posttoday
ระวังหลงทาง

ระวังหลงทาง

08 ธันวาคม 2553

....พิชัย นริพทะพันธุ์ 

....พิชัย นริพทะพันธุ์ 

ไตรมาส 3 ของปีนี้ เศรษฐกิจเติบโตที่ 6.7% ซึ่งลดลงตามที่คาดหมาย หลังจากที่ครึ่งปีแรกเติบโตถึง 10.6% แต่สัญญาณที่ต้องระวังคือ การเติบโตในไตรมาส 3 ลดลงกว่าไตรมาส 2 ถึง 0.2% และลบสองไตรมาสติดกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาสสุดท้ายนี้ก็จะลดต่ำลงอีกเพราะมาจากฐานที่สูงในปีที่แล้ว ขณะเดียวกัน ความเสียหายจากอุทกภัยและเงินบาทที่แข็งค่าจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว และถ้าค่าเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นไปเรื่อยๆ ในไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ของปีหน้า ตัวเลขการเจริญเติบโตจะไม่ดีอย่างแน่นอน

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงกลับเป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานอีก 0.25% น่าจะเป็นทิศทางที่ผิด และส่งสัญญาณที่สับสนเหมือนกับว่า ธปท.ต้องการให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นไปอีก โดยที่ก่อนหน้านี้ได้มีนักวิชาการที่มีชื่อเสียงหลายท่าน รวมถึง วีรพงษ์ รามางกูร และโอฬาร ไชยประวัติ ได้ออกมาเรียกร้องให้ ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป ไม่ให้กระทบการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ ธปท.กลับออกมาตรการตรงกันข้าม

การกระทำดังกล่าวจะทำให้มีเงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาอีกอย่างแน่นอน และทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีก เพราะอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานในสหรัฐอยู่ที่อัตราเพียง 0.25% เท่านั้น ต่างกันถึง 1.75% หรือ 8 เท่า ดังนั้นเงินทุนต่างชาติจะเกิดแรงจูงใจที่จะนำเงินมาหาผลตอบแทนที่สูงกว่า

ก่อนหน้านี้ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ได้ออกประกาศว่าจะไม่เก็บภาษีเงินทุนต่างประเทศที่เข้ามาอย่างแน่นอน และก็ไม่ทราบว่ามีความจำเป็นอันใดจึงต้องประกาศอย่างนั้น ทั้งๆ ที่น่าจะเก็บไว้เป็นมาตรการเมื่อจำเป็น แล้วยังมาขึ้นดอกเบี้ยอีก เหมือนกับต้องการเชิญชวนให้เงินทุนไหลเข้ามา ซึ่งการตอบสนองของตลาดหลักทรัพย์เป็นเครื่องชี้บอกได้เป็นอย่างดี เพราะทันทีที่ ธปท.ประกาศขึ้นดอกเบี้ย แทนที่หุ้นจะตก เพราะการขึ้นดอกเบี้ยเท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ แต่หุ้นกลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก และเพิ่มขึ้นติดกันหลายวัน โดยที่ต่างชาติซื้อสุทธิติดกันตลอด และเงินบาทแข็งค่าขึ้นทันที ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักลงทุนต่างประเทศเชื่อว่าจะได้กำไรสองต่อ คือทั้งราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น และอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น

การที่ ธปท.อ้างว่าการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อป้องกันเงินเฟ้อนั้น โดยส่วนตัวเห็นว่าเงินเฟ้อในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 3.4% ซึ่งไม่นับว่าสูงนักเมื่อเทียบกับการเจริญเติบโตที่ 7.58% โดยเมื่อปีที่แล้วทั้งปีมีเงินเฟ้อติดลบที่ 0.9% ดังนั้นการที่เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นบ้างในปีนี้จึงเป็นเรื่องปกติที่เศรษฐกิจฟื้นตัว และถ้าหากมานำมาคำนวณโดยใช้ปี 2551 เป็นปีฐานแล้ว จะปรากฏเงินเฟ้อเพียง 2.47% หรือปีละ 1.24% เท่านั้น ไม่ได้สูงอย่างที่เห็น และถ้าหากวิเคราะห์สาเหตุของเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้น หรือ Cost Pushed Inflation ไม่ใช่ Demand pulled Inflation

การขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้มีเงินต่างประเทศไหลเข้าเป็นจำนวนเพิ่มขึ้น เพิ่มปริมาณเงินในตลาดให้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีโอกาสสูงที่เงินเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการเก็งกำไร จะทำให้เกิดฟองสบู่เพิ่มขึ้น และเงินเฟ้ออาจจะยิ่งเพิ่มขึ้นได้ และจากการที่การเจริญเติบโตในแต่ละไตรมาสเริ่มมีการขยายตัวที่ลดลงสองไตรมาสแล้ว แสดงว่าแนวโน้มเศรษฐกิจก็เริ่มมีสัญญาณหดตัวแล้ว ไม่น่ามีความจำเป็นที่จะขึ้นดอกเบี้ยแต่อย่างไร โดยปัญหาค่าเงินบาทแข็งน่าจะเป็นปัญหามากกว่า นอกจากนี้การขึ้นอัตราดอกเบี้ยยังเป็นการซ้ำเติมผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่อาจจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น หาก ธปท.จะต้องการป้องกันฟองสบู่ ก็สามารถที่จะใช้มาตรการอื่น เช่น มาตรการการควบคุมสินเชื่อในแต่ละภาคเศรษฐกิจได้ ซึ่งในอนาคตถ้าหากเศรษฐกิจจะเกิดปัญหาเพราะค่าเงินบาทที่แข็งค่า จะต้องถือเป็นความรับผิดชอบของ ธปท.

ดังนั้น จึงอยากให้รัฐบาลและ ธปท.ได้ร่วมกันกลับมาพิจารณาในเรื่องดังกล่าวว่าได้ดำเนินมาตรการมาถูกทางหรือไม่ เพราะในที่สุดแล้ว ถ้าหากเกิดผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ รัฐบาลก็จะไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท