
ปัญหาการทำแท้งในประเทศไทย
....นพ.วิชัย โชตวิวัฒน์
ข่าวการพบซากทารกจากการทำแท้งกว่า 2,000 ซาก ที่วัดไผ่เงิน ดูจะสร้างความตื่นตระหนกตกใจขึ้นในสังคมไทย ทำให้เกิดการวิพากษ์กันหลากหลาย และคงจะไม่จบในเร็ววัน โดยเฉพาะเมื่อมีผู้แทนราษฎรเสนอกฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้มีการทำแท้งถูกกฎหมายได้มากขึ้น และก็มีฝ่ายไม่เห็นด้วยออกมาโต้แย้งทันที โดยเฉพาะ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายต่อต้าน
“การทำแท้งเสรี” อย่างแข็งขันความเห็นขัดแย้งกันเรื่องการทำแท้งมีอยู่ในทุกสังคม เป็นความเห็นขัดแย้งระหว่างสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งต่อต้านการทำแท้ง เรียกว่าฝ่ายสนับสนุนการมีชีวิต (Pro Life) อีกฝ่ายหนึ่งสนับสนุนให้หญิงตั้งครรภ์ที่ยังไม่พร้อมที่จะเป็นแม่ มีโอกาสตัดสินใจเลือกได้ว่าจะอุ้มท้องต่อไปหรือจะทำแท้ง เรียกว่าฝ่ายสนับสนุนให้มีโอกาสเลือก (Pro Choice)
ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเหตุผล ฝ่ายสนับสนุนการมีชีวิต เห็นว่าทุกชีวิตมีค่า เมื่อถือกำเนิดมาแล้วทุกคนมีหน้าที่ต้องดูแลรักษาจนถึงที่สุด ไม่มีใครจะไปตัดสินชีวิตคนอื่นได้ โดยเฉพาะทารกซึ่งไม่รู้อีโหน่อีเหน่ และถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างแท้จริง ถ้าไม่ต้องการลูกก็ต้องระมัดระวังป้องกัน โดยทางที่ดีที่สุด คือ ต้องไม่มีเพศสัมพันธ์อย่างไม่ถูกต้อง ขัดต่อศีลธรรมประเพณี หรือจะต้องป้องกันไว้ก่อน ซึ่งทุกวันนี้มีอุปกรณ์คุมกำเนิดให้เลือกใช้ได้มากมาย ถ้าเด็กได้ปฏิสนธิขึ้นมาแล้ว ใครจะไปทำแท้งไม่ได้ ผิดกฎหมายและเป็นบาป
ฝ่ายสนับสนุนให้มีทางเลือก เห็นว่าโอกาส
“ท้องไม่พร้อม” เกิดขึ้นได้เสมอ ทั้งกรณีการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้องตามศีลธรรมและประเพณี ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส และเพศสัมพันธ์ที่ถูกต้องตามศีลธรรมและประเพณี ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์ของคู่สมรสที่อาจมีการคุมกำเนิดอย่างถูกต้อง แต่ก็ยังตั้งท้องได้ เพราะการคุมกำเนิดไม่ได้ผล เช่น พ่อหรือแม่ทำหมันแล้ว แต่ก็ยังเกิดการตั้งครรภ์ขึ้น หรือถุงยางอนามัยฉีกขาดหรือหลุด เป็นต้น เมื่อมีการตั้งครรภ์ขึ้นแล้วย่อมเป็นภาระระยะยาวแก่ “แม่ที่ยังไม่พร้อม” อาจต้องออกจากโรงเรียน ออกจากงาน ถูกประณามจากสังคม ไม่มีความสามารถในการเลี้ยงดู ฯลฯ ฝ่ายนี้จึงต้องการโอกาสในการตัดสินใจเลือกว่าจะอุ้มท้องต่อไปหรือเอาออกความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายนี้มีในทุกสังคม เพียงแต่จะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน และปะทุออกมาเป็นปัญหาขัดแย้งรุนแรงหรือไม่ ประเทศที่เป็นเสรีนิยมมากอย่างสหรัฐอเมริกา จึงมีทั้งรัฐที่อนุญาตให้ทำแท้ง และไม่อนุญาต บางรัฐที่อนุญาตแล้ว แต่ก็มีฝ่ายสนับสนุนการมีชีวิตประเภทหัวรุนแรงเข้าไปบุกเล่นงานคลินิกทำแท้ง หรือทำร้ายหมอที่ทำแท้ง แต่ก็มีบางประเทศที่เปิดให้ทำแท้งได้อย่างกว้างขวาง โดยเป็นที่ยอมรับทั่วไปในสังคม เช่น จีนและญี่ปุ่น
สำหรับประเทศไทยถือว่าเอียงไปทางข้างสนับสนุนการมีชีวิต คือ เปิดให้ทำแท้งได้บางกรณี แต่จำกัดมาก กล่าวคือ กฎหมายอาญา มาตรา 305 ยอมให้ทำแท้งได้เพียง 2 กรณี คือ 1) จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้น หรือ 2) หญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำผิดอาญาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 276 มาตรา 277 มาตรา 282 มาตรา 283 หรือมาตรา 284
มาตรา 276 และ 277 คือ การตั้งครรภ์จากการถูกข่มขืน
มาตรา 282, 283 และ 284 คือ กรณีตั้งครรภ์จากการค้าประเวณี
ทั้งนี้ จะต้องเป็นการกระทำโดยแพทย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพเท่านั้น กฎหมายที่เปิดช่องไว้นี้จึงเป็นช่องที่แคบมาก และยากแก่การปฏิบัติ เพราะในกรณีถูกข่มขืนตามมาตรา 276 และ 277 จะกระทำแท้งได้จะต้องมีการแจ้งความดำเนินคดีเสียก่อน ซึ่งหลายกรณีหญิงที่ถูกข่มขืนก็ไม่ต้องการแจ้งความดำเนินคดี เพราะจะต้องถูกสอบสวนและซักพยาน ซึ่งมีแต่จะตอกย้ำความทรงจำที่ขมขื่น และบางครั้งในกระบวนการดำเนินคดีจะเสมือน
“ถูกข่มขืน” ซ้ำแล้วซ้ำอีก กรณีตั้งครรภ์จากการค้าประเวณี ก็จะต้องแสดงตนว่าเป็นผู้ค้าประเวณีเสียก่อน ซึ่งแม้กฎหมายปัจจุบันจะยอมรับการค้าประเวณีบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีขอบเขตจำกัด และกระบวนการที่ต้องเปิดเผยตนเองเช่นนี้ ในทางปฏิบัติเท่ากับการปิดกั้นในส่วนของมาตรา 305(1) คือ ให้ทำแท้งได้เมื่อ
“จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้น” ก็เปิดให้เฉพาะกรณีเพื่อสุขภาพของแม่เท่านั้น แม้จะพิสูจน์ได้ว่าเด็กในครรภ์จะพิการร้ายแรง หรือเป็นโรคร้ายก็กระทำไม่ได้ และวิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันที่ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่จะต้องทำแท้งเนื่องจากสุขภาพของแม่ก็จะหดแคบลงการทำแท้งในสังคมไทยที่ผ่านมา จึงเป็นการทำแท้งผิดกฎหมายแทบทั้งสิ้น ต้นเหตุสำคัญคงเป็นดังวาทะอมตะของรุสโซ ที่ว่า
“มนุษย์เกิดมาเสรี แต่ทุกหนทุกแห่งเขาถูกพันธนาการ” และโดยเอกลักษณ์ของคนไทยที่ “รักอิสรเสรี” เมื่อกฎหมายเปิดช่องไว้แคบมาก ฝ่ายที่สนับสนุนทางเลือกจึงเลือกหนทางยุติการตั้งครรภ์ โดยไม่ยอมอยู่ภายใต้พันธนาการของกฎหมาย






