
คิดถึงบ้าน
....สมโพธิ ศรีภูมิ
“
มองดูดวงดาวก็คงเป็นดาวดวงเดียวกันมองดูดวงจันทร์ก็เหมือนกับจันทร์ที่บ้านเรา
ยามนี้ฉันเหงา คิดถึงบ้าน
มองดูท้องฟ้าก็ยังเป็นฟ้าพื้นเดียวกัน
มองดูดวงตะวันก็ยังส่องแสงไปบ้านฉัน
ยามฟ้ามืดครึ้ม คิดถึงบ้าน
อยู่ในเมืองกรุงก็คงวุ่นวายและวกวน
มีแต่ผู้คนก็เหมือนกับคนไม่รู้จักกัน
ชีวิตผกผัน คิดถึงบ้าน
มองไปทางใดก็มีแต่ตึกสูงสวยงาม
แต่ใจคนไม่งามเหมือนกับคนที่บ้านเรา
ยามนี้ฉันเหงา คิดถึงบ้าน...
”ผมขอเริ่มบทความครั้งนี้ด้วยท่อนหนึ่งของเนื้อเพลง
“คิดถึงบ้าน” ที่ประพันธ์โดยคุณอัศนี พลจันทร และที่ต้องขอนำบทเพลงนี้มาเป็นบทนำของการเขียนครั้งนี้ ก็เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้พาเด็กเข้าโรงหนังอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ห่างเหินจากกิจกรรมในลักษณะเช่นนี้มานานมาก นานจนจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ไปดูหนังในโรงหนังนั้นเรื่องอะไรและตั้งแต่เมื่อไหร่ ส่วนที่บอกว่าพา “เด็ก” เข้าโรงหนัง ก็เด็กจริงๆ ครับ เพราะเป็นลูกๆ ของผมเอง หอบกันไปทั้งครอบครัวรวม 5 คน จ่ายค่าตั๋วหนังไปกว่า 1,000 บาท พูดถึงความห่างเหินจากการดูหนังโรง ผมเกือบปล่อยไก่ออกมาทั้งเล้าตั้งแต่ตอนซื้อตั๋วแล้วครับ เพราะตั้งใจจะบอกกับเจ้าหน้าที่ที่ขายตั๋วว่าผู้ใหญ่ 2 เด็ก 3 นะเท่าไหร่ ดีแต่ว่าสังเกตจากคนที่อยู่ข้างหน้าผม ทำให้เห็นว่าไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ เขาเก็บค่าตั๋วราคาเดียวกันทั้งนั้น ไม่เหมือนกับหนังปิดวิก หรืองานวัดสมัยผมเป็นเด็กในต่างจังหวัดที่เขาเก็บค่าตั๋วเด็กกับผู้ใหญ่คนละราคาหลังจากที่หนังจบลง ระหว่างที่จูงลูกๆ ออกจากโรงภหนังพลันก็นึกถึงสมัยที่ตัวเองยังเป็นเด็กในต่างจังหวัด ภาพเก่าๆ ในความทรงจำผุดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งแบบไม่ต้องคิด ไม่ว่าจะเป็นการหนีคุณพ่อไป (แก้ผ้า) กระโดดน้ำเล่นที่คลองทิ้งน้ำท้ายหมู่บ้านแลกกับการถูกตีจนก้นแดงเพราะคุณพ่อห่วงว่าเราจะจมน้ำตายเสียก่อน ภาพการเล่นตี่จับ (ที่เดี๋ยวนี้กลายเป็นกีฬาในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ไปแล้ว!!) ทอยกอง กระโดดเชือกหนังยาง และการเล่นลูกหินกับเพื่อนๆ อย่างสนุกสนาน ว่างนักก็ไปช้อนปลากัดจากคลองหน้าบ้านเอามาเลี้ยงดูเล่น ยิงนก ตกปลาไปตามประสาเด็กๆ ตั้งแต่หัวบ้านถึงท้ายบ้านรู้จักกันทั้งหมด บางครั้งก็เล่นด้วยกัน บางครั้งก็ทะเลาะกันไปตามเรื่องตามราว ตัดกลับมาที่โรงหนังอีกครั้งหนึ่ง พอเดินออกจากโรงหนังมาได้นิดเดียวก็ผ่านร้านวิดีโอเกมที่เด็กๆ กำลังเล่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ผมต้องรีบสาวเท้าผ่านไปไวๆ เพราะเกรงว่าลูกๆ จะอ้อนให้แวะ แล้วจะไม่ให้ผมคิดถึงบ้านได้อย่างไรเล่าครับ เพราะช่วงเวลาที่ห่างกันเพียงไม่กี่สิบปี ภาพความสนุกสนานที่ผมเคยได้สัมผัสเมื่อตอนเป็นเด็กมันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับความสนุกสนานที่ (ผมยัดเยียดให้) ลูกๆ ได้รับอยู่ในปัจจุบัน
ความสนุกสนานในวัยเด็กของผมเป็นความสนุกสนานที่หาได้โดยแทบจะไม่ต้องใช้เงินเลยแม้แต่น้อย เป็นความสนุกสนานที่แบ่งปันและจุนเจือกันในหมู่เพื่อนๆ และเป็นความสนุกสนานที่มีอยู่รอบๆ ตัว ไขว่คว้าหามาได้ตลอดเวลาไม่มีวันหมด ในทางกลับกัน ผมต้องใช้เงินกว่า 1,000 บาท เพื่อซื้อความสุข 2 ชั่วโมงให้กับลูกๆ ของผม บ่อยครั้งที่ผมพาลูกๆ ไปเยี่ยมคุณปู่ที่ต่างจังหวัด แล้วให้เขาได้เล่นกับเด็กๆ ในละแวกนั้น สิ่งที่ผมสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนคือ ลูกเราอาจจะรู้จักโน่นรู้จักนี่ได้ดีกว่าเด็กในต่างจังหวัด แต่ลูกเราเอาตัวรอดสู้เด็กๆ เหล่านั้นไม่ได้ เด็กอายุ 2 ขวบนิดๆ พอที่จะพูดเป็นประโยคได้ สามารถที่จะไปเชื่อก๋วยเตี๋ยวร้านข้างบ้านกันได้แล้ว ขณะที่ลูกเราขืนปล่อยไปอย่างนั้นก็อดตายอย่างเดียว พูดง่ายๆ ก็คือลูกเราอาจจะเก่งในตำรา แต่ขาดความแกร่งในชีวิต ลูกเราได้รับการพัฒนาแต่ด้านไอคิว (IQ) แต่ตกด้านอีคิว (EQ) อย่างสิ้นเชิง และคงจะดีไม่น้อยหากลูกเราเก่งเหมือนเด็กในเมือง พร้อมกับมีความแกร่งเหมือนเด็กในต่างจังหวัด
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้แล้ว ก็เลยคิดกว้างไปอีกว่ามันจำเป็นหรือไม่ที่เราจะทิ้งวิถีชีวิตแบบไทยๆ แล้วพัฒนาประเทศของเราให้เจริญก้าวหน้าเหมือนอย่างประเทศในซีกโลกตะวันตก หรือว่าเราสามารถที่จะพัฒนาประเทศของเราให้เจริญก้าวหน้าควบคู่ไปกับการรักษาประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตแบบไทยๆ ได้ในเวลาเดียวกัน เป็นไปได้หรือไม่ที่เด็กๆ และคนรุ่นใหม่ในสังคมไทยจะเติบโตขึ้นมากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากโลกตะวันตกควบคู่ไปกับการซึมซับประเพณี วัฒนธรรมและวิถีชีวิตอย่างไทย ก็ขอฝากประเด็นนี้ไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องทุกๆ ฝ่าย แต่ที่แน่ๆ วันเสาร์
–อาทิตย์ที่จะถึงนี้ ผมจะพาลูกๆ ไปเยี่ยมคุณปู่ และปล่อยให้ลูกๆ ได้เล่นกับเด็กๆ ข้างบ้านที่ต่างจังหวัด






