
สองมาตราฐาน
...อรุณ จิรชวาลา
ผมเพิ่งเปลี่ยนรถไม่นานเป็นรถหรู (Luxury Car) มือสอง ราคาแค่หลักแสน เดือนที่แล้วเอาไปเข้าอู่ครั้งแรก ได้รับบริการที่ประทับใจมาก เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นการปูพรมแดงต้อนรับเลยทีเดียว กล่าวคือเขากันที่จอดให้โดยเฉพาะบริเวณหน้าประตูกระจก พอก้าวลงจากรถก็มีเจ้าหน้าที่มาล้อมหน้าล้อมหลังหลายคน เข้าไปในอาคารมีคนเอาหนังสือสุขภาพเล่มหนาใส่ในกระเป๋าสานใบกะทัดรัดมามอบให้ นอกจากนี้เขายังสังเกตเห็นถุงกอล์ฟที่อยู่ท้ายรถ ขากลับจึงมอบหมวกกอล์ฟให้เป็นที่ระลึกด้วย
ต้นเดือนนี้ผมต้องเอารถกลับไปเข้าอู่อีกครั้ง คราวนี้พบกับความแปลกใจแบบตรงกันข้าม คือแทบจะไม่มีใครสนใจผมเลย พอผมเดินไปที่โต๊ะบริการลูกค้า เขาก็บอกให้ผมนั่งรอก่อน และปล่อยให้ผมนั่งรออยู่นานจนทนไม่ไหวต้องกลับไปขอรับบริการอีกครั้ง ซึ่งเขาก็ให้บริการแบบเกือบจะเสียไม่ได้ ที่ร้ายกว่านั้นคือ ออกจากอู่ได้วันเดียว รถก็เสียกลางถนน
ผมวิเคราะห์เอาเองในภายหลังว่า สาเหตุที่ผมได้รับการปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน น่าจะเป็นเพราะเขาทราบจากฐานข้อมูลแล้วว่าเป็นรถมือสอง ทำให้ผมไม่ใช่ลูกค้าในกลุ่มเป้าหมายที่จะขายรถใหม่ให้ในอนาคต โอกาสที่จะทำรายได้จากผมจึงมีน้อยลงและอาจต้องชดเชยด้วยวิธีอื่นแทน
นึกถึงเรื่องที่ถูกกระทำแบบสองมาตรฐานแล้วก็รู้สึกขุ่นเคือง และเป็นห่วงว่ารถจะเสียในที่ที่ไม่ควรจะเสียอีก แต่พอเปรียบเทียบเรื่องของตัวเองกับข่าวใหญ่เรื่องพรรคประชาธิปัตย์รอดจากการถูกยุบพรรค ซึ่งเกิดในช่วงเวลาใกล้กัน ก็ทำให้ความขุ่นมัวมลายหายไปกลายเป็นความรู้สึกขบขันมาแทนที่
เหตุใดผมจึงเห็นปัญหาของบ้านเมืองเป็นเรื่องตลกขบขัน ก่อนอื่นต้องบอกว่า ผมสังเกตเห็นสังคมไทยแบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนี้
หนึ่ง ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล ทั้งแบบเปิดเผยและแบบลับๆ ฝ่ายนี้สรุปว่าคำตัดสินของศาลเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การเมืองและระบบยุติธรรมของไทยมีสองมาตรฐานจริง ซึ่งประชาชนจะไม่ยอมรับและจะมีการชุมนุมประท้วง รวมทั้งอาจจะต้องต่อสู้กันยืดเยื้อยาวนานจนกว่าระบบสองมาตรฐานจะหมดไป
สอง รัฐบาลและฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลแม้จะดีใจแต่ก็แสดงออกด้วยความระมัดระวัง หลายคนในพรรคประชาธิปัตย์รวมทั้งตัวนายกรัฐมนตรีออกอาการเกร็ง มีการแก้ตัวเป็นพัลวันว่าไม่มีสองมาตรฐาน ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันและได้รับการปฏิบัติแบบเท่าเทียมกัน นอกจากนั้นยังมีการสั่งห้ามสมาชิกพรรคไม่ให้ทับถมฝ่ายตรงข้าม เพราะเกรงว่าจะเป็นการเติมฟืนให้กับไฟ
สาม สื่อมวลชนมีการเล่นเรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่อยู่หลายวัน จนใกล้วันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาจึงซาลง แต่ก็ไม่วายทิ้งท้ายไว้ว่าอาจกลับมาเป็นข่าวใหญ่อีก ซึ่งผมก็เชื่อว่าเป็นไปได้หากไม่มีข่าวอื่นที่ใหญ่กว่ามากลบ เช่น ดาราชื่อดังตั้งท้อง หรือดาราหย่าร้างกัน เป็นต้น
ผมเกิดความรู้สึกว่าทั้งสามฝ่ายต่างเล่นตามบทมากเกินไป จนเกินเลยความเป็นจริง หรือเกินเลยที่ควรจะเป็น เป็นอันมาก
ประเด็นแรก ระบบสองมาตรฐาน หรือหลายมาตรฐาน เป็นเรื่องที่มีอยู่จริงอย่างแน่นอน แม้บทบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษรจะพยายามทำให้เป็นมาตรฐานเดียว แต่ทุกอย่างก็ยังขึ้นอยู่กับการตีความ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องมีคนที่มีอาชีพเป็นตำรวจบ้าง เป็นนักกฎหมายบ้าง ซึ่งแต่ละคนก็อาจจะตีความกฎระเบียบแต่ละข้อไม่เหมือนกัน
ระบอบการปกครองที่น่าจะใกล้เคียงกับการเป็นมาตรฐานเดียวที่สุด และทำให้คนเท่าเทียมกันมากที่สุด คือระบอบคอมมิวนิสต์ แต่ระบอบนี้นอกจากจะล้มเหลวทางเศรษฐกิจแล้ว ก็ยังไม่สามารถทำให้ปราศจากสองมาตรฐานได้ ยกตัวอย่างเกาหลีเหนือที่ถือว่ามีความเป็นคอมมิวนิสต์เข้มข้นที่สุดในปัจจุบัน หากระบบไม่เป็นสองมาตรฐาน บุตรชายอายุยังไม่ถึง 30 ปีของท่านผู้นำจะก้าวขึ้นมาเป็นทายาททางการเมืองได้อย่างไร และคนเกาหลีเหนือก็ไม่เห็นออกมาชุมนุมประท้วง หรือก่อความวุ่นวายแต่ประการใด
ประเด็นต่อมา ระบบสองมาตรฐานเป็นระบบที่ในทางปฏิบัติไม่สามารถทำให้หมดไปได้ ใครที่เป็นคนคุมกฎ หรือเป็นคนตีความ หรือใกล้ชิดกับคนเหล่านี้ย่อมเป็นฝ่ายได้เปรียบ ลองนึกดูก็ได้ว่าหากขับไล่กลุ่มที่อยู่ในอำนาจไปได้สำเร็จ กลุ่มใหม่ที่มาแทนที่จะทำให้เหลือมาตรฐานเดียวได้จริงหรือไม่
เพราะฉะนั้น ที่บอกว่าประชาชนจะลุกขึ้นมาต่อสู้กับระบบสองมาตรฐาน จึงน่าจะมีความหมายแอบแฝงว่าพรรคพวกของตัวเองจะต่อสู้เพื่อให้ได้กลับมาเป็นฝ่ายกำหนดมาตรฐานอีกครั้งหนึ่ง
ถ้าจำกันได้ในสมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คุณทักษิณเคยประกาศว่าจะให้ความสำคัญกับจังหวัดที่เลือกพรรคของตัวเองก่อน ซึ่งครั้งนั้นก็มีเสียงฮือฮาและเสียงตำหนิอย่างกว้างขวาง แต่เสร็จแล้วก็แล้วกันไป ไม่เห็นมีประชาชนจังหวัดอื่นออกมาชุมนุมประท้วง หรือไปสร้างหมู่บ้านสองมาตรฐานไว้ที่หน้าศาลากลางจังหวัดแต่อย่างไร
ประเด็นสุดท้าย ผมไม่อยากเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่จะรู้สึกขัดอกขัดใจกับเรื่องสองมาตรฐานจนทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย เว้นเสียแต่จะมีแรงจูงใจหรือแรงกระตุ้นอย่างอื่น ซึ่งก็หวังว่ารัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงจะมีบทเรียนจากช่วงเดือน เม.ย.พ.ค. มากพอที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นมาอีก
ดูจากปฏิกิริยาในตลาดหุ้นจะเห็นได้ชัดว่านักลงทุนทั้งไทยและเทศไม่ได้ให้ราคาเรื่องสองมาตรฐานมากนัก และกลับตีความว่าคำตัดสินของศาลทำให้การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น ราคาหุ้นหลังอ่านคำตัดสินจึงเขียวทั้งกระดาน
อยากแนะนำสื่อมวลชนให้หาข่าวอื่นมานำเสนอแทน ประเภทที่จะกระตุ้นต่อมความอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้านได้มากกว่า
แต่หากสัปดาห์หน้ายังไม่มีข่าวอื่นมากลบเรื่องสองมาตรฐาน ผมก็อยากเสนอให้นายกรัฐมนตรีกับคนใกล้ชิดพูดหรือทำอะไรสักอย่างเพื่อให้สื่อมีข่าวเล่น ยกเว้นเรื่องใส่หมวกที่ทำจากถุงยางอนามัยนะครับ เพราะทำแล้วไม่ได้ผล







