
เอาน้ำเย็นเข้าลูบ ทางออกนักเรียน-นักเลง
โครงการนำร่องของกองปราบฯ ชิ้นนี้ ซึ่งมีวิธีการแก้ไขปัญหานักเรียนตีกัน โดยใช้ความนุ่มนวลที่แตกต่างจากวิธีการเดิมๆ จะทำให้สังคมของเด็กช่างที่ติดอยู่กับการแบ่งสีแบ่งค่าย
โครงการนำร่องของกองปราบฯ ชิ้นนี้ ซึ่งมีวิธีการแก้ไขปัญหานักเรียนตีกัน โดยใช้ความนุ่มนวลที่แตกต่างจากวิธีการเดิมๆ จะทำให้สังคมของเด็กช่างที่ติดอยู่กับการแบ่งสีแบ่งค่าย
โดย...วัลยศ งามขำ
ด.ต.ปราโมทย์ ทัศนีย์ไตรเทพ พร้อมกับเพื่อนตำรวจกองปราบปรามของเขาทั้งหมดรวม 4 นายตัดสินใจที่จะวางมือจากการไล่กวดจับคนร้ายทั่วไป ตามที่เขาเคยทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แล้วเข้าสมัครเป็น “ชุดปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษา”
พวกเขาเชื่อว่าโครงการนำร่องของกองปราบฯ ชิ้นนี้ ซึ่งมีวิธีการแก้ไขปัญหานักเรียนตีกัน โดยใช้ความนุ่มนวลที่แตกต่างจากวิธีการเดิมๆ จะทำให้สังคมของเด็กช่างที่ติดอยู่กับการแบ่งสีแบ่งค่ายเลิกกลายเป็นนักเรียนนักเลง
สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย เป็นสองสถาบันที่ตำรวจกองปราบปรามเลือกเป็นโมเดลที่จะใช้แก้ปัญหานักเรียนนักเลง หลังจากที่ทั้งสองสถาบันซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกันในย่านปทุมวัน ได้ก่อเหตุละเลงเลือดต่อเนื่องกันมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ
ก่อเหตุไล่ยิงไล่ฟันกันจนนักเรียนนักศึกษาตายเจ็บไปแล้วนับไม่ถ้วน และไม่มีทีท่าว่าทั้งสองสถาบันนี้จะเลิกทำสงครามกันแม้แต่น้อย แต่ทุกวันนี้ ด.ต.ปราโมทย์ และเพื่อนของเขากำลังทำในสิ่งใหม่ที่เชื่อว่าจะแก้ปัญหานี้ได้
พ.ต.อ.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผู้กำกับการ 1 กองปราบปราม (ผกก.1บก.ป.) ในฐานะผู้ควบคุมชุดปฏิบัติการแก้ไขปัญหา บอกว่า กองปราบปรามปฏิเสธการแก้ปัญหานักเรียนนักเลงในแบบอื่นๆ และนำเอาแนวทางใหม่มาใช้ โดยก่อนหน้านี้ได้มีการวิจัยในสถาบันการศึกษาที่มีปัญหาลักษณะนี้แล้ว พบว่า
นักเรียนโรงเรียนลักษณะนี้จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก คือพวกชอบทะเลาะวิวาท กับกลุ่มที่ต่อต้านการทะเลาะวิวาท ทั้งสองกลุ่มนี้จะมีอยู่พอๆ กัน คือประมาณกลุ่มละ 20% ส่วนอีก 60% นั้นเป็นกลุ่มที่อยู่เฉยๆ ยังไงก็ได้ ไม่ยอมเข้าพวก
“ผมยังพบด้วยว่าการแก้ปัญหาด้วยการใช้กฎหมายหรือวิธีการรุนแรงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหานี้ให้จบลงได้ ตำรวจทั้ง 4 นายที่สมัครใจมานั้น จึงไม่ได้เข้าไปตรวจสอบ สืบสวน หรือจับกุม แต่เข้าไปเพื่อลดความหวาดระแวงของนักเรียนและอาจารย์ โดยการเข้าไปให้ความช่วยเหลือเด็กเป็นหลัก ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละปัญหา เพราะปัญหาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่น ปัญหาครอบครัว หรือแม้แต่ไม่มีเงินกินข้าว ตำรวจของเราจะเข้าไปช่วยเหลือ” ผู้กำกับฯ พรศักดิ์ กล่าว
เขาเล่าต่อถึงวิธีการปฏิบัติว่า ตั้งแต่เวลา 06.30 น. ตำรวจที่อาสาสมัครมา จะไปยืนที่หน้าสถานศึกษาทั้งสองแห่ง แห่งละ 2 นาย พร้อมรถสายตรวจแห่งละ 1 คัน โดยไม่ต้องเข้าไปในโรงเรียน แต่จะยืนอยู่ด้านหน้าพร้อมกับแต่งเครื่องแบบตำรวจกองปราบปรามเต็มยศ
โดยเครื่องแบบได้ลงทุนตัดให้ใหม่หมดทั้ง 4 นาย พร้อมทั้งเปลี่ยนเครื่องหมายใหม่ทั้งหมดด้วย เนื่องจากต้องการสะท้อนภาพตำรวจให้มีภาพลักษณ์ออกมาดีและน่าเชื่อถือก่อนเป็นประการแรก จากนั้นก็ให้เข้าไปพูดคุยกับเด็กนักศึกษาอย่างนุ่มนวลในทำนองทักทายกันเท่านั้น
“ผมกำชับว่าไม่ให้มีการถ่ายรูปหรือทำประวัติ แต่ให้เข้าไปทำความรู้จักและสร้างความคุ้นเคยก่อนเท่านั้น เพื่อเข้าถึงเด็กให้ได้มากที่สุด รวมทั้งตัวอาจารย์เองด้วยก็ต้องเข้าไปสัมผัสเช่นกัน ส่วนตำรวจหน่วยอื่นเขาจะมาทำอะไรก็เป็นเรื่องของเขา เนื่องจากจุดมุ่งหมายในการแก้ปัญหานั้นต่างกัน เราไม่ได้เข้าไปป้องกันหรือระงับเหตุ แต่พวกเรากำลังแก้ไขปัญหาในระยะยาว” ผู้กำกับฯ พรศักดิ์ กล่าว และระบุว่า โครงการนำร่องนี้มีระยะเวลานาน 1 ปี และหากประสบความสำเร็จจะดำเนินการต่อในขั้นที่สอง และจะขยายผลไปยังสถานศึกษาอื่นๆ ที่มีปัญหาภายใต้ “อุเทนฯ-ปทุมวัน โมเดล”
ในขณะที่ ด.ต.ปราโมทย์ ซึ่งสลัดคราบนักสืบที่คลุกคลีมายาวนานมาเป็นตำรวจที่ยืนหน้าอุเทนถวาย บอกว่า ยินดีที่ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ เพราะมองว่าเป็นการช่วยเหลือสังคม มีหลายคนแปลกใจที่เราเลือกไปทำงานอย่างนี้แต่ไม่สนใจแม้ใครจะพูดว่าปัญหานี้แก้ไม่ได้ เนื่องจากการได้อบรมมาก่อนที่จะลงพื้นที่จริงนั้น ทำให้เชื่อว่าวิธีการเข้าไปสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กและอาจารย์นั้นจะแก้ปัญหานี้ได้ แม้จะไม่ได้|หวังผลถึงขนาด 100% ก็ตาม
“เด็กนักเรียนพวกนี้ไม่ได้ทำเป็นสันดาน แต่ไปยึดติดกับค่านิยมที่ผิด ถ้าเราช่วยได้ ถ้าสำเร็จได้ผมก็ได้อานิสงส์ไปด้วย ถือว่าเป็นการช่วยเด็ก ช่วยพ่อแม่พวกเขา ผมคิดว่าทำได้ อย่างน้อยที่สุดเราก็ไม่ได้เริ่มต้นด้วยวิธีการเดิมๆ ไม่ได้ไปแสดงอาการแข็งกร้าวกับเด็ก ไม่เคยไปขอชื่อและตรวจสอบประวัติ แต่พวกผมกำลังเข้าไปสร้างศรัทธาและปลูกฝังนิสัยที่ดีด้วยการกล่อมเกลา”
ด.ต.ปราโมทย์ ที่เริ่มงานของเขามาตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 พ.ย. เล่าให้ฟังว่า ในแต่ละวันต้องทำทุกอย่าง ตั้งแต่โบกรถให้เด็กนักเรียนข้ามถนน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนไหนก็ตามที่อยู่ในละแวกนั้น
ขณะที่นักศึกษาอุเทนถวายบางคนมาปรึกษาตนเรื่องใบสั่งจราจรก็นำไปจัดการให้ หากไม่มีเงินก็จ่ายค่าปรับให้ด้วย หรือบางคนก็เข้ามาสอบถามพูดคุยว่ามายืนทำอะไร ก็บอกว่ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้ เรียกว่านักศึกษาคนไหนมีความต้องการให้ช่วยเหลืออะไรก็เดินเข้ามาบอกได้ และตอนนี้ก็มีเพื่อนในรุ่นลูกเพิ่มขึ้นมากแล้ว
“ผมเชื่อลึกๆ ว่าวิธีการที่ผมทำอยู่นี้น่าจะได้ผล เพราะพื้นฐานของเด็กพวกนี้ไม่ได้เป็นโจร มีแต่พวกหัวโจกที่สร้างค่านิยมให้พกพาอาวุธ ผมยืนมาสัปดาห์เศษแล้วเห็นชัดๆ เลยว่าเด็กไม่ดื้อ ผมเห็นเด็กเดินเข้าโรงเรียนก็ยกมือไหว้พระ|ไหว้พระวิษณุทุกคน ก็แสดงว่าเขาก็เป็นคน|มีคุณธรรม แต่มันต้องใช้เวลาในการแก้”ด.ต.ปราโมทย์ กล่าว
กลับมาที่ ผู้กำกับฯ พรศักดิ์ เขาบอกเพิ่มเติมว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ใช้งบประมาณค่อนข้างสูง เพราะมีเรื่องของการเข้าไปช่วยเหลือนักศึกษาเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ล่าสุดกองปราบปรามก็เข้าไปร่วมเป็นเจ้าภาพงานอุปสมบทหมู่ให้กับนักศึกษาอุเทนถวายด้วย
นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจ นักศึกษา และอาจารย์ ซึ่งเรื่องนี้กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะมีการจัดแข่งกีฬาเพื่อสร้างความสัมพันธ์กันระหว่างสถาบันด้วย
สำคัญที่สุด ผู้กำกับฯ พรศักดิ์ เชื่อว่า ตำรวจที่ลงไปทำงานเรื่องนี้เป็นการลงทุนที่เสียสละมาก เพราะต้องเสียทั้งเวลาและเงินทอง แต่หากทำได้นั้นก็ต้องถือว่าคุ้มค่ากับการที่ลงทุน ขอให้งานหินสำเร็จลุล่วง!!!







