
แก๊งอิหร่านเหิม...ยึดไทยเป็นฮับยาไอซ์
ตำรวจปราบปรามยาเสพติดกำลังจับตาชายหญิงชาวอิหร่าน ที่พุ่งเป้าเดินทางมายังสนามบินสุวรรณภูมิ หลังพบว่าพวกเขาเป็นตัวการสำคัญที่ขนยานรกในชื่อของ “ยาไอซ์” เข้ามาสู่เมืองไทย ก่อนจะกระจายออกไปยังประเทศที่สาม และนั่นทำให้เมืองไทยบ้านเรากำลังกลายเป็น “ฮับ” หรือศูนย์กลางสำคัญของการกระจายยาเสพติดประเภทนี้อย่างแทบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ตำรวจปราบปรามยาเสพติดกำลังจับตาชายหญิงชาวอิหร่าน ที่พุ่งเป้าเดินทางมายังสนามบินสุวรรณภูมิ หลังพบว่าพวกเขาเป็นตัวการสำคัญที่ขนยานรกในชื่อของ “ยาไอซ์” เข้ามาสู่เมืองไทย ก่อนจะกระจายออกไปยังประเทศที่สาม และนั่นทำให้เมืองไทยบ้านเรากำลังกลายเป็น “ฮับ” หรือศูนย์กลางสำคัญของการกระจายยาเสพติดประเภทนี้อย่างแทบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
โดย... วัสยศ งามขำ
ตำรวจปราบปรามยาเสพติดกำลังจับตาชายหญิงชาวอิหร่าน ที่พุ่งเป้าเดินทางมายังสนามบินสุวรรณภูมิ หลังพบว่าพวกเขาเป็นตัวการสำคัญที่ขนยานรกในชื่อของ “ยาไอซ์” เข้ามาสู่เมืองไทย ก่อนจะกระจายออกไปยังประเทศที่สาม และนั่นทำให้เมืองไทยบ้านเรากำลังกลายเป็น “ฮับ” หรือศูนย์กลางสำคัญของการกระจายยาเสพติดประเภทนี้อย่างแทบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ยาไอซ์เริ่มแพร่ระบาดมากขึ้นในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยว โดยนิยมใช้กันในหมู่คนมีเงินตามสถานบันเทิง และตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมายานรกประเภทนี้ถูกจัดว่าเป็นยาเสพติดที่แพร่ระบาดรองลงมาจากยาบ้าที่ค้าขายกันจนติดตลาด
ปัจจุบันยาไอซ์ราคาขายอยู่ที่กรัมละ 3,000 บาท นับว่ามีราคาสูงมาก และจะสูงมากกว่านี้เป็นสองเท่าหากซื้อขายกันในมาเลเซีย ทั้งนี้กลุ่มผู้มีบทบาทในการค้ายาไอซ์ที่สำคัญที่สุดคือ อิหร่าน ที่นำเข้ามาในไทยทั้งแบบเป็นเกล็ดและน้ำ
สถิติจากตัวเลขการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่สนามบินสุวรรณภูมิ สามารถบอกได้ทันทีว่าชาวอิหร่านกำลังเป็นบุคคลพึงระวังในระดับต้นๆ ของหน่วยปราบปรามยาเสพติดของไทย ตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาจนถึงเดือน พ.ย. มีชาวอิหร่านถูกจับกุมมากถึง 75 คน
วายร้ายทั้งชายและหญิงเหล่านี้ลักลอบขนยาไอซ์ ดับเครื่องชนหวังผ่านด่านอรหันต์ของทั้งตำรวจและศุลกากร เพื่อเข้ามายังบ้านเราก่อนที่จะกระจายออกไปยังภูมิภาคอื่น ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากหากเทียบกับผู้ต้องหาสัญชาติอื่นๆ ที่ถูกจับกุมได้ในปีเดียวกัน
จากข้อมูลการจับกุมชาวอิหร่านพบว่ามี 3 คดีหลัก ที่ชาวอิหร่านเหิมเกริมพุ่งเข้าชนเจ้าหน้าที่ แต่ก็ไม่สามารถผ่านด่านขนไอซ์เข้าไทยไปได้นั่นคือ การจับกุม น.ส.เรซาคานิ เรย์ฮาดะห์ อายุ 20 ปี และ น.ส.โมกาดาไมนิก ซารา อายุ 30 ปี พร้อมยาไอซ์น้ำหนักรวม 4.48 กิโลกรัม เมื่อวันที่ 7 มี.ค.
การจับกุม นายเฟโซลลาฮี อาเดล อายุ 25 ปี พร้อมยาไอซ์ น้ำหนัก 5.70 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท เมื่อวันที่ 28 ก.ย. รวมทั้งการจับกุม นายซาอิด โกลีสตานี อายุ 25 ปี พร้อมของกลางยาไอซ์น้ำหนัก 3 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 10.5 ล้านบาท ที่ซุกซ่อนอยู่ในเตาไมโครเวฟ เมื่อวันที่ 8 ต.ค.
ข้อมูลจากหน่วยวิเคราะห์ข่าวของกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) บอกให้รู้ เพราะกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน กำลังเป็นแหล่งต้นตอสำคัญของการกำเนิดยาไอซ์ ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตรายใหญ่ของโลก ก่อนที่จะส่งต่อไปภูมิภาคต่างๆ
ในส่วนของเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยถูกเลือกให้เป็นจุดส่งผ่านยาเสพติดสำคัญ โดยมีเป้าหมายปลายทางอยู่ที่กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย มีกลุ่มเวสต์แอฟริกันเป็นมาเฟียหลักในการกระจายยาไอซ์ไปยังมือผู้เสพในประเทศต่างๆ
“พวกที่เราจับได้เป็นแค่เพียงคนรับจ้างหิ้วของที่เราเรียกกันว่า Couriers ชาวอิหร่านพวกนี้จะมีนายหน้าจ้างให้ขนยาไอซ์เข้ามาในเมืองไทย ทั้งที่เป็นเรื่องยากที่จะหิ้วยาผ่านด่านที่สุวรรณภูมิ แต่ขบวนการยาไอซ์ที่กรุงเตหะรานก็ยอมเสี่ยงในแบบหิ้วมา 10 คน ผ่านไปได้ 12 คน พวกมันก็ถือว่าคุ้มแล้ว” เจ้าหน้าที่ด้านการข่าวของ บช.ปส. วิเคราะห์ให้ฟัง
การวิเคราะห์ข้อมูลของ บช.ปส. ยังพบว่าขบวนการค้ายาไอซ์ของอิหร่านมีการใช้เส้นทางมากถึง 15 เส้นทางในการขนยาเสพติดประเภทนี้เข้ามายังสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อตบตาและอำพรางเจ้าหน้าที่ โดยเส้นทางหลักๆ ยังคงเป็นการบินตรงจากเตหะรานสุวรรณภูมิ ด้วยสายการบิน Mahan Air เป็นหลัก หรือบางครั้งก็ตบตาเจ้าหน้าที่ด้วยการออกจากเตหะราน แต่ไปแวะที่ดูไบหรือไม่ก็กาตาร์ หรือมุมไบก่อนที่จะเข้ามายังสุวรรณภูมิ
อย่างไรก็ตาม บางเส้นทางก็พยายามทำให้ซับซ้อนมากกว่านั้นด้วยเส้นทางเตหะรานดามัสกัส (ซีเรีย)อิสตันบูล (ตุรกี)สุวรรณภูมิ หรือ จากทาเบียส (อิหร่าน)อิสตันบูล (ตุรกี)สุวรรณภูมิ เป็นต้น ซึ่งเส้นทางเหล่านี้ทำให้กลุ่มขบวนการบางคนหลุดรอดสายตา หรือความสงสัยจากเจ้าหน้าที่ไปได้
ทั้งนี้ หากยาไอซ์หลุดรอดสายตาเจ้าหน้าที่ไปได้ เป้าหมายต่อไปของขบวนการนี้ก็จะเคลื่อนต่อไปที่พนมเปญ (เขมร) ปีนัง (มาเลเซีย) และบาหลี (อินโดนีเซีย) ขณะที่บางส่วนก็ถูกจำหน่ายในกรุงเทพฯ และพัทยา
สำหรับวิธีการซุกซ่อน กลุ่มผู้ลำเลียงยาเสพติดชาวอิหร่านบางคนอาจจะใช้วิธีกลืน แต่ส่วนใหญ่จะใช้การซุกซ่อนในอุปกรณ์ที่ดัดแปลงเป็นพิเศษ เช่น ในกระเป๋าเดินทาง กล่องเครื่องเพชร และรองเท้า รวมถึงการแปรรูปยาไอซ์ให้เป็นน้ำ และบรรจุใส่ขวดเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ ทำให้ตั้งแต่ต้นปี 2553 เป็นต้นมา ตำรวจ ปส. และศุลกากรสามารถยึดของกลางไว้ได้แล้วกว่า 164 กิโลกรัม
“ถึงเป้าหมายจะเยอะและยากต่อการตรวจสอบ แต่เราไม่กังวลหรอก ผมคิดว่าเจ้าหน้าที่ยังควบคุมได้ในกรณีที่ขนยาเสพติดผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ บอกตามตรงว่ารอดยาก เพราะเรามีวิธีหาข่าวและเทคนิคการสังเกตเป้าหมายที่เราบอกไม่ได้ อย่างตำรวจ ปส. เราก็มีหน่วยปราบปรามยาเสพติด (นปส.) ที่ประจำสุวรรณภูมิโดยเฉพาะและทำงานกันตลอด 24 ชั่วโมง ฉะนั้นเป้าหมายเหล่านี้จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น” แหล่งข่าวระดับสูงใน บช.ปส. เปิดเผย
นอกจากยาไอซ์ซึ่งมีชาวอิหร่านเป็นตัวหลักในการลำเลียงผ่านเข้ามาทางสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว ยังมียาเสพติดอีกหลายประเภทรวมทั้งคนอีกหลายชาติที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวังอีกจำนวนหนึ่ง ประกอบด้วย เมืองมุมไบและนิวเดลลี ประเทศอินเดีย แหล่งผลิตยาเคตามีน เมืองบามาโก ประเทศมาลี แหล่งผลิตยาไอซ์ เมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล แหล่งผลิตยางกัญชา เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล แหล่งผลิตโคเคน เมืองลิมา ประเทศเปรู แหล่งผลิตโคเคน เมืองการาจี ประเทศปากีสถาน แหล่งผลิตเฮโรอีน และประเทศกานาหนึ่งในเครือข่ายผลิตยาไอซ์
สถิติการจับกุมผู้ตาหาของประเทศต่างๆ ข้างต้น ที่ขนยาเสพติดผ่านสนามบินสุวรรณภูมิแม้จะมีอยู่บ้าง แต่ก็น้อยมากนักหากเทียบเคียงกับการจับกุมผู้ต้องหาชาวอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าขบวนการค้ายาเสพติดของอิหร่านและประเทศอื่นๆ จะดูน่ากลัว และสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของยาเสพติดประเภทอื่น นอกเหนือจากยาบ้าที่บ้านเรากำลังเผชิญอยู่ แต่สำหรับทัศนะของนายตำรวจระดับสูงใน บช.ปส. ยังคงห่วงว่า การแพร่เข้ามาของยาไอซ์ในไทยยังคงมีต้นตอการแพร่อยู่ที่ชนกลุ่มน้อยของพม่า มีการแพร่กระจายที่รวดเร็วและเข้าสู่สังคมไทยได้ง่ายกว่า รวมทั้งยังยากต่อการปราบปราม ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าหนักใจไม่แพ้กัน







