
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ : เอกภาพคือหัวใจสำคัญ
...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ถ้าจะดูความก้าวหน้าของการดำเนินงานของรัฐบาล ในเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ว่ามีอะไรเป็นรูปธรรมจากที่ได้แถลงนโยบายไปเมื่อเดือน ส.ค. 2552 ก็เห็นจะเป็นเรื่องของการตั้งสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีนี่เอง ซึ่งดูตามอำนาจหน้าที่แล้วก็ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่นัก โดยเฉพาะการมองประเด็นเรื่องอัตรากำลังเอาไว้แล้วว่า อาจจะเป็นปัญหาหนึ่งของสำนักงาน และประเด็นเรื่องการทำงานให้เป็นเอกภาพก็มีกำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่ในการประสานงานด้วย
การประสานงานเพื่อให้ดำเนินงานเป็นเอกภาพนั้น เป็นเรื่องที่เห็นกันชัดๆ ว่ามีความจำเป็นมาก เพราะเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นเรื่องที่กว้างมากๆ ว่ากันตั้งแต่ภูมิปัญญาท้องถิ่นไปจนถึงเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น แอนิเมชัน ภาพยนตร์ ฯลฯ แล้วยังมีเรื่องของศิลป์ เช่น การออกแบบ เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ บริการโรงแรม ท่องเที่ยว ข่าวสาร ฯลฯ เรียกว่าหากจะทำกันจริงๆ ก็แทบจะทุกองค์กร หรือหน่วยงานของรัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วมได้ แถมยังมีหน่วยงานบางหน่วยงานทำอยู่แล้วบางส่วน ทั้งสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ หรือ OKMD (Office of Knowledge Management and Development) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางความรู้ด้านความคิดสร้างสรรค์และงานออกแบบ ศูนย์สร้างสรรค์งาน ออกแบบ หรือ TCDC (Thailand Creative and Design Center) ดังนั้นประเด็นที่สำคัญคือ ทำอย่างไรจะไม่ให้งานซ้ำซ้อนกัน แต่ให้มีการทำงานเป็นเอกภาพ ขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กันได้ ซึ่งประเทศอื่นๆ เขาก็มีกันหลายๆ หน่วยงานเหมือนกัน เช่น จีน แต่ก็ดูจะไม่สับสน เพราะจีนนั้นยังคงมีนโยบายและการสั่งการจากส่วนกลางที่เข้มแข็ง
ถ้ามาดูความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันของกิจกรรมต่างๆ ที่จัดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ก็จะเห็นความสับสนวุ่นวายกันพอสมควร ตัวอย่างเช่น
ความสำเร็จของ Six Senses ในการจัดทำและให้บริการโรงแรม ที่มีอยู่ในหลายประเทศ เช่น ไทย เวียดนาม มัลดีฟส์ ซึ่งผู้บริหารกลุ่มนี้ได้มาบรรยายในงานมหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์นานาชาติคือ การรู้จักนำทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ไม้ หวาย และหิน ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้วมาสร้างสรรค์ผสมผสานกับโรงแรมสมัยใหม่ ทำให้ลูกค้าได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ แต่ขณะเดียวกันก็ได้รับความสะดวกสบายฟุ่มเฟือย เช่น การขุดเจาะหินก้อนใหญ่มากที่ยื่นลงไปในทะเลออกเป็นสระว่ายน้ำ หรือการนำหวายมาเป็นส่วนประกอบของโรงแรม แล้วมุงหลังคาด้วยจาก หรือการห้ามใส่รองเท้าเมื่อขึ้นเกาะ เพราะภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ว่า การปล่อยให้เท้าเปล่าๆ ได้มีโอกาสเหยียบดิน ทราย หญ้า จะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง เป็นต้น
ตัวอย่างของอินเดีย ที่ประสบความสำเร็จในการใช้ยาแผนโบราณมาปรับปรุงคุณภาพ จนเป็นที่นิยมทั่วไป เช่น ยาสะระแหน่ แก้ท้องอืด ที่หลายท่านคงจะรู้จักกันดี ใครไปอินเดียก็นิยมซื้อมาฝากกัน เพราะราคาก็ไม่แพง เม็ดก็ดูสวยดี ใสๆ สีเขียวๆ แม้สีจะดูน่ากลัวไปหน่อย ทำให้อดตั้งข้อสงสัยในความบริสุทธิ์ของยาไม่ได้ว่าเป็นสีธรรมชาติของสะระแหน่ สีผสมอาหาร หรือสีอะไร แต่ที่ยกตัวอย่างนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่น สมุนไพร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่สำคัญ คือ อินเดียมีการขึ้นทะเบียนตำรับยา และภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้เป็นจำนวนมาก และเป็นที่เปิดเผย
ตัวอย่างของไทยเองก็มีมาก เช่น การที่นักสร้างภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในสถานที่ต่างๆ ของไทย การที่เสื้อผ้าหลายยี่ห้อของไทยติดอันดับโลก เครื่องประดับอัญมณีที่ไทยส่งออกป็นอันดับต้นๆ หรือนักออกแบบไทยที่ไปทำงานในอเมริกา ผลิตผลงานจนเป็นที่รู้จักดีในงานโฆษณาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชาแนล หรือนิวยอร์กไทมส์ โดยผสมผสานระหว่างความอ่อนช้อยของศิลปกรรมไทยเข้ากับภาพและมุมมองของชาวตะวันตก หรือแม้แต่เกมของไทย The Spirit of Khon ภายใต้โครงการ Thailand Planet ที่เพิ่งเปิดตัวในมหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์นานาชาติ เพื่อขอความเห็นนำไปพัฒนาเพิ่มเติมก็เช่น โดยเป็นเรื่องรามเกียรติ์ รวมถึงมีการแต่งกายที่สวยงาม และท่าเต้นของโขน มาผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่
เพียง 3
–4 เรื่องที่ผู้เขียนยกมาให้เป็นตัวอย่าง ท่านผู้อ่านคงจะเห็นภาพได้แล้วว่า มีความเกี่ยวข้องกับหลายๆ หน่วยงานมาก ทั้งของรัฐ องค์กรอิสระ และองค์กรที่ไม่ใช่ของรัฐที่เรียกกันว่า เอ็นจีโอ เช่น เรื่องของโรงแรมก็มีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องของวัฒนธรรมก็มีกระทรวงวัฒนธรรม เรื่องของยาก็มีกรมแพทย์แผนโบราณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข เรื่องของการออกแบบก็มีเกี่ยวข้องได้ทั้ง TCDC กระทรวงพาณิชย์ ในส่วนของกรมทรัพย์สินทางปัญญา หากจะจดทะเบียนสิทธิบัตรออกแบบ หรือจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโรงแรม หรือการจดแจ้งลิขสิทธิ์ในส่วนของภาพยนตร์ หรือแอนิเมชัน หรือเกม หรือหากเป็นเรื่องของเครื่องประดับ อัญมณี เสื้อผ้า ในด้านของการตลาด หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น ก็กระทรวงพาณิชย์อีกนั่นแหละ แต่ในส่วนของภูมิปัญญาท้องถิ่นก็ต้องมีหน่วยงานอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น กระทรวงวัฒนธรรม และอาจจะรวมถึงกระทรวงมหาดไทย และเอ็นจีโอนี่ยังไม่รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าต้องเข้าใจธรรมชาติของคนทำงานด้านนี้ ที่ต้องการอิสระทางความคิด ไม่ต้องมีกรอบระเบียบที่เคร่งครัด ซึ่งทำให้ต้องมีการสร้างระบบที่มั่นคง เข้มแข็ง เรื่องของรากฐานและระบบจึงเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง และนี่ยังไม่รวมเรื่องของการศึกษาการฝึกอบรม และโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนเรื่องอื่นๆ อีกจิปาถะ
งานเศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงไม่ใช่งานเล็กๆ ง่ายๆ แต่หากทำสำเร็จย่อมเกิดมูลค่ามหาศาล และเพิ่มการจ้างงานขึ้นอีกด้วย
การดำเนินงานในเเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จึงเป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องติดตามจับตามองกันต่อไป







