posttoday
เวียดนามกับฐานะเสือศก. อนาคตที่ยังไกลเกินเอื้อม

เวียดนามกับฐานะเสือศก. อนาคตที่ยังไกลเกินเอื้อม

07 ธันวาคม 2553

หากพิจารณาจากอัตราการขยายตัวของเวียดนามในช่วงไตรมาส 3 กับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจช่วงเดียวกันของไทย จะพบว่าเวียดนามมีความคึกคักอย่างมาก เพราะสูงถึง 7.16% ขณะที่ไทยอยู่ที่ 6.7% ซึ่งแม้จะยังอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน แต่ก็ทำให้ไทยรู้สึกหวั่นใจไม่ได้ เพราะต้องยอมรับว่าไทยเองยังคงมองเวียดนามเป็นเสมือนคู่แข่งมาโดยตลอด

หากพิจารณาจากอัตราการขยายตัวของเวียดนามในช่วงไตรมาส 3 กับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจช่วงเดียวกันของไทย จะพบว่าเวียดนามมีความคึกคักอย่างมาก เพราะสูงถึง 7.16% ขณะที่ไทยอยู่ที่ 6.7% ซึ่งแม้จะยังอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน แต่ก็ทำให้ไทยรู้สึกหวั่นใจไม่ได้ เพราะต้องยอมรับว่าไทยเองยังคงมองเวียดนามเป็นเสมือนคู่แข่งมาโดยตลอด

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

 

เวียดนามกับฐานะเสือศก. อนาคตที่ยังไกลเกินเอื้อม

หากพิจารณาจากอัตราการขยายตัวของเวียดนามในช่วงไตรมาส 3 กับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจช่วงเดียวกันของไทย จะพบว่าเวียดนามมีความคึกคักอย่างมาก เพราะสูงถึง 7.16% ขณะที่ไทยอยู่ที่ 6.7% ซึ่งแม้จะยังอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน แต่ก็ทำให้ไทยรู้สึกหวั่นใจไม่ได้ เพราะต้องยอมรับว่าไทยเองยังคงมองเวียดนามเป็นเสมือนคู่แข่งมาโดยตลอด

นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบเวียดนามกับไทย ในฐานะฐานการผลิตของอุตสาหกรรมจากต่างประเทศ จะพบว่าไทยเริ่มสูญเสียข้อได้เปรียบบางประการให้กับเวียดนาม ทำให้ธุรกิจต่างชาติเริ่มหมายตาเวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งศักยภาพด้านทรัพยากรบุคคลและค่าแรงที่ต่ำกว่า ซึ่งข้อได้เปรียบประการหลัง เวียดนามยังเริ่มเปรียบจีนเสียด้วยซ้ำ

ไม่เพียงเท่านั้น จากการสำรวจล่าสุดโดยธนาคารโลก ในรายงานบรรยากาศการทำธุรกิจทั่วโลก (Doing Business 2010) ยังพบว่าระดับของความน่าประกอบธุรกิจในเวียดนามปรับขึ้นมาอยู่ที่ 88 จากทั้งหมด 183 ประเทศ อีกทั้งในปีนี้ยังจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 78 หรือกระโดดขึ้นมาถึง 10 อันดับ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เวียดนามมีศักยภาพสูงที่จะเป็นเสือแห่งเอเชียตะวันออกต่อไป (หากยังมีผู้เรียกใช้สถานะนี้อยู่) ดังที่ไทยเคยได้รับการจัดวางตำแหน่ง “เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย” ก่อนที่วิกฤตต้มยำกุ้งจะสลายฝันดังกล่าวจนหมดสิ้น

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเวียดนามยังมองตัวเองสูงเกินไป อีกทั้งยังขาดรากฐานที่มั่นคงในหลายๆ ด้าน นักลงทุนส่วนใหญ่จะสงวนท่าทีกับการยกตำแหน่ง “เสือตัวใหม่” ในวงการมหาอำนาจเศรษฐกิจเอเชียให้กับประเทศนี้

อุปสรรคที่ขวางกั้นความหวังของเวียดนาม คือ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ยังขาดแคลน ทักษะแรงงานที่ยังต่ำ กระบวนการราชการที่ล่าช้าและยุ่งยาก การละเมิดระเบียบการค้าขององค์การการค้าโลก (WTO) ปัญหาคอร์รัปชันเรื้อรัง

และความไร้เสถียรภาพของเงินด่อง ซึ่งทางรัฐบาลประกาศลดค่าเงินแล้วถึง 3 ครั้งนับตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว เฉพาะปัญหาด้านสาธารณูปโภค จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณถึงกว่า 78 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในการพัฒนาเครือข่ายขนส่งทุกประเภท ในช่วงเวลา 10 ปีต่อจากนี้ และหากรวมเอาสาธารณูปโภคด้านพลังงาน เวียดนามจะต้องทุ่มสูงขึ้นไปอีกถึง 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

หากเวียดนามสามารถยกระดับการพัฒนาด้านนี้ได้เทียบเท่ากับบรรดา “เสือ” เอเชีย เวียดนามจะเสียเวลาอีกไม่กี่ปี ไล่ตามประเทศเหล่านั้นได้ทันในระดับหนึ่งอย่างแน่นอน เนื่องจากการแสวงหาทรัพยากรแรงงานที่มีทักษะมารองรับ ย่อมไม่เหลือบ่ากว่าแรงประเทศที่มีประชากรถึง 87 ล้านคน พร้อมอัตราแรงงานใหม่แรกเข้าตลาดถึงปีละกว่า 1 ล้านคน

แต่เวียดนามจะทำเช่นไรกับปัญหาความไม่โปร่งใสของภาครัฐ ตั้งแต่ปัญหาคอร์รัปชัน จนถึงการที่รัฐยังควบคุมธุรกิจหลักๆ ของประเทศไว้ในกำมือ?

จากการสำรวจโดยธนาคารโลก พบว่าสมรรถภาพของเวียดนามในการจดทะเบียนทรัพย์สินปรับลดลงมาจาก 39 ในปีนี้ มาอยู่ที่ 43 ในปีหน้า หรือลดลงมา 4 ลำดับ ส่วนระดับของเวียดนามที่เกี่ยวกับมาตรการปกป้องนักลงทุนปรับลดลงมาจาก 172 มาอยู่ที่ 173 ในปีหน้า

ยังไม่นับกระบวนการเริ่มประกอบธุรกิจในเวียนามที่กินเวลาในอัตราเฉลี่ย 9 จุด ยังห่างชั้นจากมาตรฐานรวมของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ 7.8 จุด ส่วนมาตรฐานประเทศอุตสาหกรรม (กลุ่ม OECD) อยู่ที่ 5.6 จุด

กระบวนการของภาครัฐในการรองรับนักลงทุนนอกยังไม่นับว่าเลวร้าย หากเทียบกับผลงานของภาครัฐในการบริหารธุรกิจหลักๆ ของประเทศ ซึ่งหากไม่สั่นคลอนจากปัญหาคอร์รัปชัน ก็แทบพินาศเพราะการบริหารผิดพลาด

ในระยะหลังเวียดนามล้มเหลวในโครงการใหญ่ๆ หลายโครงการ ก่อนหน้านี้ต้องพับแผนสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อระหว่างภาคเหนือและภาคใต้ เนื่องจากรัฐไม่อาจแบกรับงบประมาณที่สูงถึง 5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐได้ นับเป็นการดับโอกาสของเวียดนามที่จะแซงหน้าไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการก้าวกระโดดไปสู่ยุคใหม่ของการขนส่งทางรถไฟ และโอกาสในการเสริมศักยภาพด้านโลจิสติกส์

ล่าสุด Vinashin รัฐวิสาหกิจต่อเรือเดินสมุทรต้องประสบกับภาวะเฉียดล้มละลาย ด้วยหนี้สินมหาศาลถึง 4,400 ล้านเหรียญสหรัฐ จนต้องร้องขอให้เจ้าหนี้เลื่อนการทวงหนี้ออกไประยะหนึ่ง ขณะที่นายกรัฐมนตรี เหงียนตันดุง แสดงความรับผิดชอบในฐานะผู้นำรัฐบาล ที่หละหลวมในการแก้ปัญหา

Vinashin ถือเป็นความหวังอันสูงส่งของเวียดนามในการก้าวเป็นเสือเศรษฐกิจ ตามรอยรุ่นพี่ที่ได้ดีในธุรกิจต่อเรือเดินสมุทรและอุตสาหกรรมหนักมาแล้วอย่าง เกาหลีใต้ เนื่องจากธุรกิจประเภทนี้เป็นฐานอย่างดีในการปลุกปั้นทรัพยากรแรงงานที่มีทักษะสูง ดังเช่นความสำเร็จของแดวูและฮุนไดของเกาหลีใต้ (ซึ่งแม้จะมิใช่รัฐวิสาหกิจ และได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาครัฐ)

Vinashin มีแรงงานทักษะสูงถึง 1.8 หมื่นคน และอาจจะผลิตได้มากกว่านี้ หากไม่สะดุดฝันของตัวเองลงเสียก่อน อีกทั้งอาการเข้าขั้นโคม่าของ Vinashin ยังพลอยกระทบต่อรัฐวิสาหกิจรายอื่นๆ ในฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

ล่าสุด มีสัญญาณอันตรายเกิดขึ้นกับรัฐวิสาหกิจถ่านหิน Vinacomin หลังจากที่ต้องระงับการขายพันธบัตรมูลค่ารวม 500 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากเงื่อนไขในตลาดไม่อำนวย ยังผลให้ มูดี้ส์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินชั้นนำของโลก อาจต้องพิจารณาปรับลดความน่าเชื่อของ Vinacomin ลงมาจากระดับปัจจุบันที่ Ba3

ผลกระทบจาก Vinashin ที่คล้ายจะเป็นภาวะลูกโซ่เช่นนี้ อาจส่งผลให้นักลงทุนถึงกับต้องชะลอแผนการลงทุนในเวียดนาม และทำให้แผนการของเวียดนามที่จะผลักดันให้รัฐวิสาหกิจเป็นแกนหลักในการพัฒนาประเทศ เช่นเดียวกับจีน (หรือเกาหลีใต้) ต้องพบกับความล้มเหลว

อีกสาเหตุสืบเนื่องจากการที่เวียดนามยังผูกขาดอุตสาหกรรมหลักๆ ในมือของรัฐ ซึ่งแม้จะพยายามจะดำเนินตามรอยจีน แต่เวียดนามอาจลืมไปว่า จีนได้เปิดให้มีการแข่งขันอย่างเสรี ระหว่างรัฐวิสาหกิจกับบริษัทต่างชาติ โดยไม่มีการหมกเม็ดแต่อย่างใด

ประเด็นนี้สร้างความผิดหวังอย่างรุนแรงให้กับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะเสียงสะท้อนจาก อดัม ซิตคอฟ ประธานหอการค้าอเมริกันในเวียดนาม (AmCham) ที่กังวลว่า อีกไม่นานคงมีรัฐวิสาหกิจของเวียดนามที่อยู่ในภาวะสั่นคลอนขึ้นมาอีก

อนาคตของเวียดนาม ขึ้นอยู่กับการปฏิรูปครั้งใหญ่ในหลายๆ ด้าน เพื่อสะสางอุปสรรคทั้งมวลในวันนี้ และเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตในภายหน้า

ขณะนี้ธนาคารโลกยังจัดให้เวียดนามเป็นประเทศที่มีรายได้ชั้นกลางค่อนข้างต่ำ (Lower Middle Income) ทว่าในอีกไม่นานเวียดนามจะก้าวสู่สถานะที่สูงขึ้นอีกลำดับ คือ การเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับกลางอย่างเต็มตัว

อย่างไรก็ตาม แมทเธียส ดูห์น ประธานอำนวยการหอการค้ายุโรปในเวียดนาม (Eurocham) เตือนว่า เวียดนามเสี่ยงที่จะติดอยู่ใน “กับดักประเทศที่มีรายได้ระดับกลาง” (Middle Income Trap) นั่นคือ กับดักทำให้ประเทศหนึ่งๆ ไม่สามารถผละตัวเองจากสถานะฐานการผลิตที่มีค่าแรงต่ำ ใช้เทคโนโลยีทางการผลิตในระดับต่ำ

กับดักทางเศรษฐกิจเช่นนี้ จะยังผลให้ประเทศนั้นต้องพึ่งพาการลงทุนจากภายนอกอย่างหนัก จนสิ้นความเป็นตัวของตัวเอง และศักยภาพที่จะพัฒนาตัวเอง

นี่คือชะตากรรมที่ทำให้คนไทยรู้สึกคุ้นเคยอย่างมาก เพราะนี่คือสิ่งที่เรากำลังตกหลุมพรางมานานหลายปีนั่นเอง!

สิ่งที่เวียดนาม (และไทย) จะต้องเอาชนะ จึงมิใช่เพื่อนบ้าน แต่เป็นขีดจำกัดของตัวเอง ในการก้าวให้พ้นกับดักของการเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับกลาง เพื่อก้าวสู่ประเทศที่มีรายได้ระดับสูง ซึ่งหมายถึงการยกฐานะของการเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ย่อมจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

แต่ดูเหมือนว่า โอกาสของเวียดนามที่จะก้าวสู่บันไดขั้นต่อไป ได้ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดเสียแล้ว

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท