
น้ำมันปาล์มขาดแคลน
...สมชาย สกุลสุรรัตน์
พักนี้เกิดปรากฏการณ์การปันส่วนสินค้าในห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ที่อยากพูดถึงวันนี้คือน้ำมันปาล์มบรรจุขวด
ท่านผู้อ่านอาจไม่ทราบว่า ประเทศไทยเรานั้นเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันปาล์มอันดับสามของโลก ซึ่งว่าไปแล้วไม่น่าเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันปาล์มจนห้างสรรพสินค้าต้องปันส่วนขายให้คนซื้อคนละไม่เกิน 2 ขวดบ้าง 3 ขวดบ้าง อย่างที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้
แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ในผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบของโลกปีหนึ่งประมาณ 40
–45 ล้านตันนั้น ผู้ผลิตอันดับหนึ่งคือประเทศอินโดนีเซีย มีสัดส่วนการผลิตเข้าไปร้อยละประมาณ 45 ของผลผลิตรวมของโลก ผู้ผลิตอันดับสองคือมาเลเซีย มีผลผลิตปีหนึ่งประมาณร้อยละ 40 ส่วนผู้ผลิตอันดับ 3 คือประเทศไทยนั้น สามารถผลิตได้เพียงปีละประมาณร้อยละ 3 ของผลผลิตรวมของโลก ผมขอย้ำอีกทีนะครับว่า ร้อยละ 3 ของผลผลิตโลกเท่านั้นเอง เดี๋ยวจะคิดว่าร้อยละ 30 หรือ 13 ในฐานะผู้ผลิตอันดับสามของโลกน้ำมันปาล์มดิบที่ผลิตในประเทศนั้น ประมาณร้อยละ 45 ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สบู่ หรือเครื่องสำอางต่างๆ อีกประมาณร้อยละ 45 ใช้ในการประกอบอาหารผัดเจียวข้าวผัดใบกะเพราไข่ดาว อาหารโปรดของผม และอาหารอื่นๆ ที่อร่อยน้อยกว่า ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 ใช้ในภาคพลังงานประเภทไบโอทั้งหลาย เช่น น้ำมันดีเซลสารพัด B เป็นต้น
ที่ผ่านมาปริมาณการผลิตและปริมาณความต้องการ คือ ซัพพลายและดีมานด์ของน้ำมันปาล์มในประเทศอยู่ในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศมีราคาใกล้เคียงกับราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลก ซึ่งว่าไปแล้วคือราคาน้ำมันปาล์มที่ถูกกำหนดโดยประเทศผู้ผลิตอันดับ 1 และ 2 และมีตลาดซื้อขายน้ำมันปาล์มที่จัดว่าเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดหนึ่งอยู่ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งราคาซื้อขายที่ตลาดนี้ จัดว่าเป็นราคาอ้างอิงของน้ำมันปาล์มโลก
เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่นิยมดำเนินมาตรการเกี่ยวกับอุตสาหกรรมแบบ 3 ขา ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องประสิทธิภาพในการผลิต และความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก กรณีน้ำมันปาล์มนี้ก็เช่นเดียวกัน ไทยมีนโยบายไม่อนุญาตให้มีการนำน้ำมันปาล์มเข้าอย่างเสรี แต่อนุญาตให้ส่งออกได้ตามสะดวก ทำให้โดยเฉลี่ยราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศจะสูงกว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกประมาณ 23 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งก็เป็นภาระของผู้บริโภคที่ต้องซื้อน้ำมันปาล์มบรรจุขวดในราคาที่แพงกว่าที่ควรจะเป็น แต่ก็พอรับภาระได้
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ประมาณเดือน พ.ย.ของปีที่แล้ว จนถึงเดือน พ.ย.ของปีนี้ คือประมาณปีเศษๆ ที่ผ่านมา เกิดภาวะฝนแล้งในอาณาบริเวณที่ปลูกปาล์มในประเทศไทยซึ่งมีอยู่ไม่กี่แห่ง เช่น แถว จ.ชุมพร กระบี่ สุราษฎร์ธานี สี่จังหวัดภาคใต้ ซึ่งส่วนนี้ปัญหาการเมืองการก่อความไม่สงบก็ทำให้ผลผลิตมีน้อยอยู่แล้วได้รับความเสียหาย เพราะปาล์มเป็นพืชใจเสาะ ต้องการฝนอย่างสม่ำเสมอตลอดปี ถ้าฝนขาดช่วงก็จะเกิดอาการงอน ไม่ออกลูกออกผลเอาดื้อๆ ผลผลิตลูกปาล์มสดที่เอามากะเทาะบีบน้ำมันจึงลดลงประมาณร้อยละ 2025 ทำให้ปริมาณน้ำมันปาล์มที่ผลิตในประเทศลดลงไม่เพียงพอกับความต้องการ
ผลจากการขาดแคลนน้ำมันปาล์ม และการส่งน้ำมันปาล์มดิบออกไปขายในต่างประเทศ (ช่วงที่ราคาน้ำมันปาล์มในประเทศกับต่างประเทศยังแตกต่างกันไม่มาก) ประกอบกับการที่ยังไม่ยอมให้มีการนำน้ำมันปาล์มดิบจากต่างประเทศเข้ามาชดเชยผลผลิตในประเทศที่ลดลง ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศสูงขึ้นจนน่าใจหาย กล่าวคือแพงขึ้นจากต้นปี ซึ่งน้ำมันปาล์มดิบมีราคาซื้อขายกันเฉลี่ยกิโลกรัมละประมาณ 26 บาท มาเป็นกิโลกรัมละประมาณ 42 บาท คือสูงขึ้นถึงร้อยละ 62
ทีนี้ก็เกิดปัญหาซิครับ เพราะเมื่อน้ำมันปาล์มดิบราคาสูงขึ้นแบบหูดับตับไหม้แบบนี้ ต้นทุนราคาน้ำมันที่บรรจุขวดก็สูงขึ้นตามไปด้วย เผอิญน้ำมันปาล์มนั้นเป็นสินค้าควบคุมราคาขายได้ไม่เกินขวดขนาด 1 ลิตร ขวดละ 38 บาท ส่วนต้นทุนของผู้ผลิตรวมราคาขวดพลาสติกใสใบละประมาณ 10 บาท เข้าไปด้วยอยู่ที่ประมาณขวดละ 52 บาท ยิ่งขายยิ่งขาดทุน ก็เริ่มลดปริมาณการผลิตลง ทำให้ต้องมีการปันส่วนน้ำมันปาล์มขายในราคาควบคุมตามห้างสรรพสินค้าตามที่ได้พูดไว้ในตอนต้น
ขณะนี้มีข่าวว่าผู้ผลิตขอปรับราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดจาก 38 บาท เป็นขวดละ 48 บาท ซึ่งผู้ผลิตหลายรายบอกว่ายังไม่มีกำไร แต่ก็ทราบดีว่า ถ้าปรับราคาสูงขึ้นกว่านั้น ผู้บริโภคก็จะไปบริโภคน้ำมันถั่วเหลืองหรือน้ำมันพืชประเภทอื่นแทน
ผมไม่ทราบว่าผลการพิจารณาจะเป็นอย่างไร เพราะในภาวการณ์ที่เป็นอยู่ ถึงแม้ผู้บริโภคจะต้องเป็นผู้รับภาระน้ำมันพืชราคาแพงอยู่ดี ไม่ว่าจะใช้น้ำมันปาล์มที่ราคาแพงขึ้นหรือใช้น้ำมันพืชประเภทอื่นที่ราคาสูงกว่าใช้แทนก็ตาม แต่เกษตรกรสวนปาล์มก็ได้รับประโยชน์จากการที่สามารถขายผลปาล์มได้ราคากิโลกรัมละ 7 บาทในปัจจุบัน จากเดิม 34 บาท
แต่คำถามที่ต้องคิดคือ การปกป้องเกษตรกรชาวสวนปาล์มด้วยวิธีนี้ จะส่งผลดีต่อการปรับปรุงผลผลิต หรือ Yield ของลูกปาล์มสดเมื่อเอามาบีบน้ำมันหรือไม่ เพราะขณะนี้ Yield เฉลี่ยของไทยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 16 เมื่อเปรียบเทียบกับ Yield ของมาเลเซียประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งให้ Yield สูงถึงร้อยละ 22 ต่อกิโลกรัม ซึ่งอาจต้องคิดต่อไปว่า ในอนาคตประสิทธิภาพในการแข่งขันของประเทศจะเป็นอย่างไร เมื่อมีการพัฒนาการปลูกสวนปาล์มในประเทศเพื่อนบ้านเช่นในกัมพูชา ลาว และพม่า
นอกจากนั้น การห้ามนำน้ำมันปาล์มดิบเข้าประเทศทั้งๆ ที่สถานะน้ำมันปาล์มของประเทศอยู่ที่สภาวะขาดแคลนและราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศมาเลเซียต่ำกว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศถึง 6 บาทนั้น คือการส่งเสริมให้มีการลักลอบนำน้ำมันปาล์มดิบเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นการทำลายอุตสาหกรรมปลายน้ำ ตั้งแต่โรงสกัดและโรงกลั่นน้ำมันปาล์มดิบของประเทศ ซึ่งรัฐต้องการส่งเสริม ทำให้รัฐขาดรายได้จากภาษีอากรที่พึงจะเก็บได้หากอนุญาตให้มีการนำน้ำมันปาล์มดิบเข้าอย่างน้อยเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลน ก่อนที่ฤดูเก็บเกี่ยวใหม่จะเริ่มในเดือน ก.พ. หรือ มี.ค. ศกหน้า
ที่ไม่น่าลืมอีกอย่างหนึ่งคือผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตพลังงานทดแทนในระยะยาว เพราะถ้าระบบการค้ายังถูกบิดเบือน โอกาสที่จะมีการผลิตพลังงานทดแทนก็ยิ่งนับวันจะห่างไกลจากความเป็นจริงยิ่งขึ้น
เพราะฉะนั้นรัฐคงต้องพิจารณาปัญหาเรื่องนี้แบบบูรณาการ เพื่อประสานผลประโยชน์ของเกษตรกรกับผลประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาวต่อไปโดยรีบด่วน







