
เอเซียเร่งปรับทัพ ฝ่าวิกฤตยุคข้าวยากหมากแพง
ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ภัยเงียบที่แฝงอยู่ในตลาดเงินและตลาดทุนโลก ตลอดจนสงครามค่าเงินแล้ว
ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ภัยเงียบที่แฝงอยู่ในตลาดเงินและตลาดทุนโลก ตลอดจนสงครามค่าเงินแล้ว
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ภัยเงียบที่แฝงอยู่ในตลาดเงินและตลาดทุนโลก ตลอดจนสงครามค่าเงินแล้ว
อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ นั่นคือ “วิกฤตราคาอาหาร” ที่กำลังเล่นงานหลายประเทศในเอเชียจนสะบักสะบอมไปตามๆ กัน
แนวโน้มนี้เป็นที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะในบรรดามูลเหตุของภาวะเงินเฟ้อ ราคาอาหารถือเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุด และนำมาซึ่งความเลวร้ายทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคมมากที่สุด ในฐานะที่อาหารเป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์โดยตรง
จึงไม่น่าแปลกใจที่ในเวลานี้หลายประเทศในเอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่นที่กำลังเผชิญกับปัญหาเงินฝืด) จะออกอาการนั่งไม่ติด ต้องเร่งส่งยาขนานด่วนออกมา กำจัดเชื้อร้ายเหล่านี้ไม่ให้ลุกลามเป็นปัญหาใหญ่โต
ดั่งเช่นที่เมื่อปี 25492550 จีนเคยต้องปวดหัวกับกระแสความไม่พอใจของสาธารณชนต่อราคาสินค้าและบริการที่ถีบตัวสูงขึ้น จนผู้บริโภคไม่อาจแบกรับได้มาแล้ว
มังกรจีนนับเป็นหนึ่งในประเทศที่ออกตัวแรงไม่เบาสำหรับฝ่ากับดักเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น ภายหลังดัชนีเงินเฟ้อพุ่งไปแตะระดับ 4.4% จากที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ 3% หรือสูงสุดในรอบ 25 เดือน โดยเฉพาะเงินเฟ้อในอาหารและสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งทะลุเลข 2 หลัก ไปแตะ 10.1% เมื่อเดือน ต.ค.
โดยจีนเลือกใช้นโยบายแทรกแซงตลาด ด้วยการระบายสินค้าในสต๊อกของรัฐบาล เพื่อหั่นราคาสินค้าที่ในตลาด ก่อนสำทับด้วยยาแรงอีกขนาน นั่นคือ การที่รัฐบาลสั่งการให้ภาคธนาคารเข้าอุ้มเกษตรกรเป็นการด่วน
ถึงกระนั้น ดัชนีผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อล่าสุดของจีน ก็ยังทะยานขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 5.1% ในเดือน พ.ย. โดยปัจจัยที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงสุดในรอบ 25 เดือนนี้ มาจากราคาอาหารที่พุ่งสูงถึง 11.7% ต่อปี
นี่คือสัญญาณเตือนว่ามาตรการที่จีนใช้อยู่นั้น อาจไม่เพียงพอสำหรับแก้ปัญหาเงินเฟ้อ
“มาตรการที่รัฐบาลใช้ควบคุมเงินเฟ้อขณะนี้อาจออกฤทธิ์ได้เพียงชั่วคราว เมื่อใดที่มาตรการดังกล่าวผ่อนคลายลง ภาวะเงินเฟ้อก็จะเวียนกลับมาอีก” หลินสงหลี่ นักเศรษฐศาสตร์จากกั๋วสิ้น ซีเคียวริตี กล่าว
เร็วๆ นี้รัฐบาลจีนจะประกาศขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้ออีกครั้ง ซึ่งล่าสุดรัฐบาลจีนแย้มพรายออกมาแล้วว่า เตรียมจะใช้นโยบายการเงินเชิงรัดกุมในปีหน้า
นโยบายเชิงรัดกุมไม่สามารถแปลความเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากในปีหน้าจีนจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างแน่นอน
หมากก้าวนี้ถือเป็นการเดินตามรอยเพื่อนร่วมชะตากรรมในภูมิภาค ที่เดินหน้าใช้มาตรการทางการเงินที่รัดกุมเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ
ก่อนหน้านี้รัฐบาลอินเดีย ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของภูมิภาค ประกาศใช้มาตรปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 9.7% เมื่อเดือน ต.ค. ทั้งที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ที่ไม่เกิน 6%
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อสินค้าประเภทอาหารสูงถึง 8.6% และเคยสูงกว่า 17% มาแล้วเมื่อช่วงต้นปีนี้เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ ที่แม้ล่าสุดดัชนีเงินเฟ้อเดือน พ.ย. จะลดลงมาอยู่ที่ 3.3% แต่ก่อนหน้านี้เกาหลีใต้ก็เลือกใช้วิธีปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 2.25% เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 4.1% เมื่อเดือน ต.ค. หรือสูงสุดในรอบ 20 เดือน
แต่ทว่า ลำพังมาตรการที่แต่ละประเทศงัดมาใช้นี้ อาจไม่เพียงพอสำหรับการสางปมวิกฤตราคาอาหารแพงในขณะนี้
เพราะต้องไม่ลืมว่า รากเหง้าของวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ มีผลพวงมาจากความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานในตลาด พูดง่ายๆ คือ เมื่อความต้องการซื้อสินค้ามีมากกว่าสินค้าในตลาด ก็เป็นธรรมดาที่ราคาสินค้าในตลาดจะทะยานขึ้นตามความต้องการ
ข้อมูลจากรอยเตอร์ส ระบุว่า ราคาซื้อขายข้าวโพดล่วงหน้าในตลาดชิคาโก พุ่งซื้อขึ้น 30% ในปีนี้ หรือสูงสุดในรอบ 26 เดือน ขณะที่ราคาฝ้ายล่วงหน้าก็ทะยานขึ้น 62% ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งหมดนี้มีผลพวงมาจากดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในจีนและอินเดีย รวมทั้งการควบคุมปริมาณซัพพลายในตลาดโลก
ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้ จึงทำให้หลายประเทศในเอเชียหันมาหาหนทางปลดล็อกวิกฤตที่เกิดขึ้น ด้วยการเร่งเพิ่มปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาด เพื่อทดแทนกับปริมาณสินค้าที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยคาดว่าราคาสินค้าเกษตรที่ดีดตัวสูงขึ้น จะเป็นตัวล่อให้เกษตรหันมาเร่งเพิ่มการเพาะปลูก
“ราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้นในเวลานี้ ย่อมก่อให้เกิดการตอบสนองในภาคอุปทาน” เอ็มมานูเอล จาเยด ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสินค้าเกษตรของ โซซิเอเต เจอเนรัล ในลอนดอน กล่าว
สอดคล้องกับที่บรรดานักวิเคราะห์กล่าวกับรอยเตอร์ส ว่า จีนในฐานะผู้ผลิตและบริโภคข้าวโพดรายใหญ่ของโลก ควรหันมาเพิ่มปริมาณการเพาะปลูกข้าวโพดในปีหน้า ขณะที่อินเดียผู้ผลิตเมล็ดพืชสำหรับสกัดน้ำมัน (Oilseed) รายใหญ่ของโลก ควรหันมาปลูก Oilseed มากขึ้น เพื่อควบคุมไม่ให้ราคาพืชชนิดนี้พุ่งสูงขึ้น
“ราคาของพืชตระกูล Oilseed และอ้อยมีราคาสูงขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะราคาสูงขึ้นต่อไปจนถึงปีหน้า จากแนวโน้มดังกล่าวนี้เองน่าจะเป็นกำลังใจให้เกษตรกรในประเทศหันมาปลูกพืชทั้งสองชนิดนี้มากขึ้นในปีหน้า” หัวหน้านักวิเคราะห์จากเมืองไฮเดอราบาด ของอินเดีย กล่าว
อย่างไรก็ตาม แนวทางที่จะแก้ปัญหาอาหารขาดตลาดด้วยการขยายพื้นที่เพาะปลูก อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะต้องยอมรับว่าการขยายตัวของเขตเมือง หรือกระบวนการ Urbanization ในประเทศเกษตรกรรม ได้บั่นทอนพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ที่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกไปจำนวนไม่น้อย
“ขณะที่ความต้องการในผลผลิตทางเกษตรเพิ่มขึ้น พื้นที่สำหรับเพาะปลูกและแหล่งน้ำกลับมีจำกัด” นักวิเคราะห์จากคณะทำงานด้านเมล็ดพืชในกรุงปักกิ่ง กล่าว
ทัศนะดังกล่าวไม่แตกต่างจากความคิดเห็นของ เควิน วอร์เบอร์ตัน นักวิเคราะห์จากสำนักพยากรณ์ผลผลิตชั้นนำของออสเตรเลีย ที่ระบุว่า ศักยภาพของภาคเกษตรอาจจะตอบสนองต่อแนวโน้มราคาที่พุ่งสูงขึ้นได้ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากรจะไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากนัก
“ขณะนี้ยังคงมีข้อจำกัดเกี่ยวกับเรื่องพื้นที่ที่สามารถทำการเพาะปลูกได้ รวมทั้งความรู้ความเข้าใจของชาวนา อาทิ การใส่สารอาหารเพื่อบำรุงดิน หรือการดูแลรักษาพื้นดินจากเชื้อโรคหลังจากมีการไถคราดหน้าดินทิ้งไว้” วอร์เบอร์ตัน กล่าว
ด้วยปัจจัยลบที่ดาหน้าเข้ามาให้เอเชียแก้ไขอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจที่คึกคัก เป็นอีกหนึ่งแรงที่บ่มภาวะเงินเฟ้อให้ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อประตูสำหรับพาชาวโลกออกจากยุคข้าวยากหมากแพงยังเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง เห็นทีวิกฤตอาหารระลอกนี้คงกลายเป็นงานหนักไม่เบาสำหรับรัฐบาลเอเชีย ในการกอบกู้คืนความสมดุลให้กับตลาดโลกอีกครั้ง







