posttoday
แบงก์มะกันฟื้นชีพ ความสำเร็จที่เป็นเพียงมายา

แบงก์มะกันฟื้นชีพ ความสำเร็จที่เป็นเพียงมายา

15 ธันวาคม 2553

แม้ความพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจรอบที่ 2 ด้วยมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ หรือมาตรการ QE2 จะยังไม่เห็นผลภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก หรือมาตรการ TARP ของกระทรวงการคลังสหรัฐ ที่ทุ่มงบประมาณถึง 1.35 แสนล้านเหรียญสหรัฐ บวกกับเงินกู้ก้อนมหึมาจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มที่จะส่งผลเป็นรูปธรรมบางประการบ้างแล้ว แม้จะยังไม่ถึงกับช่วยฟื้นคืนชีพระบบเศรษฐกิจโดยรวมก็ตาม

แม้ความพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจรอบที่ 2 ด้วยมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ หรือมาตรการ QE2 จะยังไม่เห็นผลภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก หรือมาตรการ TARP ของกระทรวงการคลังสหรัฐ ที่ทุ่มงบประมาณถึง 1.35 แสนล้านเหรียญสหรัฐ บวกกับเงินกู้ก้อนมหึมาจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มที่จะส่งผลเป็นรูปธรรมบางประการบ้างแล้ว แม้จะยังไม่ถึงกับช่วยฟื้นคืนชีพระบบเศรษฐกิจโดยรวมก็ตาม

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

 

แบงก์มะกันฟื้นชีพ ความสำเร็จที่เป็นเพียงมายา

แม้ความพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจรอบที่ 2 ด้วยมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ หรือมาตรการ QE2 จะยังไม่เห็นผลภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก หรือมาตรการ TARP ของกระทรวงการคลังสหรัฐ ที่ทุ่มงบประมาณถึง 1.35 แสนล้านเหรียญสหรัฐ บวกกับเงินกู้ก้อนมหึมาจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มที่จะส่งผลเป็นรูปธรรมบางประการบ้างแล้ว แม้จะยังไม่ถึงกับช่วยฟื้นคืนชีพระบบเศรษฐกิจโดยรวมก็ตาม

ต้องมองย้อนกลับไปพิจารณาจุดประสงค์หลักของมาตรการช่วยเหลือของทางการสหรัฐที่ผ่านๆ มา แม้หลักใหญ่จะอยู่ที่การกระตุ้นเศรษฐกิจ และหลักรองหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นแกนในของมาตรการเหล่านี้ คือการให้ความช่วยเหลือแก่ภาคการเงิน

สหรัฐถือเป็นประเทศที่ปักรากฐานบนภาคธุรกิจอย่างเหนียวแน่น บนหลักการทุนนิยมเสรี ทั้งรัฐและธุรกิจมีการเกื้อกูลต่อกัน จนบางครั้งดูราวกับว่าภาคธุรกิจเป็นองคพยพเดียวกับรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจการเงิน อันเป็นเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงระบบทั้งหมด

การทุ่มงบประมาณเพื่อกอบกู้ธุรกิจการเงินจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้อาจจะนำมาซึ่งภาวะไร้สมดุลด้านงบประมาณและปัญหาทางการเมืองก็ตาม

เฉพาะเงินปล่อยกู้ของเฟด ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาของยุคก่อนวิกฤตและยุคหลังวิกฤต รวมแล้วสูงกว่า 3.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

แม้แต่มาตรการ QE2 ก็ยังไม่หยุดอัดทุนมหาศาลช่วยเหลือภาคธุรกิจการเงินจนก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ไม่ว่าจะด้วยเพราะท่าทีโอบอุ้มธุรกิจการเงินจนเกินกว่าเหตุเท่านั้น แต่ทางการสหรัฐยังผันเงินเหล่านี้ไปพยุงกิจการการเงินของต่างชาติที่มีฐานในสหรัฐอย่างไม่เกรงใจความรู้สึกของผู้เสียภาษี

ตลอด 3 ปี ของการใช้งบประมาณปล่อยกู้ 3.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เฟดไม่เพียงอัดฉีดให้กับบริษัทในภาคการผลิตทั้งในและนอกประเทศที่มีฐานปฏิบัติการในสหรัฐเท่านั้น (ในฐานะที่ภาคการผลิตเกี่ยวข้องโดยตรงกับการจ้างงาน) แต่เฟดยังให้ความช่วยเหลือแก่ธุรกิจการเงินต่างประเทศหลายบริษัท

ไม่ว่าจะเป็น Royal Bank of Scotland, Bank of Scotland, Abbey National และ HSBC นี่แค่เฉพาะธนาคารฝั่งอังกฤษเท่านั้น ในฐานะที่อังกฤษเป็นประเทศแรกๆ ในยุโรปที่รับพิษภัยจากวิกฤตการเงินสหรัฐ

ขณะนี้ยังมิได้มีการเปิดเผยว่ามาตรการ QE2 ให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินแห่งใดบ้าง แต่ความรู้สึกของผู้เสียภาษีและนักการเมืองฝ่ายค้านเริ่มสงสัยกับจุดประสงค์และประสิทธิผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีการดังกล่าว

เคราะห์ดีที่ล่าสุด สถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐหลายแห่งเริ่มมีผลประกอบการที่ดีขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ถึงขั้นที่บางแห่งมีวี่แววที่จะหวนคืนสู่สถานะทางการเงินที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนวิกฤต

ทั้งนี้ ในบรรดาสถาบันการเงินสหรัฐที่รับความช่วยเหลือทางการเงินจากเฟดและรัฐบาล ปรากฏว่า Goldman Sachs รับความช่วยเหลือเป็น “เงินกู้ระยะสั้น” ไปถึง 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ Morgan Stanley รับไป 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ Citigroup เกือบ 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ Bear Stearns รับไป 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และราว 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อนุมัติให้กับ Merrill Lynch

รวมแล้วสูงกว่าเงินช่วยเหลือระยะยาวที่ 3.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไม่เห็นฝุ่น

มาบัดนี้ สถาบันการเงินเหล่านั้นเริ่มแสดงให้เห็นบ้างแล้วว่า เงินช่วยเหลือที่รับไปไม่สูญเปล่า เพราะนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าผลประกอบการช่วงไตรมาส 4 ของบริษัทเหล่านี้อาจสูงอย่างเหนือความคาดหมาย จะเป็นรองก็เพียงผลประกอบการเมื่อปีที่แล้ว อันเป็นช่วงที่สหรัฐถอนตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้เท่านั้น

จากการประเมินในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ สถาบันการเงินชั้นนำ 5 แห่งที่เคยมีอาการร่อแร่เมื่อ 3 ปีก่อน อันได้แก่ Goldman Sachs, JPMorgan Chase, Bank of America, Citigroup และ Morgan Stanley ทำรายได้รวม 9.37 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และหากประเมินโดยรวมเอาอีก 3 เดือนที่เหลือของปีนี้ รายได้รวมอาจเกิน 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

หากเป็นเช่นนั้น ไม่เพียงสถาบันการเงินจะมั่นใจขึ้นเท่านั้น แต่รัฐบาลและเฟดจะพลอยโล่งอกไปด้วย เพราะจะสามารถผ่อนแรงกดดันจากกระแสไม่พอใจจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้เงินอย่าง “สุรุ่ยสุร่าย”

ที่สำคัญก็คือ ผลประกอบการที่เพิ่มสูงขึ้น เท่ากับเป็นการรับประกันว่ามาตรการลดดอกเบี้ยและซื้อหลักทรัพย์คงที่ของทางการสหรัฐได้ผล และหมายความว่าแรงกดดันต่อการใช้มาตรการ QE2 หรืออาจต่ออายุไปถึง QE3 หรือ QE4 จะอ่อนแรงตามไปด้วย

ปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้ผลประกอบการภาคการเงินดีขึ้น (หรือนัยหนึ่งคือการประสบความสำเร็จของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ) มาจากการกำหนดวินัยทางการลงทุนขึ้นมาใหม่ เช่น การเพิ่มระดับทุนสำรอง ยังผลให้ธุรกิจการเงินไม่สามารถลงทุนได้อย่างสะเปะสะปะได้อีกต่อไป

ไม่เพียงเท่านั้น สถาบันการเงินเหล่านี้ยังต้องหั่นเงินโบนัสและเงินชดเชยให้กับพนักงานและผู้บริหาร เช่น Goldman Sachs ปรับลดลง 21% จากปีก่อนหน้านี้ ขณะที่ Morgan Stanley อาจลดลงถึง 30%

เมื่อพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มผลประกอบการที่ดีขึ้น รวมถึงวินัยทางการเงินต่างๆ ที่ภาครัฐบังคับให้สถาบันการเงินปฏิบัติตาม ในฐานะเงื่อนไขรับความช่วยเหลือ จะพบว่า หากดำเนินไปตามแนวทางนี้ต่อไป สถาบันการเงินจะกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ในอีกไม่นาน

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการที่ดีขึ้นอาจเป็นเพียงภาพมายาของมาตรการกระตุ้นครั้งมโหฬาร หรือถึงขั้นกล่าวได้ว่า อาจเป็นกับดักร้ายแรง หากมีผู้หลงยินดีกับตัวเลขเหล่านี้ โดยมิได้พิจารณาถึงเงื่อนไขความเป็นจริงบางประการ

ในปีหน้า มีการคาดการณ์กันว่ารายได้ของสถาบันการเงินจะเพิ่มสูงขึ้น ทว่ารายได้เหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากการซื้อและควบรวมกิจการเป็นหลัก มิได้เกิดจากการทำธุรกรรมทางการเงินรูปแบบต่างๆ

ไม่เพียงเท่านั้น รายได้ที่เพิ่มขึ้นในช่วง 2 ปี ยังไม่อาจสามารถก่อตัวเป็นผลกำไรขึ้นมาได้ สาเหตุหนึ่งเนื่องจากหนี้สินมหาศาลที่บดบังรายได้จนแทบมองไม่เห็นวี่แววของกำไร

แต่ที่ชัดเจนยิ่งกว่า คือราคาหุ้นในปีนี้ที่ปรับลดลงไม่น้อย ดังเช่นหุ้นของ Bank of America ปรับลดลง 15% Morgan Stanley ลดลง 9% JPMorgan Chase ลด 0.6% Goldman Sachs ลดลง 0.2%

การเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการอนุมัติเงินกู้ของเฟดล่าช้ามานานถึง 2 ปี นับตั้งแต่เริ่มมาตรการนี้ ที่สำคัญคือเฟดไม่มีแนวโน้มที่จะเผยรายละเอียดดังกล่าวด้วยซ้ำ หากมิได้ตกอยู่ภายใต้แรงบีบคั้นจากกฎหมายฉบับ DoddFrank Act เกี่ยวกับการปฏิรูปตลาดการเงินและคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งบังคับให้เฟดและสถาบันการเงินต่างๆ ต้องเปิดเผยทุกรายละเอียดทุกประการ

จุดประสงค์หลัก คือ ต้องการตรวจสอบการปล่อยเงินกู้ของเฟดว่ามีความโปร่งใสและทรงประสิทธิภาพเพียงใด

กฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบของสภาคองเกรสเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และเฟดยังเตะถ่วงได้อีกถึง 4 เดือน ก่อนที่จะเปิดเผยข้อมูล

เคราะห์ดีที่สถาบันการเงินมีรายได้เฉพาะหน้าที่พอจะกลบเกลื่อนความกังขาของสาธารณชนในระดับหนึ่ง หาไม่แล้วเฟดจะไม่อาจหา “ผักชี” มาโรยหน้าความบกพร่อง หรือการปล่อยกู้ที่สะเปะสะปะยิ่งกว่าสถาบันการเงินที่เฟดกระโจนเข้าอุ้มได้อย่างทันกาล

แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากนับผลประกอบการไตรมาส 4 ของสถาบันการเงินต่างๆ เป็นความสำเร็จของมาตรการฟื้นฟูภาคการเงิน ก็นับเป็นความสำเร็จที่ผิวเผินอย่างน่ากลัว เพราะจะนำมาซึ่งความเข้าใจผิดๆ ว่าภาคการเงินแข็งแกร่งมากพอแล้ว

ความสำคัญผิดว่าตนไม่วันสั่นคลอนได้ เคยเป็นหนึ่งในสาเหตุให้สถาบันการเงินหลงอยู่ในความประมาท จนยังผลให้พังพินาศไปตามๆ กันมาแล้ว

ผิดแต่ว่าครั้งนี้ อาจเป็น เฟด ที่ทำให้เกิดทัศนะที่ผิดพลาดดังกล่าว

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท