐบาลก็ต้องศึกษาว่าทำไมรัฐบาลไม่ยุบสภา ทำไมไม่มีการเจรจาก่อนวันที่ 19 พ.ค. ทั้งที่นปช.เหมือนจะยอมแพ้แล้ว และดูว่าการใช้กำลังเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่
สมชาย อธิบายว่า วิธีการของ คอป. จะตรวจสอบความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยเลือกไว้ 12 กรณี อาทิ ที่สี่แยกคอกวัว การเสียชีวิตของช่างภาพชาวอิตาลีและญี่ปุ่น การเสียชีวิตของ “เสธ.แดง” พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล เหตุการณ์ที่บ่อนไก่ สามเหลี่ยมดินแดง ราชปรารถ การเสียชีวิตที่วัดปทุมวนาราม โดย คอป.ไม่ได้มุ่งหาตัวผู้กระทำความผิดไปดำเนินคดี ต่างจากการสอบสวนของดีเอสไอ แต่คอป.จะพูดถึงสาเหตุที่มีการชุมนุมยืดเยื้อและอยู่บนพื้นฐานของการใช้สิทธิตามหลักมนุษยชนประชาธิปไตยหรือไม่ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ทำไมต้องใช้อาวุธจริง ใช้วิธีการอื่นได้หรือไม่ โดยจะวิเคราะห์ปัญหาเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอในอนาคต
สมชาย ยืนยันว่า การค้นหาความจริง มีความคืบหน้าพอสมควร โดยได้สัมภาษณ์เหยื่อความรุนแรง ผู้ชุมนุม ทหาร พยานในเหตุการณ์ ไม่ว่า ผู้สื่อข่าวไทยและต่างประเทศ และก็มีหลักฐานใหม่จำนวนมาก แต่อยู่ระหว่างตรวจสอบไม่ว่า รูปภาพ คลิปวิดิโอต่างๆซึ่งเป็นประโยชน์มาก
“หลายกรณี เช่น การเผาสถานที่ราชการในต่างจังหวัด กรณีผู้สื่อข่าวเสียชีวิต คิดว่าได้หลักฐานพอสมควรถือว่าคืบหน้า ซึ่งราก็มีข้อสันนิษฐานแล้วว่า การเสียชีวิตอาจมาจากการจุดยิงใดและใครอยู่บ้าง เพื่อให้ตัวเลือกน้อยลง”
เขารับว่า จุดใหญ่ที่ยังเป็นปัญหา คือ บ่อนไก่ เพราะพยานหลักฐานน้อยมาก ขณะที่ สี่แยกคอกวัวกับตรงกันข้าม มีรูปเยอะมาก รวมถึงการเสียชีวิตของ เสธ.แดง แต่ก็ต้องหาหลักฐานเพิ่ม โดยเฉพาะท่ายืนของเสธ.แดงขณะถูกยิงอยู่ในท่าใด เพราะเกี่ยวกับเรื่องวิถีกระสุน
กระนั้นก็มีหลายประเด็นที่มีพยานขัดแย้งกันอยู่ เช่น กรณีวัดปทุมฯ ว่า เป็นการต่อสู้ยิงกันหรือไม่ เพราะเราก็มีพยานหลักฐานบางส่วนที่ชี้ว่าอาจมีการยิงกันด้วย แต่ไม่ชัดเจนว่าช่วงเวลาไหน แต่จริงๆก็เป็นเรื่องที่สังคมทราบอยู่ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้า อย่างไรก็ตามคอป.ยังไม่มีการสรุป
“เรื่องการใช้ความรุนแรงด้วยระเบิดเอ็ม 79เป็นอีกประเด็นที่ต้องค้นหาว่าใครทำ ที่อ้างว่าเป็น “ชายชุดดำ” ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องคอป. ต้องหาคำตอบซึ่งยอมรับว่ายาก แต่ก็มีภาพถ่ายของสื่อว่า มีชายชุดดำหลายที่ ปะปนอยู่กับผู้ชุมนุม ส่วนหนึ่งอยู่ตามตึกสูงซึ่ง คอป.ต้องตรวจสอบอีกครั้งว่า ถูกต้องหรือไม่ แต่ฝ่ายผู้ชุมนุมแย้งว่าคนเหล่านี้เป็นสไนเปอร์ของราชการ แต่ฝ่ายรัฐบาล ก็บอกว่าสไนเปอร์ไม่จำเป็นต้องเป็นคนของรัฐบาลอย่างเดียว เป็นฝ่ายอื่นก็ได้ คือมันยังเป็นคำถามอยู่ แต่เราไม่จำเป็นต้องตรวจสอบว่าคนเหล่านี้เป็นใครมาจากไหน ก็เชื่อว่าน่าจะพอวิเคราะห์ออกและเสนอแนะแก้ปัญหาได้ เช่นเดียวกับ เหตุการณ์เผาเซ็นทรัลเวิล์ด ที่ศึกษาอยู่ โดยกำลังหาผู้เชี่ยวชาญด้านคลิปมาดูอยู่ เพราะเราได้คลิปต่างๆมาเป็นจำนวนมาก
ความขัดแย้งครั้งนี้ฝ่ายเสื้อแดงมองว่า ไม่ใช่การชิงอำนาจระหว่างนักการเมืองหรือประชาชน แต่มีคนชั้นสูงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คอป.จะตรวจสอบอย่างไร? สมชายหยุดคิดนาน… “ประเด็นเรื่องสถาบันทางสังคม สถาบันทางการเมือง เราก็มีการศึกษาประเด็นเหล่านี้อยู่ โดยมีการฝ่ายวิจัยศึกษาเรื่องบทบาทกระบวนการยุติธรรม บทบาทสถาบันทหาร กองทัพในการสังคมประชาธิปไตยของไทยควรจะเป็นอย่างไร รวมถึงบทบาทของ รัฐสภาว่าควรมีจะบทบาทอย่างไร เหมาะสมแค่ไหน เป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่และการดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยวาทกรรม “ล้มเจ้า” เหมาะสมหรือไม่ โดย คอป.จะเสนอรายงานชั่วคราวในกลางเดือน ม.ค. 2554 และจะหมดวาระในเดือน ก.ค. 2555
มองอย่างไรระหว่าง “รักษานิติรัฐ” หรือ “รักษาชีวิตประชาชน”? สมชาย บอกว่า เรากำลังหาคำตอบอยู่เหมือนกันว่า การไม่ยุบสภา หรือ ยุบสภาในตอนนั้น อย่างไหนจะเป็นทางออกที่ดีกว่ากัน เพราะฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าปัญหาการเมืองก็ควรแก้ด้วยการเมือง แต่รัฐบาลก็บอกว่าถ้ายอมยุบสภาตามคำเรียกร้องก็หมายความว่าทุกครั้งที่มีการเรียกร้องให้ยุบสภาก็ต้องยุบหมด
จะกล้าฟันธงไหม???.... “คอป.ต้องกล้าชี้ ในเรื่องที่สังคมคาใจ เราต้องยึดถือพื้นฐานสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตยเพื่อให้สังคมไทยต้องเรียนรู้เรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นเหตุการณ์ความรุนแรงแบบนี้ก็จะเกิดขึ้นอีก คอป.คาดหวังว่า บทสรุปของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการชุมนุม การใช้อาวุธจากผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐ จะเป็นเรื่องที่เราจะให้คำตอบว่า ควรมีมาตรฐานแค่ไหนที่ต้องใช้เป็นกติการ่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างใช้กติกาของตัวเอง
“หากสังคมไทยไม่เข้าใจจุดนี้ ก็จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก เช่น สังคมเข้าใจว่าการชุมนุมสามารถทำได้โดยไม่มีขอบเขต แต่ถ้าเห็นว่ามีขอบเขตก็ต้องบอกว่าแค่ไหนคือขอบเขต เพราะมีนักวิชาการบางคน ระบุว่าผู้ชุมนุมมีสิทธิที่จะใช้อาวุธ ตอบโต้รัฐเพื่อป้องกันตัวเองได้ ถ้ารัฐทำไม่ถูก ก็ต้องดูว่า แค่ไหนอย่างไร รวมถึงเรื่องการใช้สื่อของรัฐเพียงฝ่ายเดียว โดยมีการปิดพีทีวี แต่ไม่ปิดเอเอสทีวี หรือวิทยุชุมชนจะใช้ได้แค่ไหน ยุยงให้คนเกลียดกันได้มั้ย”
สมชายบอกว่า เหตุการณ์ความรุนแรงในไทยมีทั้งปี 6 ตุลา 2519 โดยเฉพาะพฤษภาทมิฬ 2535 ขณะนั้น ก็มีการศึกษาข้อเท็จจริงแต่ไม่เป็นเปิดเผย แต่ครั้งนี้เราคาดหวังว่า ความจริงที่เราพบจะต้องเป็นความจริงที่ประชาชนพบด้วย และข้อเสนอแนะของเราต้องเป็นข้อเสนอแนะที่สังคมยอมรับด้วย เพราะที่ผ่านมา กรณีการศึกษาของบคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ที่มี อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน เป็นข้อเสนอที่ดีมาก แต่ไม่มีรัฐบาลชุดใดทำเลย
“ดังนั้นไม่ใช่เราอย่างเดียวที่ต้องค้นหาความจริง แต่สังคมต้องคนหาความจริงด้วย การเสนอรายงานของ คอป.ก็หวังว่า ถ้าประชาชนเห็นว่าต้องเป็นอย่างนี้และสามารถเป็นวาระแห่งชาติได้ ถ้ารัฐบาลชุดใดเข้ามาต้องการเสียงจากประชาชนต้องหยิบรายงานชิ้นนี้ขึ้นมาปฏิบัติ นี่คือความคาดหวังที่ไม่รู้ว่าจะสูงไปหรือเปล่า”
เขาเล่าว่า การทำงานของคอป.ยังได้รับความร่วมมือจากองค์การสหประชาชาติ องค์กรระหว่างประเทศ นักวิชาการต่างประเทศ จำนวนมาก ที่เข้ามาช่วยเหลือ ให้ความเห็น ทั้งเรื่องการเขียนรายงาน การจัดอบรม โดยต่างเห็นว่า คอป.ของไทยมีความแตกต่างจากในหลายประเทศที่มีปัญหาความขัดแย้งทั้ง แอฟริกา จอร์เจีย ติมอร์ ที่จะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหลังจากเหตุการณ์จบไปแล้ว แต่ของไทยความขัดแย้งยังมีอยู่ ซึ่งพวกเขาต่างเอาใจช่วย ให้คอป.ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุดสำหรับสังคมไทย
ถามถึงมุมมอง การเมืองไทยในปี 2554 อดีตคนเดือนตุลาฯอย่างสมชาย ออกตัวว่า เป็นคนมองโลกในแง่บวก แต่ได้บอกกับ เพื่อนๆทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงว่าเราต่างเป็นพลังขับเคลื่อน ดังนั้น อย่าได้แตกสลายไปแต่ต้องทำให้มันถูกทาง หากไม่มีพลังตรงนี้สังคมไทยจะไม่ก้าวหน้า และเห็นว่าปี 2554ไม่น่าจะเกิดความรุนแรงรายปีในทุกเดือน เม.ย.ที่หลายฝ่ายกังวล เพราะ 1.รัฐบาลประกาศให้มีการเลือกตั้งก่อนครบวาระ 2.ท่าทีของนปช.ที่มี “ธิดา ถาวรเศรษฐ์” เป็นแกนนำก็แสวงหาทางปรองดอง 3.บทบาทของพ.ต.ท.ทักษิณ ลดลงไปมากเน้นการเลือกตั้งมากกว่า และ 4.นักการเมืองโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย และผู้ชุมนุมจำนวนมากได้ทบทวนมากขึ้นว่าสิ่งที่ทำไปทั้งหมดคุ้มค่าหรือไม่
ประกันตัว สู่ปรองดอง
การเข้าพบ “คณิต ณ นคร” ประธานคอป.ของ “ธิดา ถาวรเศรษฐ”รักษาการประธานนปช. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยใช้เวลากว่า1 ชั่วโมง “สมชาย” อยู่ในเหตุการณ์ด้วยเล่าว่า หลังจากได้พูดคุยกับ ธิดาซึ่งเขาเรียกว่าอาจารย์ ทำให้มีกำลังใจและมีความหวังมากขึ้นว่าเป้าหมายสูงสุดในการ ค้นหาความจริงเพื่อนำไปสู่ความปรองมีความเป็นไปได้สูงมาก
ประธานคณะอนุกรรมการฯ บอกว่าส่วนตัวรู้จักกับ อ.ธิดามานานแล้วตั้งแต่ยุค 14 ตุลา 2516 แต่หลังเหตุการณ์6 ตุลา 2519 แทบไม่เคยเจอกัน เพราะไปคนละทิศละทาง โดยพื้นฐาน อ.ธิดา เป็นคนดี เพราะต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและความถูกต้องและต้องการให้ประเทศพัฒนาไปในทางที่ดี
สมชาย บอกว่า ไม่ทราบว่าบทบาทที่แท้จริงของแกนนำ นปช.จริงๆ เป็นอย่างไร แต่เท่าที่ติดตามดูเห็นว่า อ.ธิดา ได้เสนอแนวทางการต่อสู้กับ นปช.อย่างน่าสนใจ ทั้งเรื่องการยึดสันติวิธี และการแสวงหาแนวทางการปรองดอง และ อ.ธิดา เน้นอยู่ตลอดเวลาว่านปช.ต้องต่อสู้ด้วยความรู้ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ถ้าเราต้องการเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้น
“การพูดคุยในวันนั้น อาจารย์ธิดา และ นปช.ได้ขอบคุณ คอป.ที่เสนอแนะรัฐบาลในเชิงที่ก่อให้เกิดความปรองดอง รวมถึงพูดเรื่องการประกันตัว โดย อาจารย์บอกว่า นปช .ต้องการสร้างความปรองดองอยู่แล้ว แต่ก็ต้องการความเป็นธรรมด้วย โดยเฉพาะเรื่องการประกันตัวปล่อยตัวชั่วคราวของแกนนำ แต่ยังไม่ได้รับการปฏิบัติจากรัฐบาล โดยย้ำว่า เหตุที่คุยเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเพราะ นพ.เหวง โตจิราการ สามียังติดคุก แต่เป็นเรื่องหลักการว่าคนเหล่านี้ต่อสู้ตามหลักการแต่ทำไมไม่ได้รับการประกันตัวทั้งที่ยินดีที่จะสู้คดีในศาลอยู่แล้ว”
ถ้าแกนนำได้รับการประกันตัว สถานการณ์จะดีขึ้นหรือไม่ ? สมชายตอบว่า สิ่งที่ คอป.ทำคือการพยายามสร้างบรรยากาศของความปรองดอง การปล่อยตัวก็จะทำให้บรรยากาศของความขัดแย้งลดลง แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลไม่ทำ ทั้งที่น่าจะทำให้บรรยากาศดีขึ้น เพราะไม่เชื่อว่าปล่อยตัวแล้วเขาจะหนี และหากเขามีพฤติกรรมที่รุนแรงก็เอาตัวกลับเข้าไปได้
“อาจารย์คณิต ตอบกลับไปว่าเรื่องการประกันตัวนั้น เป็นดุลพินิจของศาล ซึ่ง คอป.คงเข้าไปแทรกแซงไม่ได้ แต่คอป.ได้เสนอรัฐบาลและสาธารณะชัดเจนว่าหลักการเอาตัวบุคคลไว้ในที่คุมขังเป็นอย่างไร เพราะต้องถึงที่สุดจริงๆเท่านั้น”
“สมชาย” บอกว่า หลังจากที่ อ.ธิดา บอกว่าพร้อมที่จะให้ความร่วมมือเต็มที่ เชื่อว่า จะได้รับความร่วมมือจากนปช.ในการรับฟังข้อมูลจากเหตุการณ์มากขึ้น เพราะช่วงแรก นปช.คลางแคลงในตัวกรรมการเพราะถูกตั้ง โดยรัฐบาล แต่ตอนหลังเห็นการทำงานของ อ.คณิตก็รู้สึกเชื่อใจมากขึ้น ว่าคอป.จะไม่ไม่ผิดเพี้ยนไปจากแนวทางที่ถูกต้องของคณะกรรมการตรวจสอบความจริงและสร้างการปรองดอง
“สหายอุทัย”กับสังคม 2ยุค
เหนื่อยมั้ยอาจารย์? …..เป็นคำถามสั้นๆหลังจากเห็นสีหน้าของ “สมชาย”ที่เต็มไปด้วยความจริงจังผสมเหน็ดเหนื่อยระหว่างการตอบคำถามเรื่องความจริงในเหตุการณ์ชุมนุมอย่างเห็นได้ชัด เจ้าตัวตอบกลับทันทีว่า “เหนื่อยๆๆ” ก่อนจะถอนหายใจยาวอีกครั้ง ทุกวันนี้ทำงานออฟฟิศไม่ถึงครึ่งวัน แต่ผมชอบนะท้าทายมากที่ได้มาทำเพราะได้ความรู้เยอะมาก ได้ฟังข้อคิดเห็นต่างๆ ทำให้ทัศนะการรับรู้ของเราเปลี่ยนไป…..
ก่อนที่ตอบคำถามเราว่าเปลี่ยนไปอย่างไร “สมชาย”ย้อนเล่าถึงเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะชีวิตในสมัยยังเป็นหนุ่มนักกิจกรรมของพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ซึ่งเขาเองก็เหยื่อในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 โดยขณะนั้นเพิ่งจบนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาหมาดๆ ก่อนจะถูกตีจนแขนหักหัวแตกเย็บถึง 32 เข็ม และเกือบจะถูกจับแขวนคอในวันที่ 6 ตุลาเลือด เดชะบุญมีคนมาช่วยไว้ก่อน
สมชายตัดสินใจเข้าป่าไปอยู่เขต จ.น่าน โดยใช้ชื่อว่า “สหายอุทัย” ร่วมกับ “จาตุรนต์ ฉายแสง “และ “สุธรรม แสงปทุม” อยู่ได้ปีกว่าก็ออกมาป่ามาเข้าเมือง ทำงานใต้ดินเรื่องการจัดตั้งกองกำลังต่างๆ กว่า 10ปี
“ตอนนั้นเป็นเรื่องตลกมาก เราชุมนุมกันหลายวันยืดเยื้อ มีคนตายมากมาย แค่เราคัดค้านการเข้าประเทศของเณรหนอม (จอมพลถนอม กิตติขจร) ซึ่งตรงนี้เป็นแค่สัญลักษณ์ แต่จริงๆ ถ้าเรามีวิธีการทำงานที่ผ่อนสั้นผ่อนยาว รุกแล้วถอย ขบวนการประชาธิปไตยก็ยังรักษาได้ แต่ความคิดของเราตอนนั้นแข็งมาก คิดกันว่าสู้ในเมืองไม่ได้ไม่เป็นไร เอาไว้สู้กันในชนบท เป็นเรื่องที่โง่มาก ” เขากล่าวพลางหัวเราะเมื่อนึกถึงอดีต
เขากลับมาตอบคำถามเรื่องทัศนคติที่เปลี่ยนไปกับเราอีกครั้ง เจ้าตัวหยุดคิดนาน จนถูกเรากระเซ้าว่าเปลี่ยนจากเหลืองหรือเปล่า ? “สมชาย” สวนทันทีว่าเขาไม่ได้เป็นเหลืองและไม่เคยขึ้นเวทีคนเสื้อเหลือง แต่ยอมรับว่าผมไม่ชอบคุณทักษิณ ที่มีปัญหาเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อเหลืองช่วงหลัง ก็ไม่ได้เข้าร่วม และไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ ที่ไม่ให้โอกาสขบวนการประชาธิปไตยได้เติบโต ตัดตอนไม่ให้ประชาชนได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่าจะจัดการกับเผด็จพลเรือนอย่างไร ทั้งที่ตอนนั้นภาคประชาชนเข้มแข็งมากและทักษิณก็อ่อนแอลงแล้ว แต่ผลจากการปฏิวัติครั้งนั้นทำให้ทักษิณเป็นพระเจ้ามาจนถึงทุกวันนี้
สมชายยอมรับว่า การได้เข้ามาทำงานตรงนี้ทำให้ทัศนะคติเปลี่ยนไป คือ แต่ก่อนจะได้ยินว่าคนที่มาชุมนุมเพราะรักทักษิณ มีบางส่วนได้รับเงินทอง เท่าที่ได้พูดคุย ก็พบว่าส่วนใหญ่มาด้วยความรู้สึกที่คับแค้นจริงๆ เขามากันด้วยหลายเหตุผล กลุ่มนปช.มีหลากหลาย ไม่เช่นนั้นคงไม่ใช้คำว่า “แนวร่วม”
“ด้วยความที่ผมผ่านมาทั้งสองเหตุการณ์ทำให้มองสถานการณ์อย่างเข้าใจมากกว่า หลังๆมานี้ผมเองอาจจะเปลี่ยนไปแล้วในสายตาบางคน บอกได้เลยว่าคนในยุคนั้นห่างกับผมแค่ 3 ปี เจอเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 อย่างเดียว ความคิดเราต่างกันมาก เพราะผมไม่อยากให้มีความรุนแรงอีกแล้ว รู้สึกว่ามันไม่สร้างสรรค์ แม้อยากให้สังคมไทยปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แต่ไม่คิดว่าการใช้ความรุนแรงเป็นหนทางที่ถูกต้อง แต่หลายคนโดยเฉพาะคนที่เป็นคลังสมองให้กับแนวร่วมนปช.ยังคิดแบบนี้ว่ามันจำเป็นต้องให้เกิดความรุนแรงเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลง”เขาทิ้งท้าย







