posttoday
การศึกษาแบบเปิด

การศึกษาแบบเปิด

16 ธันวาคม 2553

...อรุณ จิรชวาลา

พูดถึงการศึกษาแบบเปิด คนส่วนใหญ่จะนึกถึงมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็น มหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของไทย และที่เรียกว่าเปิดก็เพราะไม่ต้องสอบเข้า ไม่จำกัดจำนวนนักศึกษา และวิชาส่วนใหญ่ไม่ต้องเข้าไปนั่งเรียนในห้อง เพียงลงทะเบียนและหาตำรามาอ่าน ถึงเวลาก็เข้าห้องสอบได้เลย

แต่การศึกษาแบบเปิด (Open Education) ที่ผมกำลังจะกล่าวถึงเป็นระบบสมัยใหม่ที่ศึกษาผ่านทางอินเทอร์เน็ต ระบบนี้เพิ่งเริ่มพัฒนาและแพร่หลายได้ไม่นาน โดยเดือนก่อนมีการประชุมประจำปีระดับโลกครั้งที่ 7 จัดที่กรุงบาร์เซโลนา ประเทศสเปน

ข้อดีของระบบการศึกษาผ่านทางอินเทอร์เน็ตคือ มีศักยภาพที่จะเผยแพร่และกระจายความรู้ต่างๆ ได้อย่างกว้างขวางไร้ขอบเขตและข้อจำกัดไปทั่วทุกมุมโลก ด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมีต้นทุนที่ต่ำกว่าระบบการศึกษาแบบเดิมมาก

ก่อนอื่นผมอยากให้ข้อสังเกตว่า การใช้อินเทอร์เน็ตได้แพร่กระจายไปทั่วโลกแล้ว แม้แต่ประเทศที่ยากจน มีอาหารไม่พอจะกิน เช่น ประเทศในแอฟริกาหลายประเทศก็สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ เพราะคอมพิวเตอร์กับระบบการสื่อสารแบบไร้สายเป็นอุปกรณ์ที่มีต้นทุนไม่สูงมาก และยิ่งนับวันยิ่งถูกลงอย่างรวดเร็ว

จะเห็นได้ว่าแม้แต่ประเทศลาวซึ่งยากจนและล้าหลังกว่าเรามาก ก็ยังมีระบบการสื่อสารแบบ 3จี และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงใช้ ของเราถ้าไม่ติดขัดเรื่องการเมืองและเรื่องการคลังในส่วนที่เกี่ยวกับรายได้จากสัมปทานโทรศัพท์มือถือ เราก็คงรุดหน้าไปไกลแล้วเช่นกัน

มองไปที่การศึกษา ระบบปัจจุบันมีต้นทุนที่สูงมาก ไหนจะต้องลงทุนสร้างโรงเรียนหลายหมื่นโรง ไหนจะต้องจ้างครูอาจารย์จำนวนหลายแสนคน ไหนจะค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์ เครื่องเขียนและตำราเรียน เหล่านี้ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเป็นภาระที่หนักที่สุดของงบประมาณแผ่นดิน

แต่ถึงจะใช้จ่ายไปปีละหลายแสนล้านบาท เราก็ยังทำได้ไม่ดีนัก คุณภาพและมาตรฐานของการศึกษาไทยยังอ่อนด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนใหญ่ วัดผลกันทีไรยังไม่เคยเห็นไอคิวเฉลี่ยของเด็กไทยถึง 100 สักครั้งเดียว

ที่ผลออกมาเป็นแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะเราก็ทราบกันดีภายในสังคมไทยว่า คนเก่งๆ มีความสามารถ น้อยคนที่อยากมีอาชีพเป็นครู ครูเก่งๆ น้อยคนที่อยากไปอยู่ในชนบท และโรงเรียนเล็กๆ ในชนบทห่างไกล น้อยแห่งที่จะมีครูที่รอบรู้ทุกวิชาที่เด็กพึงได้รับการอบรมสั่งสอน

ปัญหาเหล่านี้การศึกษาแบบเปิดผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงน่าจะช่วยได้ โดยในแต่ละวิชาให้คัดเลือกอาจารย์ที่มีวิธีการสอนที่เข้าใจง่าย และบันทึกการสอนนั้นไว้ในเว็บไซต์ เพื่อที่โรงเรียนหรือตัวเด็กในชนบทจะได้ดาวน์โหลดไปใช้ประโยชน์ได้

แต่เดิมผมคิดว่าระบบการศึกษาแบบนี้เราไม่ต้องลงทุนพัฒนาเองด้วยซ้ำไป ใช้วิธีลอกเลียนแบบอย่างมาจากต่างประเทศก็ได้ แต่พอลองสอบถามและค้นคว้าดู ก็ทราบว่ายังไม่มีระบบที่เป็นสากล และยังไม่มีรัฐบาลประเทศไหนที่ทุ่มเทให้กับเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ในสหรัฐอเมริกาความพยายามในเรื่องการศึกษาแบบเปิดส่วนใหญ่เกิดในระดับมหาวิทยาลัย และอยู่ในลักษณะต่างคนต่างทำ สถาบันที่คนรู้จักมากที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้น่าจะเป็นเอ็มไอที ซึ่งมีการบันทึกภาพและเสียงการสอนของอาจารย์ในห้องเรียนขึ้นเว็บ เพื่อให้คนภายนอกเปิดเข้าไปดูได้ ซึ่งถือเป็นวิทยาทานที่มีคุณค่า เพราะอาจารย์ผู้สอนจำนวนมากเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่มีชื่อเสียง บางคนได้รับรางวัลโนเบลมาแล้ว

แต่ระบบของเอ็มไอทีถึงจะมีประโยชน์มาก ก็ยังมีข้อจำกัด กล่าวคือ คนนอกที่เรียนผ่านอินเทอร์เน็ตไม่มีสิทธิลงทะเบียน ไม่มีสิทธิซักถามและขอความรู้เพิ่มเติมจากอาจารย์ ไม่มีสิทธิเข้าสอบและขอใบรับรองเครดิต รวมทั้งไม่มีสิทธิขอรับปริญญา

มีผู้รู้ที่วิจารณ์แบบตรงๆ ว่า ระบบการศึกษาแบบเปิดของเอ็มไอทียังไม่ถือว่าเป็นการศึกษา แต่เป็นเพียงการตีพิมพ์ในระบบดิจิตอล (Digital Publishing) เท่านั้น เพราะหากเป็นการศึกษา ตัวระบบเองจะต้องช่วยให้เกิดการทบทวน พัฒนาและปรับปรุงเนื้อหาและสาระอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งผู้สอนเองก็อาจได้แนวคิดใหม่ๆ จากการตอบข้อซักถามของเด็ก

นอกจากนี้ ยังมีเสียงวิจารณ์ว่าหากจะทำให้ระบบการศึกษาแบบเปิดมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ อาจหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงและเป็นผู้กำหนด

นอกจากสหรัฐการศึกษาแบบเปิดที่ภาครัฐเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงก็มี เช่น มหาวิทยาลัยเปิดในอังกฤษและในกรุงไนโรบีของเคนยา แต่ก็ยังไม่ถึงกับแพร่หลายมากนัก และยังไม่สามารถช่วยลดภาระของระบบการศึกษาแบบดั้งเดิมได้อย่างเป็นรูปธรรม

ตัวผมเองมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้การศึกษาทั่วโลกในทุกระดับชั้นได้กลายเป็นธุรกิจไปเสียแล้ว ในต่างประเทศสถาบันที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จอาจหมายถึงการได้รับการจัดอันดับสูงๆ สามารถจัดเก็บค่าเล่าเรียนได้แพงๆ ได้รับเงินบริจาคเป็นจำนวนมาก และมีเงินกองทุนสะสมไว้ก้อนโต

สำหรับบ้านเราสถาบันศึกษาที่มีชื่อเสียงอาจมีความสามารถในการเก็บแป๊ะเจี๊ยะได้มาก รวมทั้งอาจารย์ที่เก่งๆ ก็อาจมีรายได้จากการกวดวิชาเป็นจำนวนมากเช่นกัน

ในระบบที่เป็นธุรกิจและมีผู้คนเป็นจำนวนมากที่ดำรงชีพอยู่ในระบบนี้ การเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบอื่นที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า และใช้แรงงานคนน้อยกว่า อาจมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนเป็นจำนวนมาก และกลายเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงทางการเมือง

อาจจะด้วยเหตุนี้ที่ทำให้ยังไม่มีรัฐบาลประเทศไหนทุ่มเทให้กับการพัฒนาระบบการศึกษาแบบเปิดอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่หากทำสำเร็จ นอกจากจะเป็นการช่วยให้ประชาชนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีมาตรฐานมากขึ้นแล้ว ยังจะช่วยประหยัดงบประมาณเป็นจำนวนมหาศาลได้อีกด้วยในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ