
ลดภาษีชั่วคราว
การสร้างห่วงผูกคอตัวเองด้วยการการันตีราคาน้ำมันดีเซลต้องไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เพราะหวังผลความนิยมทางการเมืองเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงที่ว่า ประเทศไทยคือผู้นำเข้าน้ำมัน ไม่ใช่ผู้ผลิตที่จะสามารถบริหารจัดการราคาได้เองตามใจชอบ
ทำให้วันนี้ ปัญหาราคาน้ำมันขาขึ้นกลายเป็นเรื่องหนักอกที่กดดันรัฐบาลอย่างหนัก และน่าเป็นห่วงว่า ท้ายที่สุด หากหาข้อยุติกันไม่ได้ในเร็ววันก็จะกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล หรือแม้กระทั่งคนจากพรรคเดียวกันอย่างนายกรัฐมนตรีกับ รมว.คลัง ที่ดูจะไม่ลงรอยกันนักต่อข้อเสนอให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน
อย่างไรก็ดี หากประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมันในเวลานี้ ว่ากันตามข้อเท็จจริง หลายปั๊มขยับราคาดีเซลทะลุ 30 บาทต่อลิตรไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยกเว้นปั๊ม ปตท.กับบางจากที่ต้องให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการตรึงราคาออกไปก่อน นั่นเท่ากับว่า ผู้บริโภครับสภาพไปเรียบร้อยกับราคาดีเซล 30 บาท
ฉะนั้น ถ้าตัดประเด็นหาเสียงของรัฐบาล ไม่ต้องคำนึงถึงราคาดีเซลที่ 30 บาท แต่ให้มองถึงความเหมาะสมที่ว่า ราคาเท่าไหร่กันแน่ถึงจะกระทบต่อภาพรวมของทุกภาคส่วนจริงๆ เพราะราคาที่ 30 บาทนั้น ดูยังไงก็ต่ำเกินจริง เมื่อวิเคราะห์จากแนวโน้มราคาตลาดโลก ซึ่งในแวดวงธุรกิจน้ำมันก็มีการพูดกันถึงราคาที่ 35 บาท หรือ 40 บาท น่าจะเหมาะที่รัฐจะลงมาอุ้ม
แน่นอนว่าการลงมาอุ้มดีเซลรอบใหม่ ถ้าจะใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีก ตอนนี้กองทุนก็มีภาระใหญ่คืออุ้มราคาก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจีอยู่แล้ว แม้เงินสะสมจะมีมากถึง 2.8 หมื่นล้านบาท แต่หนี้สะสมค้างเก่าจากการอุ้มแอลพีจีของเดิมก็มากกว่า 4,000 ล้านบาท และภาระอุ้มต่อเดือนอีกเกือบ 3,000 ล้านบาท ซึ่งดูจากแนวโน้มรัฐก็คงประชานิยมอาจจะถึงหมดวาระรัฐบาลชุดนี้เลยก็มีความเป็นไปได้สูง ดังนั้น 2.8 หมื่นล้านบาทที่ดูเหมือนมาก แต่ผลาญทุกเดือนก็หมดได้ไม่ยาก
เมื่อการอุ้มราคาแอลพีจียังดำเนินต่อไป ก็คงพึ่งเงินกองทุนไปใช้อุ้มดีเซลได้ไม่นาน จึงเหลือเพียงหนทางเดียวคือ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยลดในส่วนที่กระทรวงการคลังเคยรีดภาษีเพิ่มก่อนหน้านี้ จาก 3 บาทกว่าต่อลิตร เป็น 5.31 บาทต่อลิตร ก็กลับไปใช้อัตราภาษีเดิม แต่ต้องกำหนดกรอบเวลาให้ชัด
ยิ่งอุ้มนาน วินัยการเงินของประเทศจะเสียหายหนัก ซึ่งเป็นการเอาเปรียบประชาชนที่เสียภาษีทั่วไป แต่ไม่ได้รับประโยชน์จากการอุ้มดีเซล แถมนโยบายพลังงานทดแทนก็จะไม่ได้รับการตอบสนอง เพราะผู้บริโภคไม่ใส่ใจประหยัด ทางที่เหมาะ รัฐบาลต้องยอมรับความจริง ปล่อยให้ราคาพลังงานเป็นไปตามกลไกตลาด เลิกดันทุรังได้แล้ว เพราะมีแต่เสียกับเสีย







