
กรรมการม.22ฟ้อง เอไอเอส7.5หมื่นล.
คณะกรรมการมาตรา 22 เสนอฟ้องเอไอเอส 7.5 หมื่นล้านบาท หลังแก้ไขสัญญา ทำรัฐเสียหาย
คณะกรรมการมาตรา 22 เสนอฟ้องเอไอเอส 7.5 หมื่นล้านบาท หลังแก้ไขสัญญา ทำรัฐเสียหาย
รายงานข่าวจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที เปิดเผยว่า คณะกรรมการมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุนที่รับผิดชอบตรวจสอบสัญญาระหว่าง บริษัท ทีโอที และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ได้สรุปผลมูลค่าความเสียหายจากการแก้ไขสัญญาทั้งหมด 9 ครั้ง รวม 7.5 หมื่นล้านบาท
สำหรับความเสียหายดังกล่าว เช่น การแก้ไขสัญญาระบบเติมเงิน หรือพรีเพด 5.5 หมื่นล้านบาท การไม่นำส่งรายได้จากบริการการใช้โครงข่ายร่วม หรือ โรมมิ่งทันที 2 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวความเสียจากหักส่วนแบ่งรายได้ไปเป็นภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมอีก 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่ง คณะกรรมการได้เสนอแนวทางเรียกร้องความเสียหายให้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเอไอเอส ซึ่งหากครม.เห็นชอบตามแนวทางดังกล่าว ก็จะต้องสั่งมายังทีโอทีเพื่อยื่นฟ้องต่อเอไอเอส
นอกจากนี้ คณะกรรมการยังได้เสนอรายละเอียดต่อกระทรวงไอซีที คือ 1.ให้เอไอเอสกลับไปจ่ายส่วนแบ่งรายได้ในระบบพรีเพด 30% และจะต้องจ่ายในอัตราก้าวหน้าสิ้นสุดที่ 35% 2.ให้เอไอเอสนำรายได้ที่ได้จากการใช้โรมมิ่งส่งเข้าเป็นรายได้ให้ทีโอทีทันที จากเดิมที่มีการแก้ไขสัญญา แล้วนำรายได้จากโรมมิ่งไปรวมเป็นในผลประกอบการจากนั้น จึงค่อยนำส่งทีโอทีภายหลัง
3.ให้ ครม.เป็นผู้ตัดสินใจ จะอนุญาตให้เอไอเอสอยู่ในระบบสัมทปานเดิม ที่มีการแก้ไขขยายอายุสัมปทานหรือไม่ เนื่องจาก การแก้ไขสัมปทานทำให้เอไอเอสมีอายุ 25 ปี จากเดิมที่มีอายุ 20 ปีและเอไอเอสต้องหมดอายุสัญญาสัมปทานตั้งแต่เดือนก.ย.ที่ผ่านมาแล้ว
รายงานข่าว ระบุว่า กรอบการพิจารณาของคณะกรรมการมาตร 22 นำมาจากผลประโยชน์ตอบรับและผลประโยชน์สาธารณะภายใต้การเปลี่ยนสัญญาสัมปทาน ระหว่างเอไอเอสและทีโอที โดยแบ่งผลประโยชน์ออกเป็น 3 ประเภทคือ 1.ผลประโยชน์สาธารณะ 2.ผลประโยชน์รัฐ และ3.ผลประโยชน์เอกชน
อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์สาธารณะกับรัฐ จะต้องได้ไม่น้อยกว่าผลประโยชน์ของเอกชน โดยมูลค่าของผลประโยชน์รัฐวัดได้จากมูลค่ารายได้ที่เอไอเอส นำส่งส่วนแบ่งรายได้ให้คลัง ซึ่งสรุปแล้วมากกว่า 2.2 แสนล้านบาท รวมสินทรัพย์ สถานีฐาน ชุมสาย ที่ทีโอทีได้รับโอนจากเอไอเอสตามสัญญาสร้างโอนบริการ หรือ บีทีโอ 1.5 แสนล้านบาท
ด้านนายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหารเอไอเอส กล่าวว่า ผลการพิจารณาของคณะกรรมการมาตรา 22 ครั้งนี้ อยากถามว่ามีผลสรุปจากคณะกรรมการมาตรา 22 ของทาง บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทคและทรูมูฟหรือไม่ เพราะทุกรายต่างก็แก้ไขสัญญาสัมปทานเช่นกัน ไม่ใช่มีเฉพาะของเอไอเอสเท่านั้น ซึ่งเท่ากับเป็นการ ทำอย่างนี้เท่ากับเล่นงานเอไอเอสฝ่ายเดียว เป็นการเคาะกะลากันให้ดังขึ้นอย่างมากอย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงยืนยันว่าการดำเนินการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ผ่านมา ถูกต้องตามกระบวนการและเป็นที่รับทราบของทั้ง 2 ฝ่าย คือเอไอเอส และทีโอทีมาตลอด ดังนั้นหากคู่สัญญาจะดำเนินการบอกเลิกสัญญา และยกเลิกการแก้ไขทั้งหมด บริษัทก็คงต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ
“ถามว่ามีผลตรวจสอบสัญญาของเอไอเอส แต่ไม่มีของดีแทค และทรูมูฟ ทั้งที่ทุกคนก็แก้ไขสัญญาเหมือนกัน เวลานี้เอไอเอสยังไม่ทราบผลการพิจารณา เพราะมีแต่กระแสข่าวที่เหมือนเคาะกะลาให้ดังขึ้น จึงไม่อยากให้เรื่องนี้เหมือนกรณีการเมือง ที่มีการตัดสินยุบพรรค หรือไม่ยุบพรรค ทั้งที่อยู่บนพื้นฐานการกระทำเดียวกัน” นายวิเชียร กล่าว







