
2002 คือปลายน้ำ ต้องไปที่ต้นน้ำ
....นพ.อำพล จินดาวัฒนะ
เหตุการณ์ศพทารกจากการทำแท้ง 2002 ศพ ที่ถูกเก็บรวมอยู่ที่วัดไผ่เงิน เป็นข่าวดังช่วงเดือนที่ผ่านมา สื่อมวลชนเสนอข่าวกันอย่างคึกคัก ผมรอให้ข่าวจางลงสักหน่อยก่อน จึงขอแจมด้วย
ข่าวนี้ทำให้เกิดการวิจารณ์กันมากมายว่า สังคมเหลวแหลกบ้าง วัยใสใจแตกบ้าง กฎหมายไม่ทันสมัยบ้าง หญิงทำแท้งผิด มีบาปมหันต์บ้าง คนทำแท้งผิดกฎหมายบ้าง ต้องแก้กฎหมายเรื่องทำแท้งบ้าง ฯลฯ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปร่วมเสวนากับผู้ทรงคุณวุฒิหลายคน ในหัวข้อเรื่อง
“จากบทเรียนวัดไผ่เงิน สู่ทางออกของปัญหาท้องแล้ว(ทำ)แท้ง ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ” ที่วัดไผ่เงิน ทำให้ได้เห็นมุมมองหลายมุมที่ไปไกลกว่าเรื่องการทำแท้ง ได้แก่หนึ่ง ปรากฏการณ์ที่เป็นข่าวครั้งนี้ เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งในเรื่องปัญหา
“การตั้งท้องไม่พร้อม” ที่มีเป็นจำนวนมากในแต่ละปี คาดว่าอาจมีจำนวนเป็นแสนราย แต่ที่เป็นข่าวว่ามีการทำแท้งและพบศพเด็กรวมกันอยู่ที่วัดไผ่เงินจำนวนเป็นพันรายนี้ เป็นเพียงส่วนน้อยนิดของปัญหาการตั้งท้องไม่พร้อมทั้งหมด เรื่องนี้ น่าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาร่วมกันคิดอย่างจริงจัง โดยไม่ปล่อยให้เป็นคลื่นกระทบฝั่งเหมือนกับปัญหาอื่นๆ ที่ผ่านมา เพราะขนาดของปัญหาและผลกระทบต่อสังคมมีมากสอง การตั้งท้องไม่พร้อม ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากเด็กและวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์กัน ที่เรียกว่า
“แม่วัยใส” หรือ “เด็กหญิงแม่” มีเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของการตั้งท้องไม่พร้อมทั้งหมด เรื่องนี้จึงไม่ใช่เป็นปัญหาแค่เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของผู้ใหญ่ที่ตั้งท้องในขณะที่ยังไม่พร้อมที่จะมีลูกปนอยู่ด้วยเป็นจำนวนมากสาม การตั้งท้องไม่พร้อมของเด็กและวัยรุ่นเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม เพราะเด็กและวัยรุ่นยังไม่อยู่ในวัยที่จะดูแลตนเองได้ทั้งการดำรงชีวิตและการทำมาหากิน ผลของการตั้งท้องไม่พร้อมซึ่งลงเอยด้วยหลายรูปแบบ เช่น คลอดลูกออกมาเลี้ยงเอง แม่ก็เด็ก ลูกก็เด็ก พ่อก็อาจจะเด็กหรือไม่เด็ก อยู่ช่วยกันดูแลลูก หรือหายหัวไปไหนแล้วก็ไม่รู้ หรือเอาเด็กไปฝากให้คนอื่นเลี้ยงแทน หรือทิ้งเด็กหนีไปเลย เหล่านี้คือปัญหาสังคมที่จะตามมาเป็นลูกโซ่ แต่ถ้าการตั้งท้องลงเอยด้วยการทำแท้ง ถ้าทำแท้งด้วยวิธีการที่สะอาดถูกเทคนิค ผู้หญิงที่ตั้งท้องก็โชคดีที่ปลอดภัย แต่ก็จะถูกประณามจากสังคม และเป็นปมติดตัวเรื่อยไป แต่ถ้าไปทำแท้งไม่ถูกเทคนิค ก็อาจเจ็บป่วย มีภาวะแทรกซ้อน หรือเป็นอันตรายถึงชีวิตเป็นทุกข์ซ้ำเติมเข้าไปอีก
จะเห็นได้ว่า เมื่อหญิงตั้งท้องไม่พร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหญิงนั้นอยู่ในวัยที่ไม่พร้อม เป็นที่น่าเห็นใจอย่างยิ่ง เพราะมีทางเลือกน้อยมาก ยิ่งหากครอบครัว คนรอบข้าง และสังคมไม่เข้าใจ กลับไปประณามหญิงเหล่านั้นซ้ำเข้าไปอีก แทนที่จะยื่นมือช่วยกันดูแลช่วยเหลือแก้หรือบรรเทาทุกข์ให้กับพวกเธอ พวกเธอก็ต้องตกเป็นเหยื่อของสังคมซ้ำซ้อนเข้าไปอีก ดังนั้น สังคมควรร่วมกันเรียนรู้เรื่องนี้ และปรับทัศนะในการมองปัญหานี้ในมุมใหม่ที่เลยไปกว่าการประณามหรือการค้นหาคนผิด เพื่อจะได้ไม่ผลักใสไล่ส่งพวกเธอให้ตกไปอยู่ในมุมมืดของสังคมอย่างที่ผ่านๆ มา
สี่ ยังมีการตั้งท้องไม่พร้อมของผู้ใหญ่ (ที่อายุเกิน 20 ปีแล้ว) อีกเป็นจำนวนมาก อาจด้วยความไม่พร้อมทางเศรษฐกิจ ความผิดพลาดในการคุมกำเนิด หรือความไม่พร้อมด้านอื่นๆ ปัจจุบันสังคมมีความสลับซับซ้อนมาก ผู้คนต้องไขว่คว้าเพื่อแสวงหาโอกาสในชีวิตที่ดีกว่า ค่านิยมต่างๆ ก็เปลี่ยนไป มีคนจำนวนไม่น้อยอยู่กินกันโดยยังไม่ได้แต่งงาน ทั้งที่ยังเรียนอยู่หรือมีงานทำแล้วก็ตาม เรื่องแบบนี้ ไม่ใช่ความผิดปกติใน พ.ศ. นี้แล้ว ในจำนวนคู่เหล่านี้ มีการตั้งท้องไม่พร้อมเกิดขึ้นไม่น้อย ซึ่งก็ลงเอยทั้งการปล่อยให้คลอดลูกออกมา หรืออาจตัดสินใจไปทำแท้งเมื่อคิดว่าปล่อยให้ท้องต่อไปไม่ได้แน่ การตัดสินของสังคมต่อเรื่องแบบนี้ ควรมองด้วยหลายมุม และควรมองอย่างเคารพในเหตุผลของพวกเขาเหล่านั้นด้วย
ห้า เราคงไม่สามารถเรียกร้องหาสังคมที่สวยงามที่ไม่เป็นความจริงได้อีกต่อไป แต่เราควรมองสังคมอย่างเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง และช่วยกันสร้างมาตรการเสริมหนุนให้เกิดสิ่งดี ลดสิ่งไม่ดีเท่าที่จะพึงกระทำ โดยไม่มุ่งแต่ตำหนิ ด่าว่า หรือเอากรอบความคิดแบบตายตัวไปตัดสินเรื่องเหล่านี้
จริงอยู่ เราต้องส่งเสริมให้ผู้คนมีศีลธรรม ผู้หญิงมีการรักนวลสงวนตัว ผู้ชายให้เกียรติและไม่เอาเปรียบผู้หญิง ไม่ควรชิงสุกก่อนห่าม ฯลฯ แต่เราก็ต้องรู้ว่า การพร่ำสอนเช่นนี้ได้ผลไม่มากแล้วในสังคมที่เปลี่ยนไป
หก สิ่งที่สังคมควรทำควบคู่กันไปกับการปรับทัศนคติก็คือ การสร้างภูมิต้านทานให้กับเด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่เองด้วย ในเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศที่เป็นเรื่องธรรมชาติและเป็นเรื่องที่เกิดได้กับทุกคน (แถมเกิดเร็วด้วย เริ่มในอายุ 10 ปีเศษเท่านั้น) การสอนเรื่องเพศสัมพันธ์ให้กับเด็กและเยาวชนต้องเริ่มเร็วกว่าที่คิดแบบเดิม ต้องเริ่มที่ทั้งพ่อแม่และครูบาอาจารย์ ด้วยเทคนิคและวิธีการที่เหมาะสม ซึ่งต้องอาศัยการเรียนรู้และฝึกอบรมอย่างเหมาะสม
เลิกคิดว่าจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอก เพราะทุกวันนี้โพรงอยู่มากมายเต็มไปหมด เด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ เข้าถึงสื่อและช่องทางการรับรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศหลากหลายรูปแบบ แต่ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องเพศ และการป้องกันสิ่งแทรกซ้อนที่จะตามมา กลับมีน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการติดเชื้อเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งท้องไม่พร้อม การทำแท้งที่เป็นอันตรายแก่สุขภาพและชีวิต เป็นต้น
ในข้อเสนอต่อสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่เขาจะประชุมพิจารณากันในระหว่างวันที่ 1517 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ เขาเสนอเรื่องนี้ว่า
“ให้จัดระบบการเรียนการสอนเพศศึกษารอบด้าน (Comprehensive Sexuality Education) และทักษะชีวิต ที่มีคุณภาพและทั่วถึง โดยให้มีรายวิชาเพศศึกษาเป็นวิชาพื้นฐาน หรือวิชาบังคับเลือกให้นักเรียน นักศึกษาทุกคน ได้มีโอกาสเรียนอย่างเพียงพอที่จะก่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในเรื่องเพศศึกษาที่รอบด้าน อย่างน้อย 18 คาบต่อปีการศึกษา รวมทั้งจัดให้มีระบบการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาที่เหมาะสมให้กับเยาวชนนอกระบบการศึกษาด้วย”ในเวทีเสวนาวันนั้น มีนักศึกษามหาวิทยาลัยคนหนึ่งเล่าว่า สมัยเรียนชั้นมัธยม เป็นหัวหน้านักเรียน มีเพื่อนมาปรึกษาว่ามีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนนักเรียน เกรงว่าจะตั้งท้อง จะทำอย่างไรดี แต่เขาก็ไม่สามารถแนะนำเพื่อนได้ เพราะตัวเองก็ไม่มีความรู้เหมือนกัน
เจ็ด เมื่อใดที่เกิดปัญหาแทรกซ้อนขึ้นจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ผู้ที่รับทุกข์สุดๆ คือ ผู้หญิง สังคมต้องให้ความเข้าใจและเห็นใจ และสร้างช่องทางช่วยเหลือในฐานะที่พวกเธอคือเพื่อนร่วมทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำปรึกษาที่ถูกต้อง การช่วยเหลือประคับประคองให้รอดพ้นจากห่วงทุกข์ เช่น การให้พักการเรียนเพื่อไปทำหน้าที่แม่ แล้วกลับมาเรียนหนังสือต่อ ในกรณีเป็นแม่วัยใส หรือการให้เรียนในระหว่างตั้งท้อง การให้มีสถานที่พักชั่วคราวเพื่อหลบภัยจากสายตาของคนรอบข้างชั่วคราว การยื่นมือเข้าช่วยเหลือดูแลเด็กที่เกิดจากการตั้งท้องไม่พร้อมด้วยรูปแบบและวิธีการต่างๆ เช่น การช่วยเลี้ยงดู การมีระบบการรับบุตรบุญธรรม เป็นต้น เพื่อไม่ผลักใสให้พวกเธอต้องต่อสู้ปัญหาเพียงลำพัง
แปด การถกเถียงกันเรื่องการทำแท้ง การแก้กฎหมาย การออกกฎหมาย หรือการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการทำแท้ง ไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาท้องไม่พร้อม เพราะเป็นเรื่องที่ปลายเหตุ การทำแท้งไม่ใช่วิธีหลักและวิธีเดียวของการแก้ปัญหานี้
ทุกวันนี้ ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ ก็มีการทำแท้งเป็นจำนวนมาก การทำแท้งส่วนใหญ่ในวันนี้ เป็นการทำแท้งที่ปลอดภัยกว่าในอดีตมาก ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นทางออกหนึ่งของผู้ประสบปัญหาจำนวนหนึ่งที่หาทางออกทางอื่นไม่เจอแล้วจริงๆ
สมัยที่ผมเป็นแพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาลวชิระ เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ทุกวันที่อยู่เวรแผนกสูตินรีเวชศาสตร์ ต้องขูดมดลูกให้ผู้ป่วยที่ทำแท้งแล้วตกเลือดมาวันละหลายๆ ราย ที่ติดเชื้อต้องรักษาเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยก็มีตลอด การทำแท้งมีมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมีในสมัยนี้ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า การทำแท้งในสมัยนี้จะโดยใครก็แล้วแต่ มีความปลอดภัยมากขึ้น มีอันตรายน้อยกว่าในอดีตอย่างมาก
มองปรากฏการณ์และปัญหาทางสังคมในทุกวันนี้ ต้องมองหลายๆ มิติไปพร้อมๆ กัน







