
คิดก่อนทำ
....พิชัย นริพทะพันธุ์
การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ที่มีการคาดกันว่าจะมีการเจริญเติบโตที่ 7.58% โดยรัฐบาลได้ออกมาแถลงเป็นผลงานในการบริหารประเทศ แต่กลับมีการสำรวจของเอแบคโพลล์ เมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดือน ต.ค.ธ.ค. ของปี 2552 พบว่า ตัวอย่างเกินครึ่ง หรือร้อยละ 58.8 คิดว่าแย่ลง ร้อยละ 30.0 คิดว่าทรงตัว ในขณะที่ร้อยละ 11.2 คิดว่าดีขึ้น สรุปว่า ประชาชนร้อยละ 88.8 เห็นว่าเศรษฐกิจไม่ได้ดีขึ้น ซึ่งก็ตรงข้ามกับสิ่งที่รัฐบาลบอกอย่างสิ้นเชิง
ทั้งนี้ หากจะว่าไปแล้วสาเหตุที่แท้จริงของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ก็อาจจะต้องขอยืมคำพูดของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ ที่พูดว่า เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวได้เองโดยที่รัฐบาลแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย โดยท่านได้ออกตัวว่าไม่ได้ต้องการที่จะดิสเครดิตรัฐบาลแต่อย่างไร
ดังนั้น ในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ ที่รัฐบาลจะมีนโยบายประชานิยมเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยการช่วยเหลือผู้ประกอบการนอกระบบกลุ่มต่างๆ ทั้งคนขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และแม่ค้าหาบเร่แผงลอย เพื่อให้มีหลักประกันด้านรายได้และระบบสวัสดิการ นับเป็นสิ่งที่ดี และน่าสนับสนุน แม้ว่าจะถูกโจมตีจากหลายฝ่ายว่าเป็นการหาเสียงก็ตาม
แต่ผู้เขียนเห็นว่า ถ้าประชาชนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ก็เป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น เพียงแต่มีความกังวลว่ารัฐบาลได้มีการคำนวณหาค่าใช้จ่ายที่แท้จริงในเรื่องนี้หรือยัง เพราะจำนวนประชากรกว่า 24 ล้านคนในโครงการนี้ รัฐบาลจะหารายได้ที่ไหนมาสนับสนุน ทั้งนี้ยังไม่รวมการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ สส. สว.อีกกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท
ไม่อยากให้สุดท้ายแล้วก็เป็นเพียงการหาเสียงอย่างที่ถูกสบประมาท
พูดถึงน้ำมันก็ต้องพูดถึงการจัดหาพลังงานในอนาคตที่ยังไม่ได้มีการเตรียมการ และโครงสร้างการใช้พลังงานที่ผิดเพี้ยนโดยการที่รัฐมีแนวความคิดแก้ไขราคาก๊าซแอลพีจี โดยจะสนับสนุนราคาเฉพาะส่วนที่เป็นของครัวเรือนจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรจะดำเนินการมาตั้งนานแล้ว
ส่วนเรื่อง 3จี นั้น ท่านนายกฯ น่าจะใส่ใจในการที่จะเร่งให้มีการประมูลให้เร็วที่สุด ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาจะทะเลาะกับดีแทคและเอไอเอส ที่ออกมาท้วงเรื่องสองมาตรฐานที่ลามมาสู่ในวงการโทรคมนาคม กับการที่หน่วยงานรัฐดูเหมือนกับจะเอื้อประโยชน์กับผู้ให้บริการรายหนึ่งเป็นพิเศษ ที่เปิดให้มีการให้บริการ 3จี ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้มีการอนุญาตให้ใช้ความถี่ในการทำ 3จี ในเชิงพาณิชย์
สุดท้ายคือ เรื่องที่จะให้ไปรษณีย์เป็นธนาคารด้วยโดยลอกแบบมาจากต่างประเทศนั้น น่าจะมีการศึกษาให้ดีกว่านี้ เพราะบุคลากรของไปรษณีย์ไทยไม่น่าจะสามารถวิเคราะห์สินเชื่อได้ อีกทั้งนิสัยของลูกหนี้ไทยไม่ได้เหมือนกับลูกหนี้ในต่างประเทศ มีโอกาสสูงที่จะมีหนี้สูญเป็นจำนวนมาก
ลอกแบบการแจกสองพันบาทก็ล้มเหลวแล้วอย่าให้ล้มเหลวซ้ำซากอีกเลย







