posttoday
เพลี้ยแป้งสกัดฝัน ส่งออกมันสำปะหลัง 2554

เพลี้ยแป้งสกัดฝัน ส่งออกมันสำปะหลัง 2554

12 ธันวาคม 2553

ปัญหาเพลี้ยกับไร่มันสำปะหลังเป็นของคู่กันมาโดยตลอด ซึ่งสถานการณ์ก่อนหน้านี้ยังไม่รุนแรงและสามารถควบคุมได้ กระทั่งเข้าสู่ช่วง 2 ปีก่อนหน้านี้ เกิดการระบาดของเพลี้ยแป้งทั่วประเทศ....

ปัญหาเพลี้ยกับไร่มันสำปะหลังเป็นของคู่กันมาโดยตลอด ซึ่งสถานการณ์ก่อนหน้านี้ยังไม่รุนแรงและสามารถควบคุมได้ กระทั่งเข้าสู่ช่วง 2 ปีก่อนหน้านี้ เกิดการระบาดของเพลี้ยแป้งทั่วประเทศ....

โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

สถานการณ์อุทกภัยครั้งวิกฤตของประเทศไทยคลี่คลายลงไปแล้ว แต่ความสูญเสียและซากปรักหักพังทางความรู้สึกของผู้ประสบภัยคงก่อตัวอยู่ ชาวนาและเกษตรกรผู้เผชิญเคราะห์ยังรอคอยภาครัฐเข้าซับน้ำตา ภาวนาไม่ให้มาตรการเยียวยาเหือดแห้งเฉกเช่นระดับน้ำที่เจือจางลง

ในขณะที่ความฝันอันเลวร้ายของชาวนาผ่านพ้นไปเพราะเม็ดฝนทิ้งช่วง กลับเกิดเป็นสัญญาณให้ชาวไร่มันสำปะหลังต้องขวัญผวา การเคลื่อนตัวระหว่างรอยต่อของฤดู “น้ำ – แล้ง” คือความจริงอันเลวร้าย

ถึงแม้หอการค้าไทยจะวิเคราะห์แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรในปี 2554 ว่ามีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอีก 10% และตลาดยังมีความต้องการอีกมาก แต่มีคำถามว่าประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกมันสำปะหลังอันดับหนึ่งของโลก จะใช้โอกาสนี้สร้างกำไรได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่ 

เพลี้ยแป้งสกัดฝัน ส่งออกมันสำปะหลัง 2554

“ถ้าไม่มีฝนตกอีก ช่วง ธ.ค. นี้ถึง ก.พ.หน้า เพลี้ยแป้งก็คงจะกลับมาระบาดหนัก ผลผลิตก็จะเสียหาย” เสรี เด่นวรลักษณ์ นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทยหวั่นวิตก เพราะเพลี้ยแป้งชนิดนี้เคยสร้างความเสียหายแก่ผลผลิตในทวีปแอฟริกาให้ลดลงแล้วกว่า 80%

เสรี เล่าว่า ปัญหาเพลี้ยกับไร่มันสำปะหลังเป็นของคู่กันมาโดยตลอด ซึ่งสถานการณ์ก่อนหน้านี้ยังไม่รุนแรงและสามารถควบคุมได้ กระทั่งเข้าสู่ช่วง 2 ปีก่อนหน้านี้ เกิดการระบาดของเพลี้ยแป้งทั่วประเทศ เนื่องด้วยสาเหตุจากสภาพอากาศที่ร้อนและแล้ง ทำให้เพลี้ยขยายพันธุ์ได้ง่าย

“เพลี้ยคือศัตรูตัวฉกาจที่สุดของมันสำปะหลัง มันจะทำลายต้นอ่อนถึงตาย และจะดูดเชื้อแป้งในหัวมัน จนปริมาณผลผลิตในแต่ละไร่ลดลงจนน่าใจหาย” เสรีอธิบาย และฉายภาพความเสียหายว่า ผลกระทบจากเพลี้ยทำให้ไร่มันสำปะหลังที่เคยได้ผลผลิตถึง 7 – 8 ตัน ลดลงเหลือเพียง 2 ตัน และเชื้อแป้งที่เคยมีถึง 33 – 34% ลดลงเหลือเพียง 27 – 28% นอกจากนี้ผลการสำรวจความเสียหายจากเพลี้ยของฤดูกาลปลูกที่แล้ว พบว่ามีไร่ถึง 10% ที่ผลผลิตถูกทำลายแทบทั้งหมด

นายกสมาคมการค้ามันฯ รายนี้ บอกว่า ความต้องการขั้นต่ำของตลาดคือ 30 ล้านตันต่อฤดูกาลปลูก ซึ่งหากควบคุมปัญหาเพลี้ยได้ยืนยันว่าประเทศไทยมีศักยภาพพอที่จะสร้างผลผลิตให้ถึงเป้าได้ ย่างไรก็ตามเนื่องจากขณะนี้ยังคงมีปัญหาอยู่ จึงคาดว่าจะได้ผลผลิตเพียง 21 ล้านตันเท่านั้น   

ปัจจุบันชาวไร่มันสำปะหลังจะรับมือกับเพลี้ยแป้งด้วยการปล่อย “แตนเบียน” เข้าทำลาย โดยแตนเบียนจะออกล่าและฆ่าเพลี้ยแป้งด้วยการใช้อวัยวะวางไข่แทงเข้าไปในลำตัวเพลี้ยแป้งเพื่อสร้างบาดแผล จากนั้นจะใช้ปากดูดกินของเหลวจากรอยแผล เพื่อนำโปรตีนจากของเหลวในลำตัวเพลี้ยแป้งไปสร้างไข่ ซึ่งจะทำให้เพลี้ยแป้งตายทันที

เมื่อไข่ของแตนเบียนพัฒนาและพร้อมวางแล้ว แตนเบียนเพศเมียจะทำหน้าที่เป็นตัวเบียน โดยใช้อวัยวะวางไข่แทงเข้าไปภายในตัวเพลี้ยแป้ง แต่วิธีเบียนนี้จะให้เพลี้ยแป้งค่อยๆ ตายไป เมื่อไข่ของแตนเบียนฟักตัวเป็นหนอน หนอนจะดูดกินของเหลวในลำตัวเพลี้ยแป้ง กระทั่งเพลี้ยแป้งตายจะมีลักษณะเป็นซากแข็งสีน้ำตาล และมีดักแด้แตนเบียนอยู่ภายใน เรียกว่า "มัมมี่"

ทั้งนี้ แตนเบียน 1 ตัวจะสามารถฆ่าและทำลายเพลี้ยแป้งให้ตายทันทีได้วันละ 20-30 ตัว และเบียนเพลี้ยแป้ง (ค่อยๆ ทำลาย) ได้วันละ 15-20 ตัว

“ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรได้เพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ไว้แล้ว แต่ปัญหาคืองบประมาณจากภาครัฐที่สนับสนุนมายังไม่เพียงพอ จำนวนแตนที่ผลิตได้จึงน้อยและไม่เพียงพอต่อชาวไร่มันสำปะหลังทั้งหมด” นายกสมาคมการค้ามันฯ ระบุ

ผู้ประกอบการค้ามันสำปะหลังมือหนึ่งของประเทศไทยรายนี้ ขยายความว่า ทราบว่ากระทรวงเกษตรฯ ได้ของบทั้งหมดหลักพันล้านแต่เบื้องต้นได้รับอนุมัติเพียงหลักสิบล้าน ขณะนี้อยู่ระหว่างการอนุมัติเพิ่ม ด้านผู้ประกอบการก็เกรงว่าจะไม่ทันเวลา และเกิดความเสียหายเช่นเดียวกับฤดูกาลปลูกที่แล้ว

“ปีที่แล้ว รมว.เกษตรฯ ทำไม่ทัน เกิดความเสียหายมหาศาล ปีนี้เราจะไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้นอีก” เสรียืนยัน

เพลี้ยแป้งสกัดฝัน ส่งออกมันสำปะหลัง 2554

เสรี เล่าต่อไปว่า พยายามเสนอปัญหาในหลายช่องทางเท่าที่จะทำได้ โดยได้เสนอเรื่องไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยนายกฯ ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาปัญหาและให้ติดตามการดำเนินการของกระทรวงเกษตรฯ แล้ว นอกจากนี้ยังได้เสนอเรื่องไปยัง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ได้รับคำยืนยันว่าจะดูแลเรื่องงบประมาณก้อนนี้ให้

“เรื่องถึงนายกฯ แล้ว ก็คงไม่มีช่องทางอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว เราก็คงต้องติดตามต่อไป หากสุดท้ายแล้วยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เราก็คงต้องรับมือเองตามสภาพที่เราพอจะทำได้” นายกสมาคมการค้ามันฯ กล่าว และเล่าถึงวิธีการรับมือฉบับผู้ประกอบการว่า การหยดน้ำแก่ต้นมันสำปะหลังจะทำให้ต้นแข็งแรงและต่อสู้กับเพลี้ยแป้งได้ คิดว่าเกษตรกรน่าจะใช้วิธีนี้ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก็พร้อมให้การสนับสนุน นอกจากนี้ทางสมาคมฯ ก็พยายามให้ความรู้เรื่องการเพาะพันธุ์แตนเบียนเองด้วย

"ถ้าคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบหลักพันล้านให้กระทรวงเกษตรฯ มาเพาะพันธุ์แตนเบียน คิดว่าคงแก้ปัญหาได้ประมาณ 70 – 80% แต่หากปล่อยให้เรารับมือกันเองก็คงแก้ปัญหาได้สักครึ่งหนึ่ง”เสรี ประเมิน 

อรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่า ได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเพลี้ยแป้งตลอดเวลา โดยได้ร่วมกับกรมวิชาการเกษตรจัดทีมสำรวจในทุกๆ พื้นที่ทั่วประเทศ เบื้องต้นยังไม่พบการแพร่ระบาด แต่จะไม่ประมาทอย่างแน่นอน ส่วนการเพาะเลี้ยงแตนเบียนนั้นมีการเพาะเลี้ยงไว้แล้ว เชื่อว่าจะเพียงพอต่อสถานการณ์การระบาด อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จำนำแตนเบียนออกมาปล่อย ต้องรออีกสักระยะ นอกจากนี้ยังได้ให้ศูนย์ต่างๆ ของกรมส่งเสริมฯ ขยายผลการเพาะแตนเบียนไปยังเกษตรกร เพื่อให้สามารถเพาะพันธุ์ได้เองด้วย

มาตรการของกระทรวงเกษตรฯ จะเชื่อถือได้หรือไม่ อีก 3 เดือนรู้

************************

เพลี้ยแป้ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Pseudococcus sp. เมื่อโตเต็มวัย ตัวเมียมีขนาดลำตัวยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร มีสีเหลืองอ่อน ลักษณะอ้วนสั้น มีผงสีขาวปกคลุมลำตัว วางไข่เป็นกลุ่มๆ ละ 100-200 ฟองบนผล กิ่ง และใบ ตัวเมียหนึ่งตัวสามารถวางไข่ได้ 600-800 ฟอง ในเวลา 14 วัน ไข่จะฟักอยู่ในถุงใต้ท้องตัวเมียประมาณ 6 - 10 วัน จึงจะออกเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ๆ มีสีเหลืองและไม่มีผงสีขาว จะคลานออกจากกลุ่มไข่หาที่เหมาะสมที่จะกินอยู่ ส่วนตัวผู้จะมีขนาดเล็กกว่า

เพลี้ยแป้งตัวเมียจะมีการลอกคราบจำนวน 3 ครั้ง ไม่มีปีก ขณะที่ตัวผู้จะลอกคราบ 4 ครั้งและมีปีก ตัวเมียจะวางไข่ภายหลังจากการลอกคราบครั้งที่ 3 ภายในเวลา 1 ปี เพลี้ยแป้งสามารถขยายพันธุ์ได้ 2 - 3 รุ่น ในระยะที่ไม่มีพืชอาหารหลัก เพลี้ยแป้งจะอาศัยอยู่ใต้ดินตามรากพืช เช่น รากหญ้าแห้วหมู โดยมีมดซึ่งอาศัยกินสิ่งขับถ่ายของเพลี้ยแป้งเป็นพาหะนำไป

ลักษณะการทำลายผลผลิต เพลี้ยแป้งดูดกินน้ำเลี้ยงจากบริเวณกิ่ง ใบ ช่อดอก ผลอ่อน ผลแก่ มีมดเป็นพาหะช่วยพาไปตามส่วนต่างๆ ของพืช ส่วนของพืชที่ถูกทำลายจะแคระแกรนและเกิดราสีดำ โดยเฉพาะผลที่มีเพลี้ยแป้งทำลายอยู่มักจะเป็นที่รังเกียจของผู้บริโภค โดยเพลี้ยเหล่านี้จะแพร่กระจายช่วงเดือน มี.ค. – พ.ค.

สำหรับศัตรูของเพลี้ยแป้ง คือ แตนเบียนเพลี้ยแป้ง Unidentified sp. ด้วงเต่าปีกลายหยัก Menochilus sexmaculatus ด้วงเต่าโรโดเลีย Rodolia sp. ด้วงเต่าสคิมนัส Scymnus sp. ด้วงเต่าฮอร์โมเนีย Harmonia octomaculata ด้วงเต่าสีส้ม Micraspis sp. แมลงช้างปีกใส Chrysopa sp. แมลงช้างปีกใสแปดจุด Ankylopteryx octopunctata แมลงช้างปีกสีน้ำตาล Hemerobius sp. ต่อหลวง ต่อรัง Vespidae

กรมวิชาการเกษตร แนะวิธีรับมือ “เพลี้ยแป้ง”

ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุถึงวิธีป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งว่า เกษตรกรควรใช้วิธีผสมผสาน สามารถทำได้โดยการไถพรวนดินหลายๆ ครั้ง และตากดินอย่างน้อยทุก 2 สัปดาห์ เพื่อลดปริมาณเพลี้ยแป้งและศัตรูพืชชนิดอื่นที่อยู่ในดิน นอกจากนั้นเกษตรกรควรปลูกมันสำปะหลังช่วงต้นฤดูฝน ควรหลีกเลี่ยงการปลูกในช่วงฤดูแล้ง ที่สำคัญต้องคัดเลือกท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่สะอาดปราศจากเพลี้ยแป้ง ไม่ควรใช้ท่อนพันธุ์จากแหล่งที่พบการระบาด

กรณีนำท่อนพันธุ์มาจากแหล่งอื่นควรแช่ท่อนพันธุ์ในน้ำสะอาดอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อกำจัดเพลี้ยแป้งที่อาจติดมา ถ้าจำเป็นต้องใช้ท่อนพันธุ์จากแปลงที่เพลี้ยแป้งระบาดหรือปลูกในแหล่งที่พบการระบาดอยู่ก่อนแล้ว ก่อนปลูกควรจุ่มท่อนพันธุ์ด้วยสารฆ่าแมลงไทอะมีโทแซม 25%  WG อัตรา 4 กรัม/น้ำ 20 ลิตร นาน 5 นาที และหลังการเก็บเกี่ยวหัวมันสำปะหลังแล้ว เกษตรกรควรทำความสะอาดแปลง เก็บวัชพืช ซากพืชออกจากแปลง หากพบต้นหรือส่วนของต้นมันสำปะหลังมีเพลี้ยแป้งติดอยู่ต้องเผาทำลายทิ้ง

นอกจากนี้เกษตรกรอาจใช้ด้วงเต่า แมลงช้างปีกใส แตนเบียน ซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยแป้งมาช่วยควบคุมปริมาณเพลี้ยแป้งให้อยู่ในระดับสมดุลได้ กรณีระบาดอย่างรุนแรงจำเป็นต้องใช้สารฆ่าแมลงควบคุมด้วย สำหรับสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพดี ได้แก่ ไทอะมีโทแซม 25% WG อัตรา 4 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ไดโนทีฟูเรน 10% WP อัตรา 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร โปรไทโอฟอส 50% EC อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร พิริมิฟอสเมทิล 50% EC อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

ไทอะมีโทแซม/แลมบ์ดาไซฮาโลทริน 24.7% ZC อัตรา 10 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร หรือใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่งข้างต้น ลดอัตราลงครึ่งหนึ่งผสมกับสารไวท์ออยล์ 67%  EC อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร พ่นติดต่อกันอย่างน้อย 2 ครั้ง ซึ่งจะกำจัดเพลี้ยแป้งทั้งระยะตัวอ่อน ตัวเต็มวัย และไข่เพลี้ยแป้งได้ ที่สำคัญต้องหยุดใช้สารก่อนเก็บเกี่ยวหัวมันสำปะหลังอย่างน้อย 7 วัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท