
เชื่อมั่นพ.ย.ดิ่งเดือนที่2สินค้าแพงน้ำท่วมฉุด
น้ำท่วมสินค้าแพง ทำดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ย. ดิ่งเป็นเดือนที่ 2 มหาวิทยาลัยหอการค้าแนะตรึงสินค้าอุ้มดีเซล 6 เดือน ฟื้นเชื่อมั่น
น้ำท่วมสินค้าแพง ทำดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ย. ดิ่งเป็นเดือนที่ 2 มหาวิทยาลัยหอการค้าแนะตรึงสินค้าอุ้มดีเซล 6 เดือน ฟื้นเชื่อมั่น
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการสำรวจประชาชนทั่วประเทศ 2,240 ตัวอย่าง เกี่ยวกับความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยเดือน พ.ย. 2553 พบดัชนีความเชื่อมั่นลดลงทุกรายการ และลดลงติดต่อกัน 2 เดือน โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (CCI) เดือน พ.ย. เท่ากับ 79 ลดจากเดือน ต.ค. ที่ 80.2 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปัจจุบัน 62.6 ลดจาก 64 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต 84.2 ลดจาก 85.2
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมเดือน พ.ย. เท่ากับ 70.3 ลดจากเดือน ต.ค. ที่ 71.6 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน 70.5 จาก 71.5 และดัชนีความเชื่อมั่นรายได้ในอนาคต 96.3 จาก 97.4
สำหรับปัจจัยลบที่ทำให้ดัชนีลดมากสุดจากปัญหาน้ำท่วมใหญ่ทั่วประเทศ ที่ได้สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินภาคการเกษตร อุตสาห กรรม และการท่องเที่ยว รองลงมาเป็นปัญหารายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ โดยราคาสินค้ายังแพงขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงดีเซลเพิ่มขึ้นลิตรละ 1 บาท อยู่ที่ 29.79 บาท ขณะที่เบนซินขึ้นลิตรละ 4060 สตางค์ ส่วนปัจจัยการเมืองมีทิศทางคลี่คลายลง หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้ยังมีความกังวลต่อการแข็งค่าของค่าเงินบาท และปัญหาการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก
นายธนวรรธ์ กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีเชื่อมั่นพ.ย. มีนัยยะเข้าสู่ขาลง เพราะมีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยไตรมาส2 ดังนั้นรัฐบาลควรใช้มาตรการดูแลค่าครองชีพระยะสั้นออกไปก่อน ทั้งมาตรการตรึงราคาสินค้าและค่าครองชีพ เช่น รถเมล์ รถไฟ ออกไปอีก 3 เดือนในปีหน้า แทรกแซงดีเซลไม่เกิน 30 บาท/ลิตร เพราะมีผลต่อต้นทุนสินค้า แต่ควรแทรกแซงไม่เกิน 36 เดือนรวมทั้งให้กระทรวงการคลังดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำมันเป็นรายกลุ่ม เช่น กลุ่มเกษตรกร และชาวประมง เพื่อไม่ให้กระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ เพราะหากเงินเฟ้อสูง จะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้นโยบายดอกเบี้ยสูงแก้ไขปัญหา และส่งผลต่อค่าเงินบาทแข็งค่าตามมา จนกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสามารถดูแลปัญหาค่าครองชีพได้ดี รวมทั้งมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะช่วยเพิ่มกำลังจับจ่ายแก่ภาคแรงงานได้ถึง 2 หมื่นล้านบาท มีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น และทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคน่าจะฟื้นตัวกลับมาไตรมาสแรกปีหน้า และกลับมาขยายตัวเข้าสู่ขาขึ้นชัดเจนไตรมาสสอง ส่วนปัจจัยการเมืองแม้ระยะสั้นจะดีขึ้น แต่ระยะยาวคนยังเป็นปัจจัยที่ประชาชนยังกังวลอยู่ และต้องจับตาดูกันต่อไป รวมถึงยังต้องจับตาการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกในสหภาพยุโรป สหรัฐฯ จีน และปัญหาค่าเงินบาทผันผวนด้วย เพราะอาจมีผลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจในประเทศได้ โดยปีหน้าเศรษฐกิจไทยยังโตได้ 44.2%







