
สูบ...ภาษีน้ำมัน
ราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งไปแตะลิตรละ 30 บาท เป็นประเด็นร้อนฉ่า ที่ทำให้รัฐบาลเหมือนโดนน้ำเดือดลวก
ราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งไปแตะลิตรละ 30 บาท เป็นประเด็นร้อนฉ่า ที่ทำให้รัฐบาลเหมือนโดนน้ำเดือดลวก
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งไปแตะลิตรละ 30 บาท เป็นประเด็นร้อนฉ่า ที่ทำให้รัฐบาลเหมือนโดนน้ำเดือดลวก
แม้กระทรวงพลังงานยอมลดเงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ให้ 50 สตางค์ต่อลิตร แต่ดูเหมือนว่าราคาก็ยังไม่คลี่คลาย
ขณะที่กระทรวงการคลังยังมะงุมมะงาหรา ไม่กล้าลดภาษีสรรพสามิต เพราะกลัวทิ้งไพ่โง่ออกไป
เพราะขืนลดภาษีสรรพสามิตไปแล้วราคาในตลาดโลกยังพุ่งเอาๆ ก็เท่ากับคลังหมดอาวุธที่จะเอาใจประชาชน
แต่ยิ่งรีๆ รอๆ หรือยืดเยื้อเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล...
เมื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศวาระลดค่าครองชีพให้ประชาชน แต่กลับไม่สามารถลดภาระสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างน้ำมันได้
เมื่อลองสำรวจ “ไส้ใน” ของราคาน้ำมันที่ผู้บริโภคต้องจ่าย ณ วันนี้ ดูเหมือนว่าภาษีที่ภาครัฐเก็บอยู่จะสูบเลือดสูบเนื้อประชาชนเหลือกำลัง
ราคาดีเซลปัจจุบันที่ 30 บาท เป็นต้นทุนที่ออกจากโรงกลั่นจริงๆ ที่ 20.52 บาท ที่เหลืออีกเกือบ 10 บาทนั้น เป็นภาระที่ประชาชนต้องจ่าย
โดยเป็นภาษีสรรพสามิต ที่กระทรวงการคลังเก็บ 5.31 บาทต่อลิตร
เป็นภาษีให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กระทรวงมหาดไทยจัดเก็บ 0.53 บาทต่อลิตร
กองทุนน้ำมันฯ 0.15 บาทต่อลิตร
กองทุนอนุรักษ์พลังงาน ของกระทรวงพลังงาน 0.25 บาทต่อลิตร
รวมภาระภาษีและเงินกองทุนในส่วนนี้ทำให้ราคาขายส่งน้ำมันดีเซลพุ่งไปอยู่ที่ 26.76 บาทต่อลิตรเข้าให้แล้ว
แต่ยังไม่พอ เพราะประชาชนที่ซื้อกับปั๊มน้ำมัน ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเบ็ดเสร็จอีกประมาณ 2 บาทต่อลิตร
ขณะที่เจ้าของปั๊มขอคิดค่าการตลาด เรียกง่ายๆ ว่ากำไรอีก 1.26 บาทต่อลิตร
สุดท้ายกว่าจะถึงมือผู้บริโภคก็ปาเข้าไป 29.99 บาทต่อลิตรเข้าไปแล้ว!!!
จะเห็นว่าคนที่โขกราคาน้ำมันดีเซลเอากับประชาชนมากที่สุด คือ รัฐบาล ที่เก็บภาษีทุกประเภทรวมกันแล้วสูงถึง 7.84 บาทต่อลิตร
ในส่วนของโครงสร้างน้ำมันแก๊สโซฮอล์ก็เช่นเดียวกัน เมื่อแยกโครงสร้างออกมาดูแล้วก็ต้องตกตะลึง
โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ปัจจุบันราคา 33.34 บาทต่อลิตร แต่ต้นทุนจากโรงกลั่นมาเพียง 20.53 บาทต่อลิตรเท่านั้น
ที่เหลือแบ่งเป็นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 6.30 บาทต่อลิตร และภาษีให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 0.63 บาทต่อลิตร
เงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมันฯ 2.40 บาทต่อลิตร และเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงานอีก 0.25 บาทต่อลิตร
จากนั้นผู้บริโภคต้องโดนโขกภาษีมูลค่าเพิ่ม 2.20 บาทต่อลิตร
สุดท้ายบวกด้วยกำไรของปั๊มน้ำมันอีก 1.04 บาทต่อลิตร เท่ากับว่ากว่าจะถึงมือผู้บริโภคต้องโดนสูบเลือดสูบเนื้อไปถึง 13 บาทต่อลิตร
ดังนั้น กลไกสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันแพงจริงๆ จึงไม่ใช่เงินที่เข้ากองทุนน้ำมันฯ แต่เป็นเงินเข้าคลังซึ่งสูงลิบลิ่ว!!!
ที่ผ่านมา กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ออกมาโชว์ฐานะทางการคลังว่าแข็งปั๋ง มีเงินคงคลังสูงกว่า 3 แสนล้านบาท
เมื่อในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการคลังมีการเก็บภาษีสูงกว่าเป้าหมายมาก โดยเฉพาะการรีดภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่สูงเวอร์ ช่วยให้รัฐบาลมีรายได้ส่วนนี้ถึงเดือนละ 1.2 หมื่นล้าน
สถานการณ์น้ำมันแพงขณะนี้ จึงยังมองไม่เห็นข้ออ้างที่กระทรวงการคลังจะรีรอในการลดภาษีเพื่อช่วยเหลือประชาชน!!!
ยิ่งหากย้อนหลังไปดูเมื่อปีที่ผ่านมา รัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้ขออนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2552 จากสภาผู้แทนราษฎร
มีสาระสำคัญคือการขยายเพดานอัตราภาษีน้ำมันจาก 5 บาทต่อลิตร เป็น 10 บาทต่อลิตร
โดยรัฐบาลอ้างว่า เป็นภาระที่เกิดจากการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 จำนวน 2 ฉบับ เบ็ดเสร็จรวมทั้งสิ้น 8 แสนล้านบาท
นัยคือรัฐบาลต้องการเก็บภาษีน้ำมันเพิ่มขึ้น เพื่อไปจ่ายหนี้สินที่กู้มา 8 แสนล้าน!!
ขณะนั้นนายกรัฐมนตรี แถลงที่สภาเมื่อเดือน มิ.ย. 2552 ว่าจำเป็นต้องใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 8 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีวิธีหลักๆ ในการหาเงิน คือ เก็บภาษีเพิ่มขึ้นแค่ 2 ตัว คือ ภาษีบาปและน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม ภายหลังรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้เปลี่ยนแผนการกู้เงินเหลือเพียง 4 แสนล้านบาท แต่กลับยังเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันเท่าเดิม
ทั้งที่ปกติแล้ว เมื่อภาระหนี้ต่องบประมาณลดลง รัฐก็ไม่มีความจำเป็นต้องรีดภาษีน้ำมันมหาโหดถึง 67 บาทต่อลิตรเช่นนั้น
แหล่งข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ราคาน้ำมันเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ โดยเฉพาะภาคขนส่งที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ
ส่วนการบริโภคในประเทศก็จะลดลง เนื่องจากเงินในกระเป๋าของประชาชนจะต้องหมดไปกับค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
สศค.คาดว่าปี 2553 ราคาน้ำมันดูไบจะเฉลี่ยประมาณ 76.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ขณะที่ในปี 2554 คาดว่าราคาจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น และการเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์
สุดท้ายราคาน้ำมันเฉลี่ยน่าจะประมาณ7585 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทอนมาเป็นราคาในประเทศในปีหน้าอาจจะพุ่งไปเฉลี่ย 3540 บาทต่อลิตร
หมายความว่าหากรัฐบาลยังสูบ...กันอย่างนี้ปีหน้ามีโอกาสที่คนไทยต้องใช้น้ำมันแพงต่อเนื่อง
อาจทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์นั่งไม่ติด!!!
คงต้องวัดใจนายกฯ ว่ารักษาเงินในกระเป๋ารัฐบาลหรือดูแลเงินในกระเป๋าประชาชน!!!







