
เปิดคำวินิจฉัยศาลรธน.-ปชป.ชนะฟาวล์ยกสอง
เปิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีความเห็นเสียงข้างมาก 4: 3 ให้ยกคำร้องในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาท
เปิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีความเห็นเสียงข้างมาก 4: 3 ให้ยกคำร้องในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาท
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
หมายเหตุ : ส่วนหนึ่งจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีความเห็นเสียงข้างมาก 4: 3 ให้ยกคำร้องในคดีที่อัยการสูงสุด(ผู้ร้อง)ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย(ผู้ถูกร้อง)กรณีที่บริษัททีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) จ่ายเงินค่าจ้างทำสื่อโฆษณาให้กับบริษัท เมสไซอะ บิสสิเนส และ ครีเอชั่น จำกัด เป็นการอำพรางการบริจาคเงินของบริษัททีพีไอให้กับพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
ศาลมีคำสั่งให้นำสำนวนคดีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 15/2553 เข้ามาประกอบการพิจารณาในคดีนี้เนื่องจากข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวมีข้อเท็จจริงที่เกี่ยวพันกับคดีนี้โดยเริ่มดำเนินการมาพร้อมกันอยู่ในเอกสารชุดเดียวกัน การแจ้งเรื่องให้นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการขอยุบพรรคผู้ถูกร้องของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และของนายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ ให้แจ้งเรื่องทั้งสองคดีรวมกัน ขั้นตอนการดำเนินการสืบสวนสอบสวนได้กระทำไปพร้อมกัน
ฉะนั้น ในการพิจารณาวินิจฉัยคดีจึงต้องนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนคดีตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 15/2553 มาใช้ประกอบการพิจารณาในคดีนี้ด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาจากคำร้องและพยานเอกสารประกอบคำร้องและคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 15/2553 แล้วเห็นควรวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายก่อน
คดีนี้มีประเด็นข้อกฎหมายต้องพิจารณารวมสองประเด็น คือ
1.ประเด็นนี้เป็นการร้องขอตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ด้วยหรือไม่
2.กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2550 มาตรา 95 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
สำหรับประเด็นที่ 1 คดีนี้เป็นการร้องขอตามรัฐธรรมนูญมาตารา 68 ด้วยหรือไม่นั้นเห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2550 มาตรา 68 เป็นเรื่องที่บัญญัติให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งให้เลิกการกระทำอันเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
แต่คำร้องคดีนี้ไม่ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยสั่งการให้พรรคผู้ถูกร้องเลิกกระทำการใด จึงไม่ใช่เป็นการร้องขอตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 แต่อย่างใด คงเป็นคำร้องตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2550 มาตรา 95 เท่านั้น
ส่วนประเด็นที่ 2 คดีนี้ผู้ร้องได้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคผู้ถูกร้องโดยดำเนินกระบวนการตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2550 มาตารา 95 วรรค 1 ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อปรากฎต่อนายทะเบียนหรือเมื่อนายทะเบียนได้รับแจ้งจากกรรมการบริหารพรรคการเมืองและได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าพรรคการเมืองใดกระทำการตามมาตรา 94 ให้นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)แจ้งต่ออัยการสูงสุดพร้อมด้วยหลักฐาน
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการให้ยื่นคำร้องในคดีนี้ปรากฏจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 15/2553 ประกอบกับคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องของผู้ร้องว่า เมื่อมีนาคมพ.ศ.2552 กรมสอบสวนคดีพิเศษ และ นายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ ได้แจ้งนายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ตรวจสอบว่าผู้ถูกร้องกระทำการอันฝ่าฝืนพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง รวม 2 กรณี คือ 1.กรณีที่บริษัททีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) จ่ายเงินค่าจ้างทำสื่อโฆษณาให้กับบริษัท เมสไซอะ บิสสิเนส และ ครีเอชั่น จำกัด เป็นการอำพรางการบริจาคเงินของบริษัททีพีไอให้กับผู้ถูกร้อง และ 2.การใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองของผู้ถูกร้องไม่เป็นไปตามกฎหมายและรายงานการใช้เงินไม่ตรงตามความเป็นจริง
หลังจากได้รับแจ้งแล้วได้มีการนำเรื่องเข้าที่ประชุมกกต.เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2552 กกต.มีมติให้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนเรื่องดังกล่าวเพื่อรายงานให้กกต.ได้ทราบโดยมีนายอิสระ หลิ่มศิริวงษ์ เป็นประธาน คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนทำการสอบสวนและตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องแล้วมีความเห็นว่าผู้ถูกร้องไม่ทำผิดทั้งสองประเด็น โดยมีความเห็นเสียงข้างมากในประเด็นที่ 1 ซึ่งเป็นมูลคดีนี้และได้รายงานผลการสืบสวนสอบสวนให้กกต.ทราบและได้ยืนยันความเห็นเดิมต่อกกต.ถึงสามครั้ง
ต่อมาวันที่ 12 เม.ย.2553 นายทะเบียนมีความเห็นเสนอต่อกกต.ว่าพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงที่คณะทำงานของนายทะเบียนพรรคการเมืองได้รวบรวมข้อเท็จจริงเพิ่มเติมกรณีอาจมีการกระทำตามมาตรา 94 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2550 และเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจมีการกระทำตามมาตรา 94 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2550หรือไม่ก็ได้ ซึ่งนายทะเบียนพรรคการเมืองพิจารณาแล้วเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญจึงเสนอให้กกต.พิจารณามีมติเห็นว่าข้อความหนังสือของนายทะเบียนดังกล่าว
เมื่อพิจารณาความเห็นของนายอภิชาตเมื่อวันที่ 12 เม.ย.2553 ได้มีความเห็นว่าให้ยกคำร้องเพราะพยานหลักฐานไม่พอฟังว่าพรรคประชาธิปัตย์รับบริจาคเงินจากบริษัททีพีไอโดยหลีกเลี่ยงการรายงานการรับบริจาคเงิน หากจะถือว่าเป็นความเห็นของนายทะเบียนด้วยแล้วก็แสดงว่าพรรคผู้ถูกร้องไม่ได้กระทำความผิด ไม่จำต้องขอความเห็นชอบต่อกกต.
ส่วนความเห็นของนายประพันธ์ นัยโกวิท นางสดศรี สัตยธรรม และ นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.กลับมีความเห็นเหมือนกันว่าให้นายทะเบียนพรรคการเมืองแจ้งต่ออัยการสูงสุดพร้อมด้วยหลักฐานเพื่อให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ต่อไปตามมาตรา 95แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2550
ด้วยเหตุผลตามที่วินิจฉัยมาแล้วเมื่อไม่ปรากฏว่ามีความเห็นจากนายทะเบียนพรรคการเมืองว่าพรรคผู้ถูกร้องกระทำการตามมาตรา 94 อันจะเป็นเหตุให้ถูกยุบพรรคการเมืองตามมาตรา 95 การที่กกต.มีความเห็นเมื่อวันที่ 12 เม.ย.2553 ด้วยเสียงข้างมาก 4 เสียง มีความเห็นชอบให้นายทะเบียนพรรคการเมืองแจ้งต่ออัยการสูงสุดพร้อมด้วยหลักฐานเพื่อให้ยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์จึงเป็นการข้ามขั้นตอน ไม่ชอบด้วยวิธีปฎิบัติ และไม่มีอำนาจที่จะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบด้วยได้ตามมาตรา 95 วรรค 1 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2550
ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องโดยมิชอบด้วยกฎหมายด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงมีความเห็นด้วยเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 ให้ยกคำร้อง







