posttoday
เรื่องเล่าเปลี่ยนโลกสาธารณสุข

เรื่องเล่าเปลี่ยนโลกสาธารณสุข

17 ธันวาคม 2553

ประสบการณ์ดีควรค่าแก่การถ่ายถอดต้องไม่สิ้นสุดเพียงวงสนทนา ด้วยเรื่องที่ถูกบอกเล่าล้วนมีคุณค่ามหาศาลและสร้างพลังใจกว่าใครจะคาดคิดถึงจะก้าวด้วยทีท่าไม่รีบเร่ง แต่เมื่อขีดเส้นลากจากจุดเริ่มต้นถึงวันนี้  ราว2ปีแล้ว ที่ โครงการ “การสร้างเสริมสุขภาพผ่านกระบวนการคุณภาพเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน (SHA)” ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบสาธารณสุขในแบบที่อยากเห็น

ประสบการณ์ดีควรค่าแก่การถ่ายถอดต้องไม่สิ้นสุดเพียงวงสนทนา ด้วยเรื่องที่ถูกบอกเล่าล้วนมีคุณค่ามหาศาลและสร้างพลังใจกว่าใครจะคาดคิด
ถึงจะก้าวด้วยทีท่าไม่รีบเร่ง แต่เมื่อขีดเส้นลากจากจุดเริ่มต้นถึงวันนี้  ราว2ปีแล้ว ที่ โครงการ “การสร้างเสริมสุขภาพผ่านกระบวนการคุณภาพเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน (SHA)” ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบสาธารณสุขในแบบที่อยากเห็น

อย่างที่รู้กันว่าในหลักการที่ว่าด้วยการพัฒนามิติของจิตใจควบคู่กับมิติทางการแพทย์ ที่สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) วางไว้ร่วมกันนั้นไม่ง่ายเลยในความเป็นจริง

อย่างไรก็ตาม แม้ดูเป็นเรื่องนามธรรม หากเมื่อผนวกมุมมองของคนทำงานสุขภาพในโครงการ SHAที่เห็นว่าการสาธารณสุขที่ดีต้องมองให้ลึกไปกว่าอาการเจ็บป่วย รวมเข้ากับความมุ่งมั่น จะพบว่าในความยากที่ชวนท้อถอยกลับมีเรื่องราวดีๆ ที่สร้างแรงบันดาลใจที่จับต้องได้กลายเป็นเรื่องเล่าดีๆที่น่าประทับใจ และน่าบอกต่อ

นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์  บอกว่า ในระบบงานปกติเราไม่ได้มานั่งเล่าเรื่องกัน แต่พอได้ไปสร้างปาฏิหาริย์บางอย่างเกิดขึ้น ช่วยชีวิตคนหนึ่งคนไว้ พอให้เขาได้มีโอกาสได้เล่า มันกลับมาหล่อเลี้ยงเขา มันไม่ได้ทำให้งานเบาลง แต่ทำให้ มีความสุขมากขึ้นยิ่งเฉพาะกับการถ่ายทอดผ่านการเขียน ที่สร้างบรรยากาศคล้ายกับการได้หยุดและย้อนเวลาไปยังเรื่องเหล่านั้น ประหนึ่งพินิจพิเคราะห์ทุกรายละเอียดอย่างช้าๆ

เหมือนเรื่องของ วิไลรัตน์ ปิตุยะ พยาบาลโรงพยาบาลขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร หนึ่งในทีมแพทย์ที่ครั้งหนึ่งได้มีส่วนร่วมรักษาหญิงชราซึ่งป่วยเป็นโรคเบาหวาน และเกือบจะต้องตัดขาทิ้งจากบาดแผลฉกรรจ์อันดูเหมือนไม่มีวันจะรักษาได้สำเร็จ

เธอ สะท้อนเรื่องราวผ่านงานเขียนที่ชื่อ “ความฝัน วันวาร” ซึ่งถูกเผยแพร่ในการประชุม SHA Conference & Contest “ เมื่อเร็วๆ นี้

“แทบทุกวัน จะมีเสียงร้องครวญคราง ให้ได้ยินเสมอ เราทุกคนจะรู้ดีว่านั่นคือช่วงเวลาที่คุณหมอทำแผลให้กับคุณยายพร หญิงชราร่างผอม ผิวคล้ำ ที่ตัดสินใจย้ายตัวเองจากโรงพยาบาลใหญ่ในจังหวัด มาที่โรงพยาบาลชุมชนที่พวกเราทำงานอยู่”

เมื่อผลลัพธ์ของอาชีพรับจ้างทำนารายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ดังนั้น เมื่อว่างจากการทำนาคุณยายพรจะเดินทางไปตามจังหวัดใกล้เคียงเพื่อรับจ้างทั่วไป ทำให้โรคประจำตัวอย่างเบาหวานได้รับการรักษาไม่ค่อยต่อเนื่องนัก ต้องเปลี่ยนโรงพยาบาลไปเรื่อยๆ ตามจังหวัดที่ได้ไปขายแรงงาน ส่วนแผลบริเวณขาขวาที่ไม่รู้ว่าไปถูกอะไร อยู่ดี ๆ ก็พุพองขึ้นมาบริเวณหลังเท้า และร้ายแรงขึ้นตามลำดับ

วิไลรัตน์ อธิบายว่า การทำแผลให้กับคุณยายท่านนี้ สร้างความกังวลให้กับทีมแพทย์เป็นอย่างมาก ทั้งเมื่อย ทั้งล้า ทำแต่ละครั้งกินเวลาไปเป็นชั่วโมง ร้ายกว่านั้นกลิ่นของแผลยังทำให้เพื่อนพยาบาล กระทั่งคุณหมอมากไปด้วยอาการผะอืดผะอม และสะสมความเครียดขึ้นเรื่อยๆ
 
“ครั้งหนึ่งดิฉันเคยสงสัยว่า ทำไมคุณยายท่านนี้ถึงไม่ไปรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ที่มีอุปกรณ์หรือมีบุคลากรที่พร้อมกว่านะ เลยถามไปว่า ป้ารู้ไหมแผลป้าน่ะ กว้างมาก ยังต้องเลาะเนื้อตาย ขูดแผลเพิ่มขึ้นทุกวัน ป้าได้กลิ่นไหม”

ใครจะคาดได้ว่ากับคำถามในวันนั้นได้เปลี่ยนวิธีคิดของพยาบาลคนนี้อย่างสิ้นเชิง ด้วยคำตอบของป้าพรหลังความเงียบคือการถอนหายใจบางเบา ก่อนจะปิดดวงตาลงช้า ๆ พร้อมกับเสียงสะอื้น 

“ป้าไม่อยากโดนตัดขา ความจริงที่มารักษาที่นี่ ไม่ใช่เพราะใกล้บ้านอย่างเดียวหรอกน่ะ แต่ป้าหนีจากโรงพยาบาลใหญ่มา เพราะหมอที่นั่นจะตัดขาป้าทิ้ง”

“ป้าไม่อยากเสียขาไป ป้าจะอดทนให้ถึงที่สุด อย่าส่งป้าไปตัดขาเลยนะ ถ้าไม่มีขาป้าจะทำอะไรกิน” วิไลรัตน์ทวนคำพูดติดหู
และนั่นทำให้เธอเปลี่ยนวิธีคิดต่อวิชาชีพตนเอง ด้วยมองเห็นว่าแทนที่จะเป็นเทคโนโลยีทันสมัย กำลังใจและความเข้าใจชีวิตของมนุษย์ด้วยกันของคนทำงานสุขภาพต่างหากที่เป็น “ยาวิเศษ” ทำให้ชีวิตของใครอีกหลายชีวิตดีขึ้น

เหมือนกับวันที่ป้าพร ใช้ไม้เท้ายัน เดินกะเพลกอยู่ตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มที่สดใสกว่าครั้งใดที่เคยเห็น

ไม่ต่างจากเรื่องเล่าของ พญ.กรกช จิรประภากร โรงพยาบาลลำพูน จ.ลำพูน ซึ่งเขียนย้อนถึงคนไข้หญิงสาววัยแรกรุ่นที่พบว่าตัวเองตั้งท้องแบบไม่ตั้งใจในเรื่อง“ปลดปล่อย”

“จำได้ว่าแทนที่จะดีใจสีหน้าของหญิงสาวรายนั้นกลับเศร้าหมอง เมื่อรู้ว่าตัวเองท้อง ขณะที่ผู้เป็นแม่หันไปมอง พร้อมๆกับที่เด็กสาวคนนั้นหลบตาเม้มปากแน่น สองมือจับกันกันบิดไปมาขยับตัวเข้าหาแม่
ฉันยืนนิ่งไม่รู้จะพูดอะไร เหมือนมีอะไรมาจุกคอหอย”

“ลูกเจ้าบ่อเคยมีใครจะท้องได้ยะไดหมอ” แม่ของเธอบอกกับหมอ ขณะที่เด็กหญิงคนนั้นเอาแต่ก้มหน้า ไหล่ทั้งสองกระเพื่อมเบา ๆ ตามจังหวะการสะอื้นไห้

“เหมือนเด็กที่ทำผิดแล้วโดนผู้ใหญ่จับได้” พญ.กรกชว่า

ถึงจะสับสนอยู่ในทีแต่หมออย่างเธอตัดสินใจวางผลตรวจครรภ์ลงและเริ่มเปิดใจคุยกับเด็กหญิงตามลำพัง ซึ่งช่วงเวลานั้นเองทำให้ได้พบเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้น การสื่อสารในครั้งนั้นเป็นการคุยในฐานะที่มากกว่าหมอกับคนไข้

เมื่อเวลาผ่านไปพร้อมกับรอยคราบน้ำตาที่เริ่มเลือนจาง เด็กหญิงคนนั้นหายเงียบไปสักพัก จนมีพยาบาลเรียกให้ไปดูที่ห้องเด็กอ่อน

“ในห้องเด็กอ่อน ฉันกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เด็กผู้หญิงคนเดิมคนนั้นอยู่ในชุดคนไข้ สวมถุงเท้าเหมือนคุณแม่หลังคลอดกำลังอุ้มลูก ใบหน้าที่เห็นในวันนี้ ช่างแตกต่างจากวันแรกที่เราเจอกันอย่างสิ้นเชิงเหมือนกาลเวลาได้ซับน้ำตา และมอบหน้าที่คุณแม่ให้”หมอกรกชเอ่ยถึงช่วงเวลาประทับใจ

แน่นอนว่าเป็นความประทับใจที่มีอานุภาพเรื่องหนึ่ง มากเกินกว่าจะหยุดแค่วงสนทนาจริงๆ

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ