posttoday
จับตาดอกเบี้ยแดนมังกร ปีหน้ากระแสขาขึ้น

จับตาดอกเบี้ยแดนมังกร ปีหน้ากระแสขาขึ้น

14 ธันวาคม 2553

การประชุมคณะทำงานกลางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน (Central Economic Work Conference) เพื่อกำหนดแนวนโยบายการพัฒนาสำหรับปี 2554 ได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นว่า จีนจะปรับเปลี่ยนโยบายการเงินในปีหน้าอย่างแน่นอน จากนโยบายการเงินเชิงผ่อนปรน มาเป็นนโยบายการเงินที่รัดกุมขึ้น

การประชุมคณะทำงานกลางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน (Central Economic Work Conference) เพื่อกำหนดแนวนโยบายการพัฒนาสำหรับปี 2554 ได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นว่า จีนจะปรับเปลี่ยนโยบายการเงินในปีหน้าอย่างแน่นอน จากนโยบายการเงินเชิงผ่อนปรน มาเป็นนโยบายการเงินที่รัดกุมขึ้น

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

 

จับตาดอกเบี้ยแดนมังกร ปีหน้ากระแสขาขึ้น

การประชุมคณะทำงานกลางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน (Central Economic Work Conference) เพื่อกำหนดแนวนโยบายการพัฒนาสำหรับปี 2554 ได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นว่า จีนจะปรับเปลี่ยนโยบายการเงินในปีหน้าอย่างแน่นอน จากนโยบายการเงินเชิงผ่อนปรน มาเป็นนโยบายการเงินที่รัดกุมขึ้น

เหตุผลนั้นที่ประชุมได้ระบุว่า ก็เพื่อ “สร้างเสถียรภาพของระดับราคาโดยรวมให้อยู่ในระดับที่มั่นคง” ซึ่งการสร้างเสถียรภาพด้านราคา ไม่สามารถคาดเดาเป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากการสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้ออย่างแน่นอน

โอกาสที่จีนจะขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้าจึงมีอยู่สูงมาก หลังจากที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี เมื่อเดือน ต.ค. โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะ 1 ปี ขึ้นมาอยู่ที่ 5.56% จากเดิม 5.31% ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นมาอยู่ที่ 2.50% จากอัตราเดิม 2.25%

ก่อนหน้านี้ ผู้ใหญ่ในรัฐบาลจีนและหน่วยงานด้านการเงินระดับชาติ เคยแย้มท่าทีนี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความกังวลต่อระดับราคาสินค้าและบริการในตลาดของนายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า หรือจะเป็นการประชุมในระดับคณะรัฐมนตรีเร่งด่วน เพื่อแสวงหาแนวทางต่างๆ ในการควบคุมราคา

ดังเช่นในการประชุมคณะรัฐมนตรีจีนเมื่อช่วงกลางเดือน พ.ย. ซึ่งที่ประชุมพยายามสรรหาแนวทางสารพัด ไม่ว่าจะเป็นการกวาดล้างขบวนการเก็งกำไรราคาสินค้าเกษตร หรือการเพิ่มปริมาณผลผลิตสินค้าประเภทอาหาร ไปจนถึงการกำหนดราคาสินค้าขั้นสูงให้สอดคล้องกับสภาพการณ์รายวัน

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมุ่งเน้นปัญหาเฉพาะหน้าที่จีนเป็นชนวนของภัยคุกคามร้ายแรง นั่นคือเหตุจลาจลจากความไม่พอใจของประชาชนต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่พุ่งสูงขึ้น ทว่ารัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขที่ต้นตอของปัญหาได้อย่างเด็ดขาด

นั่นคือ การใช้มาตรการชะลอการปล่อยเงินกู้เข้าระบบ เพื่อยับยั้งสภาพคล่องที่เริ่มล้นระบบ อันเป็นมูลเหตุให้เงินเฟ้อขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่ามาตรการดังกล่าวยังไม่นับเป็นยาแรงเท่าที่ควร

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้พยายามต่ออายุมาตรการเพิ่มสัดส่วนทุนสำรองสำหรับธนาคารพาณิชย์ เพื่อชะลอการปล่อยกู้ (ล่าสุดคือเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. นับเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 5 สัปดาห์) แต่แล้วมาตรการนี้ไม่สามารถปรับใช้ได้อย่างสายฟ้าแลบ หรือเด็ดขาดได้ เพราะการปิดช่องทางปล่อยกระแสเงินเข้าระบบอย่างฉับพลัน จะยังผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะงักตัวอย่างทันควันเช่นกัน

หากจีนสะดุดย่อมจะก่อให้เกิดปรากฏการณ์ลูกโซ่ในด้านลบขึ้นในระบบเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย หากไม่ถึงกับทำให้ทั้งโลก แต่ก็อาจถึงกับทำให้พลวัตหลักของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกพลอยเสื่อมถอยไปด้วย

อีกหนทางหนึ่งในการบีบสภาพคล่องในระบบ คือการควบคุมทุนไหลเข้า โดยความร่วมมือระหว่าง PBOC กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง หลังจากที่เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทะลักเข้าสู่จีนถึง 7,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือพุ่งขึ้นมาในอัตราเลข 2 หลัก

สิ่งที่น่ากลัวจากกระแสทุนนอกคือ การแอบแฝงเข้ามาเก็งกำไรในภาคธุรกิจของจีนที่กำลังคึกคัก โดยเฉพาะในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

กระนั้น หากจีนคุมทุนนอกหนักมือจนเกินไป บรรยากาศการลงทุนจะเสื่อมถอยลง กลายเป็นสถานการณ์อิหลักอิเหลื่อไม่แพ้การเพิ่มทุนสำรองเพื่ออุดช่องกระแสปล่อยกู้

นอกจากเหนือจากมาตรการเฉพาะหน้าดังกล่าวแล้ว ยังมีมาตรการในเชิงกลไกอื่นๆ ที่ต่างหวังว่าจะได้ผล ก่อนที่จะนำมาตรการขึ้นดอกเบี้ยมาใช้

ที่ปรึกษา PBOC อย่าง โจวฉีเหริน ยังเสนอแนะว่า การปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น อาจเป็นทางออกสำหรับปัญหาเงินเฟ้อ เพราะเมื่อเงินหยวนแข็งค่าขึ้น กำลังการซื้อของชาวจีนจะสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังการจับจ่ายใช้สอยในต่างประเทศ และเมื่อการใช้จ่ายในต่างประเทศสูงขึ้น จะเกิดสภาพคล่องจะไหลออก เป็นการแบ่งเบาแรงกดดันภาวะเงินเฟ้อไปในตัว

ข้อเสนอแนะนี้ นับว่าเป็นคุณต่อทั้งจีนและนานาประเทศ เพราะหากจีนใช้จ่ายกับการซื้อสินค้าและบริการในต่างประเทศมากขึ้น จะช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวทั่วโลกให้คึกคักยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการระบาย “ส่วนเกิน” ทางการเงินออกจากแดนมังกร

การปล่อยให้เงินหยวนเคลื่อนไหวอย่างยืดหยุ่นขึ้น ยังมีส่วนช่วยปรับดุลการค้า หลังจากที่จีนกลับมาได้เปรียบดุลอีกครั้งเมื่อเดือน พ.ย. มูลค่าทะลุขึ้นมาอยู่ที่ 2.29 ล้านเหรียญสหรัฐ

สถานะได้เปรียบดุลการค้า จะไม่เป็นปัญหาสำหรับจีน หากจีนต้องการเงินตราต่างประเทศเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินเหมือนดังเมื่อหลายปีก่อน แต่ในวันนี้ เงินตราต่างประเทศไม่มีความจำเป็นถึงเพียงนั้น ในฐานะที่จีนได้กลายเป็นประเทศที่มีทุนสำรองสูงที่สุดในโลก

ตรงกันข้าม ภาวะได้เปรียบดุลการค้ากลับยิ่งหนุนสภาพคล่องให้ล้นหลั่ง ดังจะเห็นว่ากระแสทุนจากการค้าต่างประเทศของจีนกินสัดส่วนถึง 20% ของอุปทานการเงินในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

เพื่อป้องกันผลสะท้อนจากภาวะไม่สมดุลทางการค้า ต่อสภาพคล่องภายใน ถึงที่สุดแล้วจีนอาจจำต้องปรับค่าเงินหยวนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าสิ่งสุดท้ายที่จีนจะตัดสินใจทำลงมือทำ คือปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น และส่วนหนึ่งที่จีนใช้มาตรการควบคุมทุนไหลเข้า มิใช่เพียงเพื่อชะลอภาวะเงินเฟ้อ แต่เพื่อป้องกันมิให้เงินหยวนแข็งค่า เช่นเดียวกับที่สกุลเงินของหลายประเทศในเอเชียกำลังเผชิญอยู่

ด้วยประการฉะนี้ จนแล้วจนรอด มาตรการหรือข้อเสนอแนะเหล่านี้จึงยากที่รั้งเงินเฟ้อไว้ หนทางเดียวที่เหลืออยู่ จึงอาจเป็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเท่านั้น

หากเทียบระบบเศรษฐกิจจีนกับลู่วิ่งที่มีปลายทางอยู่ที่ปี 2554 จะพบว่า เงินเฟ้อกำลังกวดฝีเท้าไล่ตามอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาติดๆ ที่ 5.1% ต่อ 5.56% ขณะที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ที่ 9.1%

หากตัวเลขเงินเฟ้อของเดือนนี้ปรับขึ้นมาอีก แม้จะไม่มากนัก ทางเลือกของการขึ้นดอกเบี้ยยิ่งสูงขึ้นและเร็วขึ้น เพื่อหนีภัยเสี่ยงจากเงินเฟ้อให้ไกลที่สุด

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกเหตุที่จีนเลือกที่จะแบกดอกเบี้ยต่อไปอีกระยะหนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจปรับขึ้น นั่นคือผลกระทบไม่พึงประสงค์บางประการที่จะติดตามมา

ผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยเมื่อเดือน ต.ค. ยังผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกถอยเข้าสู่แดนลบในทันที เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่า การขึ้นดอกเบี้ยเท่ากับเป็นการติดเบรกให้กับการขยายตัวของประเทศที่มีอัตราการขยายตัวเร็วที่สุด ในช่วงเวลาที่ระบบทั่วโลกยังไม่อาจยืนได้โดยลำแข้งตัวเองได้อย่างเต็มที่

แม้ผลกระทบด้านนี้จะนับเป็นผลระยะสั้น แต่หากตัวเลขเงินเฟ้อยิ่งรุนแรง จะยังผลให้นักลงทุนเกิดความเข้าใจว่า จีนจะขึ้นดอกเบี้ยอีกเป็นระลอก และในที่สุดจะแปรปฏิกิริยาระยะสั้น ให้เป็นผลสะเทือนในระยะกลาง

ผลกระทบอีกด้านเป็นปฏิกิริยาทางอ้อม

นักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่า การขึ้นดอกเบี้ยจะไม่ช่วยเยียวยาปัญหาเงินเฟ้อ อีกทั้งยังเชื้อเชิญให้สภาพคล่องจากการปล่อยกู้ทะลักระบบการเงิน เนื่องจากดอกเบี้ยเงินฝากจะดูดเงินเข้าสู่ธนาคาร กลายเป็นการมอบโอกาสให้ธนาคารปล่อยกู้มากขึ้น และมากขึ้นเพื่อหวังผลกำไร

อย่าลืมว่า สิ่งที่ธุรกิจการเงินกระหายมากที่สุดคือผลกำไร และหนึ่งในช่องทางแสวงหากำไรของธนาคารคือการปล่อยกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

แม้จะเป็นผลกระทบที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เช่นกัน หากเกิดขึ้นแล้ว คงไม่แคล้วที่นโยบายการเงินเชิงรัดกุมยิ่งบีบรัด เพราะจำต้องการเสริมมาตรการควบคุมเงินกู้อีกคำรบ

ไม่เพียงเท่านั้น หากจีนเลือกที่จะขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ก็จำเป็นต้องปรับขึ้นอย่างที่นักลงทุนไม่ทันตั้งตัว กลยุทธ์นี้จีนใช้มาโดยตลอด เพื่อหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรจากการขึ้นดอกเบี้ยตามคาดการณ์

ความยากของการทำเช่นนั้น คือขณะนี้กระแสคาดการณ์ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่าดอกเบี้ยแดนมังกรจะปรับขึ้นมา ถึงกับมีกระแสคาดการณ์ว่า จีนอาจขึ้นดอกเบี้ยถึง 4 ระลอกภายในปีหน้า

ทั้งนี้ จึงขึ้นอยู่กับทางการจีนว่า จะยักย้ายกำหนดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงบรรดานักเล่นแร่แปรธาตุทางการเงินอย่างแนบเนียนเช่นไร

เมื่อพิจารณาจากประวัติความเคลื่อนไหวของดอกเบี้ยจีน จะพบว่า มักปรับขึ้น/ลง ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี หากมิใช่เดือน ต.ค. ก็มักทิ้งทวนกันในเดือน ธ.ค. ดังเช่นครั้งก่อนที่มีการขึ้นดอกเบี้ยเมื่อปี 2550 ก็ทำกันในเดือน ธ.ค.

ไม่แน่ว่าหากแรงกดดันจากรอบทิศทางทวีความสาหัสยิ่งขึ้น มีโอกาสที่จะจีนจะเซอร์ไพรส์ชาวโลกอย่างเร็วที่สุดในเดือน ธ.ค. ปีนี้

อย่างช้าที่สุดอาจพยายามแบกไปจนถึงช่วงเดือนแรกๆ ของปี 2554

 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน