
วัดใจแรงงานนอกระบบสู้อ้อมอกประกันสังคม
การดึงแรงงานนอกระบบ เข้าสู่ประกันสังคมเป็นหนึ่งในนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และแม่ค้าหาบเร่แผงลอย
การดึงแรงงานนอกระบบ เข้าสู่ประกันสังคมเป็นหนึ่งในนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และแม่ค้าหาบเร่แผงลอย
โดย...ทีมข่าวการเงิน
การดึงแรงงานนอกระบบ เข้าสู่ประกันสังคมเป็นหนึ่งในนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และแม่ค้าหาบเร่แผงลอย
เพื่อให้มีหลักประกันด้านรายได้และระบบสวัสดิการ ซึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะประกาศเริ่มโครงการในวันที่ 17 ธ.ค.นี้
ต้องขอยกย่องรัฐบาลนี้ที่มีเจตนาดีที่จะยกระดับแรงงานนอกระบบ หรือที่ด้อยโอกาสให้เข้าถึงสวัสดิการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเข้าถึงระบบสวัสดิการขั้นพื้นฐาน และมีเงินเก็บออมไว้ใช้ในยามชราภาพ
แม้ว่าประเด็นการดึงแรงงานนอกระบบ 24 ล้านคน เข้ามาสู่ประกันสังคมไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเมื่อย้อนประวัติศาสตร์ พบว่าการเปิดให้บุคคลที่ไม่ใช่ลูกจ้างหรือเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ค้าขาย ขับรถรับจ้าง เกษตร ฯลฯ สามารถสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนได้ เริ่มตั้งแต่ 3 พ.ย. 2537 หรือกว่า 16 ปีมาแล้ว แต่ล้มเหลวสิ้นเชิง มีผู้สมัครสูงสุด 60 คนในปี 2552 และในปี 2553 ลดลงเหลือ 49 คน
เหตุผลสำคัญคือเรื่องการบังคับให้จ่ายเงินสมทบในอัตรา 3,360 บาทต่อปี แลกกับสิทธิประโยชน์ 3 กรณี คือ คลอดบุตร ทุพพลภาพ และตาย โดยไม่ได้สิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาล
นี่คือโจทย์สำคัญที่แรงงานนอกระบบไม่มีกำลังที่จะจ่ายเงินสมทบ และไม่สามารถที่จะตอบสนองความต้องการที่แท้จริงที่ต้องการได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลที่ดีกว่า โครงการบัตรทองของรัฐบาล
พร้อมได้รับเงินชดเชยกรณีไม่สามารถที่จะทำงาน รวมทั้งมีเงินบำนาญไว้ใช้ในยามชราภาพที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ที่มากกว่าเบี้ยยังชีพคนชราที่รัฐบาลจ่ายเดือนละ 500 บาท
ขั้นตอนที่รัฐบาล “อภิสิทธิ์” เตรียมการที่จะดึงแรงงานนอกระบบเข้ามาสู่ระบบประกันสังคม
ยังยึดแนวทางเดิมๆ คือ 1.แก้ไขพระราชกฤษฎีกา เพื่อพัฒนาสิทธิประโยชน์ของมาตรา 40 พ.ร.บ.ประกันสังคม 2533 ให้เป็นที่จูงใจ
โดยการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์จาก 3 กรณีเป็น 5 กรณี
2.ออกนโยบายพิเศษเพื่อรัฐช่วยจ่ายในระยะสั้นกรณีผู้ประกอบอาชีพนอกระบบยังไม่สามารถเข้าถึงระบบประกันสังคม หรือไม่มีความสามารถในการจ่ายเงินสมทบ เนื่องจากรายได้น้อยและมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ
คณะทำงานยังได้นำเสนอแพ็กเกจการจัดเก็บเงินสมทบประกันแรงงานนอกระบบ 3 แบบ คือ ผู้ประกันตนสามารถเลือกจ่ายได้ 3 อัตรา คือ 100 บาท 180 บาท และ 280 บาทต่อเดือน แต่ยังคงยืนยันว่าจะไม่ได้สิทธิการรักษาพยาบาลในระบบประกันสังคม
3.ผลักดันร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคม 2533 เพื่อให้รัฐร่วมจ่ายเงินสมทบ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม (จักรยานยนต์รับจ้างหาบเร่แผงลอย และแท็กซี่) ในกรุงเทพฯ สามารถเข้าสู่ระบบประกันสังคมได้ทั้งหมด
พร้อมขยายไปยังกลุ่มอาชีพแรงงานนอกระบบทุกสาขา มีโอกาสเข้าถึงประกันสังคมได้ ซึ่งรัฐบาลจะช่วยจ่ายเงินสมทบในอัตรา 50% ของเงินสมทบ คือแรงงานนอกระบบจะจ่ายเงินสมทบเพียง 50 บาท 90 บาท และ 140 บาท แต่ก็ต้องมีการลดหลั่นสิทธิประโยชน์ลงตามไปด้วย
แคมเปญ “ระบบสวัสดิการสังคมของอาชีพนอกระบบ” จึงเป็นแค่การนำมาปัดฝุ่นโฆษณาใหม่ หลังรัฐบาลใช้แคมเปญนี้หาเสียงมาก่อนหน้านี้ เมื่อได้เป็นรัฐบาลใหม่ๆ 2 ปีที่แล้ว
ยังไม่โดนใจเพราะสิ่งที่แรงงานนอกระบบต้องการจริงๆ คือการได้สิทธิรักษาพยาบาลของระบบประกันสังคม ซึ่งสามารถที่จะเลือกบริการโรงพยาบาลเอกชนได้
แต่หากแรงงานนอกระบบต้องการที่จะให้สิทธิการรักษาพยาบาล อาจจะต้องจ่ายมากกว่านั้น ถามว่าจะมีกำลังจ่ายหรือไม่ หรือรัฐจะต้องโอนเงิน “ค่าหัว” การรักษาพยาบาลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) มาให้ประกันสังคม
โดยปัจจุบันประกันสังคมจ่ายค่ารักษาพยาบาลเหมาหัวให้โรงพยาบาลประมาณ 2,400 บาทต่อคนต่อปี หรือหาก ดึงเป้าหมายดึงแรงงานนอกระบบมาอยู่ในระบบประกันสังคม รัฐจะต้องหาเงินกว่า 5.76 หมื่นล้านบาทมาเป็นค่าเหมาจ่ายโรงพยาบาลเอกชน
หรือจะใช้วิธีโยกงบประมาณที่กระทรวงสาธารณสุขจ่ายค่าหัวในโครงการ 30 บาท ให้โรงพยาบาลของรัฐมาสู่ระบบประกันสังคมก็ได้
แต่ปัญหาแรกที่จะต้องเจอ คือสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คัดค้านที่จะจ่ายค่าหัวเต็มอัตรา 2,400 บาท เพราะการดึงแรงงานนอกระบบออกจากระบบรักษาพยาบาลบัตรทอง ส่วนที่เหลือจะเป็นคนชราและเด็ก จะต้องมีความเสี่ยงสูง ทำให้ค่ารักษาพยาบาลก็ต้องสูงตามไปด้วย
และยังต้องรับกับปัญหาความเพียงพอและคุณภาพการบริการของโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งปัจจุบันผู้ประกันตนก็มีการร้องเรียนเกี่ยวกับความพึงพอใจการให้บริการของโรงพยาบาลในระบบประกันสังคมอยู่ไม่น้อย
ถ้ารัฐบาลต้องอุ้มโดยจ่ายเงินสมทบให้แรงงานนอกระบบทั้งหมด จะเกิดคำถามถึงความเป็นธรรมในสังคมของผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 910 ล้านคน รวมทั้งนายจ้างที่จะต้องจ่ายเงินสมทบ 5% ของรายได้ทุกเดือนหรือเดือนละ 83750 บาท (เพดานเงินเดือนสูงสุด 1.5 หมื่นบาท)
ส่วนจ่ายประเด็นราคาจ่ายสมทบของแรงงานนอกระบบ 100 บาท 180 บาท 280 บาท แลกกับสิทธิประโยชน์ที่ได้รับเทียบกับเอาเงินไปซื้อประกันภัยเอกชนเอง อาจจะได้ถูกกว่าหรือไม่ รัฐบาลไม่ต้องยุ่งยากหรือเกี่ยวกับการบริหาร
น.ส.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักประกันสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การดึงแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคมเป็นนโยบายที่ดี แต่ควรให้เป็นการบังคับ เพราะหากภาคสมัครใจจะมีแต่ผู้ที่มีความเสี่ยงเข้ามา ซึ่งจะทำให้ระบบอยู่ไม่ได้ ซึ่งในหลักการประกันภัย หากมีจำนวนสมาชิกมากๆ จะทำให้มีการกระจายความเสี่ยงและค่าเบี้ยประกันถูก
ถ้ารัฐบาลยังคงคิดเงินสมทบประกันแรงงานนอกระบบ 180 บาทต่อเดือน ต้องคำนึงว่าแพงหรือไม่ และแรงงานนอกระบบมีความสามารถที่จะจ่ายได้หรือไม่ ซึ่งต้องลองนำมาเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์กับสิทธิประโยชน์จากการซื้อประกันภัยจากเอกชน ถ้าจ่ายสมทบประกันสังคมแพงกว่าเบี้ยประกันถือว่าไม่คุ้ม
น.ส.วรวรรณ กล่าวว่าในแง่ของแรงงานนอกระบบ หากรัฐบาลออกเงินสมทบให้ 50% คือ แรงงานจ่ายเงินสมทบ 90 บาทและรัฐบาลออกให้ 90 บาท เป็นทางเลือกที่ดีที่แรงงานนอกระบบจะได้สวัสดิการขั้นพื้นฐานรองรับการชดเชยรายได้ระหว่างหยุดงาน ส่วนการรักษาพยาบาลไม่ควรจะต้องจ่ายสมทบเพิ่ม เพราะมีสิทธิการรักษาพยาบาลฟรีจากระบบ สปสช.อยู่แล้ว ซึ่งหากต้องการจะมีระบบการรักษาพยาบาลที่ดีกว่าขั้นพื้นฐานก็ควรที่จะต้องจ่ายเพิ่ม
ความท้าทายรัฐบาลการจูงใจให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคม เพื่อได้รับการดูแล ทั้งในแง่สุขภาพและรายได้ ซึ่งเป้าหมายสุดท้ายอยู่ที่การทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชน “ดีขึ้น” ไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะถ้าทำได้ง่ายๆ คงทำมานานแล้ว แต่ปัญหาติดที่ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี และใครจะต้องเป็นคนจ่าย และจ่ายในราคาเท่าไรที่จะสมเหตุสมผล
และการถูกมองเหมารวมว่าเป็นโครงการ “ประชานิยม” ที่แฝงมาด้วยความหวังกับคะแนนเสียง ยิ่งทำให้ถูกแรงกดดันว่ารัฐบาลจะสอบผ่าน และ “ได้ใจ” แรงงานนอกระบบ 24 ล้านคนหรือไม่







