
เงินโหด งานหิน
สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลชุดนี้จะต้องเอาชนะให้ได้เสียก่อนก็คือ “เศรษฐกิจเชิงทำลายล้าง” อันเป็นอุปสรรคที่ร้ายแรงที่สุดแก่เศรษฐกิจของไทยมาโดยตลอด....
สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลชุดนี้จะต้องเอาชนะให้ได้เสียก่อนก็คือ “เศรษฐกิจเชิงทำลายล้าง” อันเป็นอุปสรรคที่ร้ายแรงที่สุดแก่เศรษฐกิจของไทยมาโดยตลอด....
โดย....ทวี สุรฤทธิกุล
Creative Economy คือ “เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์” ที่รัฐบาลชุดนี้พยายามจะนำมาขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความมั่งคั่งในยุคใหม่ แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลชุดนี้จะต้องเอาชนะให้ได้เสียก่อนก็คือ “เศรษฐกิจเชิงทำลายล้าง” (Destructive Economy) อันเป็นอุปสรรคที่ร้ายแรงที่สุดแก่เศรษฐกิจของไทยมาโดยตลอด
“เศรษฐกิจเชิงทำลายล้าง” หมายถึง การทำมาหากินของผู้คนบางกลุ่มที่ก่อความเสียหายให้กับสังคมส่วนรวมและนำไปสู่หายนะของระบบเศรษฐกิจของประเทศ ตัวใหญ่ๆ ก็มีอยู่ 2 ส่วน คือ หนึ่ง การทุจริตคอร์รัปชันหรือการใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งการร่วมมือกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับนักธุรกิจและผู้มีอิทธิพลทั้งหลายเพื่อกอบโกยและเอากำไรอย่างไม่เป็นธรรม และสอง ธุรกิจนอกระบบหรือธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือก่อให้เกิดอาชญากรรมและความเสื่อมทรามในบ้านเมือง ได้แก่ ยาเสพติด การพนัน การค้ามนุษย์ (โสเภณี แรงงานเด็ก แรงงานเถื่อน ฯลฯ) สินค้าหนีภาษีหรือผิดกฎหมาย ส่วยและการรีดนาทาเร้นหรือการเอารัดเอาเปรียบกันในรูปแบบต่างๆ
ถ้าท่านทั้งหลายยังจำได้ ในสมัยหนึ่งที่เรามีนายกรัฐมนตรีหน้าเหลี่ยมๆ ท่านได้ประกาศนโยบายที่โด่งดัง โดยเรียกว่า “ยุทธศาสตร์ประเทศไทย” ประกอบด้วย หนึ่ง การเอาชนะความยากจน สอง การทำสงครามกับยาเสพติด และสาม การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน อันนำไปสู่ “เศรษฐกิจเชิงทำลายล้างครั้งยิ่งใหญ่” ที่นักวิชาการอย่างอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ท่านเรียกว่า “การทุจริตเชิงนโยบาย” ซึ่งภายหลังการยึดอำนาจของคณะ คมช.ในวันที่ 19 ก.ย. 2549 ก็ได้ไล่เบี้ยเอาผิด รวมเป็นคดีใหญ่ๆ ได้ถึง 19 คดี ที่ขณะนี้ศาลตัดสินไปได้แค่ 2 คดี แต่ก็มีผลเพียงพอที่จะทำให้อดีตนายกฯ คนนั้น “ดิ้นเร่าๆ” หาทางกลับประเทศไทยไม่ได้
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวใหญ่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือการให้ความช่วยเหลือแก่แรงงานนอกระบบ อย่างที่ได้พาดหัวในหน้าเศรษฐกิจของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ฉบับหนึ่งว่า “รัฐเปิดแพ็กเกจซื้อใจรากหญ้า” ที่หนังสือพิมพ์ฉบับนี้มองไปว่าเป็นแค่ “ประชานิยมฉลองปีใหม่” แต่ในแง่มุมทางการเมืองการปกครองนั้น มันคือการสร้างพลังอำนาจให้กับ “คนเล็กๆ” ทั้งหลายให้สามารถต่อสู้ได้กับ “ธุรกิจนอกระบบ” ที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ร่วมประกอบการ ซึ่งน่าจะเป็นครั้งแรกของประเทศไทย !
คนเล็กๆ เหล่านี้ก็คือ คนขับแท็กซี่ คนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย และคนทำงานกลางคืน ซึ่งไม่เคยได้รับรส “ความช่วยเหลือ” จากรัฐบาลมาก่อน (จะมีบ้างก็แท็กซี่ที่ในสมัยคนหน้าเหลี่ยมได้แจกสตังค์ตำรวจไม่ให้ไปรีดไถพวกเขา) ซึ่งการให้ความช่วยเหลือของรัฐบาลชุดนี้จะทำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ด้วยมาตรการหลายๆ อย่าง เป็นต้นว่า การปกป้องไม่ให้ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐ (โดยเฉพาะตำรวจ) รีดไถ อย่างมอเตอร์ไซค์ก็จะจดทะเบียนเป็นป้ายเหลืองให้ถูกกฎหมาย พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ก็จะไม่ถูกเทศกิจหรือเทศเก๊มาคอยรบกวน แต่ที่จะเป็นหลักเป็นฐานที่สุดก็คือการที่ทำให้คนเหล่านี้มีระบบประกันสังคมอย่างเต็มรูปแบบ
งานนี้ต้องนับเป็นผลงาน (อีกชิ้นหนึ่ง) ของผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจนอกระบบที่ชื่อ “สังศิต พิริยะรังสรรค์” ผู้ที่เคยกระชากหน้ากากของขบวนการผู้มีอิทธิพลในวงการ “บ่อน หวย ส่วย ซ่อง” ออกมาให้เห็นทุกซอกทุกมุม อีกทั้งในสมัยหนึ่งยังไปอาสาแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรในกองทุนฟื้นฟูหนี้สินเกษตรกร ที่ถึงแม้จะแพ้ต่อความก้าวร้าวของเหล่าบุคลากรที่เป็น “นอมินี” ของเจ้าพ่อภูธรบางคน (ที่เดี๋ยวนี้
ยกระดับไปสู่ระดับอินเตอร์แล้ว) แต่ก็ได้ “ฝากรอยเท้า” ที่ส่งผลให้องค์กรนี้ “กลืนไม่เข้า (เพราะกินไม่ได้) คายไม่ออก (เพราะอมความผิดเอาไว้)” อย่างที่เห็น
ท่านอาจารย์สังศิตมีชื่อเสียงตั้งแต่อยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้นแล้ว โดยมีผลงานวิจัยมากมายซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยเชิงประยุกต์ที่เอาไว้แก้ไขปัญหาของประเทศ อย่างเรื่อง “บ่อน หวย ส่วย ซ่อง” ที่ท่านและคณะ (ทีมวิจัยของท่าน) เห็นว่าเป็น “วงจรอุบาทว์ทางเศรษฐกิจ” ที่ร้ายแรงที่สุด (คล้ายๆ กันกับ “การปฏิวัติรัฐประหาร” ที่เป็นวงจรอุบาทว์ทางการเมืองในทัศนะของนักรัฐศาสตร์) โดยมีหลักการในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ว่า ไม่ควรจะให้คนของรัฐ (ที่สำคัญคือนักการเมืองและข้าราชการ) ไปแสวงหาประโยชน์โดยใช้ตำแหน่งหน้าที่และอำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมาย มิฉะนั้นก็ต้องนำธุรกิจเหล่านี้มาวางไว้ในที่แจ้งหรือทำให้ถูกกฎหมายเสีย โดยเฉพาะบ่อนการพนันและหวยเถื่อน ที่ยิ่งปล่อยไว้ก็จะทำให้คนที่ทำมาหากินเหล่านี้ยิ่งแผ่ขยายอิทธิพลมากขึ้น และใช้อิทธิพลเหล่านี้ครอบงำไปในทุกวงการของประเทศ
บัดนี้ท่านอาจารย์สังศิตก็กำลังจะมา “ลองของ” กับ “ขาใหญ่ระดับรากหญ้า” ที่แฝงตัวอยู่ตามตรอกซอกซอย ซึ่งถ้าได้ศึกษากันจริงๆ ก็จะรู้ว่า ขาใหญ่เหล่านี้เกือบทั้งหมดก็คือคนที่อยู่ในถิ่นย่านนั้นนั่นเอง ที่อาศัยความใจกล้าหน้าด้านมาเบียดบังเอากับพี่ๆ น้องๆ คนรู้จักแถวบ้านตัวเอง รวมถึงการฝากฝังตัวเองไปเป็นสมุนให้กับ “เจ้าหน้าที่” ซึ่งก็ “แบ่งอำนาจ” ให้มาเบ่งเหนือพี่น้องของตน เข้าทำนอง “พิษน้อยหยิ่งโยโส แมงป่อง” จึงทำให้คนเหล่านี้ “ชูแต่หางเบ่งอ้า อวดอ้างฤทธี” โดยพิษร้ายส่วนใหญ่ก็มาจาก “เจ้าหน้าที่” ที่เป็นลูกพี่นั่นเอง
ผู้เขียนรู้จักคุ้นเคยกับท่านอาจารย์สังศิตอยู่บ้างมาตั้งแต่ครั้งที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วยกันเมื่อ 2549-2551 เคยปลื้มท่านถึงกับเขียนกลอนชมว่าท่านเป็น “มือปราบคอร์รัปชัน” ถึงทุกวันนี้ก็ยังปลื้มท่านอยู่ และขอรับว่าเขียนบทความนี้ก็เพื่อชื่นชมและให้กำลังใจในความพยายามอันยิ่งใหญ่และท้าทาย “อีกครั้ง” ของท่าน
ไม่ทราบว่าจะเป็นการบังเอิญหรือไม่ ถ้าท่านผู้อ่านทั้งหลายสังเกตนามสกุลของท่านอาจารย์สังศิตให้ดีๆ ก็จะเข้าใจว่าทำไมท่านต้องทำอะไรยากๆ อยู่เสมอ เพราะ “พิริยะ” นั้นแปลว่า “ความพากเพียรพยายาม” ส่วน “รังสรรค์” ก็คือ “การสร้างให้เกิดขึ้นซึ่งสิ่งต่างๆ (ที่ดี)”
ผู้เขียนเคยเขียนดอกสร้อยสุภาษิตไว้อ่านเล่นๆ บทหนึ่ง เกี่ยวกับความพากเพียรของเจ้านกหัวขวาน ที่แปลกจากนกอื่นๆ ตรงที่เป็นนกชนิดเดียวที่เอาแต่เจาะโพรงบนต้นไม้ จึงอยากจะยกบทกลอนนี้ให้กับท่านอาจารย์สังศิตด้วยความเคารพ ในชื่อว่า “สังศิต The Woodpecker”
“นกเอ๋ยนกหัวขวาน แม้จะนานเพียงใดไม่ย่นย่อ เฝ้าเจาะไม้ทุกวันมันไม่ท้อ เพียงเพื่อก่อสร้างห้องป้องลูกน้อย เพื่อให้เจ้าเติบกล้ามาสู้ศึก เพื่อสร้างจิตสำนึกไม่ท้อถอย ปากเล็กเล็กถ้าเพียรพากฝากร่องรอย เราอาจสอยโลกที่ฝันด้วยกันเอย”







