posttoday
เดินหน้าแก้รธน.แค่นับหนึ่งก็ป่วนแล้ว

เดินหน้าแก้รธน.แค่นับหนึ่งก็ป่วนแล้ว

06 ธันวาคม 2553

การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ส่อแววที่จะเต็มไปด้วยกระบวนการล็อบบี้กันอย่างมโหฬาร แต่จะส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ขึ้นอยู่กับการประสานผลประโยชน์กันในอนาคต

การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ส่อแววที่จะเต็มไปด้วยกระบวนการล็อบบี้กันอย่างมโหฬาร แต่จะส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ขึ้นอยู่กับการประสานผลประโยชน์กันในอนาคต

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ใน 2 ประเด็น ได้แก่ ระบบเลือกตั้งและมาตรา 190 หลังจากที่ประชุมรัฐสภามีมติรับหลักการในวาระที่1พร้อมกับให้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาหนึ่งชุดเพื่อดำเนินการปรับแก้ไขต่อไป

ทุกอย่างดูประหนึ่งว่าสามารถดำเนินการแก้ไขได้โดยง่ายพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล "วิน-วิน" กันทั้งคู่จูบปากแก้เสร็จยุบสภา แต่ถ้าส่องกันถึงเนื้อในแล้วมันไม่ง่ายขนาดนั้น หนำซ้ำทำท่าจะเป็นเรื่องที่จะลากยาวกันมากกว่าที่คิดด้วย

เดินหน้าแก้รธน.แค่นับหนึ่งก็ป่วนแล้ว

เริ่มตั้งแต่การวางตัวบุคคลขึ้นมาทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่) พุทธศักราช... เดิมทีพรรคร่วมรัฐบาลนำโดยพรรคชาติไทยพัฒนาและพรรคภูมิใจไทยได้มีการจับมือผนึกกำลังร่วมกันด้วยการผลักดันให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าว

ความสำคัญของตำแหน่งประธานในครั้งนี้ถือว่ามีมากพอสมควรเลยก็ว่าได้ เพราะจะเป็นบุคคลที่ต้องเข้ามาคุมเกมการประชุมกมธ.ทั้งหมด อย่าลืมว่าการแก้รัฐธรรมนูญเต็มไปด้วยความขัดแย้งของหลายภาคส่วนประกอบกับบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่ในกมธ.ก็มาจากทั้งวุฒิสภาและสภาฯที่มีความเห็นไม่ตรงกันเมื่อประเมินจากสถานการณ์แบบนี้ชาติไทยพัฒนาและภูมิใจไทยเห็นว่า เสธ.หนั่น เป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดเนื่องจากมีความอาวุโสทางการเมืองและหลายฝ่ายค่อนข้างให้ความเกรงใจ

แต่ปรากฎว่าพลิกล็อคเมื่อ "เทอดพงษ์ ไชยนันทน์" ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีความอาวุโสไม่เป็นรองพล.ต.สนั่น คว้าตำแหน่งดังกล่าวไปโดยให้กมธ.ในสัดส่วนประขาธิปัตย์จำนวน 19 คน ไปประสานงานกับกมธ.คนอื่นๆ เพื่อลงความเห็นให้เทอดพงษ์ได้ตำแหน่งนี้

ประชาธิปัตย์ประเมินแล้วว่าหากปล่อยให้พล.ต.สนั่น มากุมบังเหียนจะสร้างความลำบากแก่ประชาธิปัตย์ในอนาคตเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผนวกกับให้ "อรรถวิชช์ สุวรรณภัคดี" ส.ส.กทม.ประชาธิปัตย์ มาเป็นเลขานุการเพื่อควบคุมถ้อยคำในบทบัญญัติที่จะต้องมีการแก้ไข

จากนั้นประชาธิปัตย์ก็แก้เกมอีกครั้งด้วยขอให้ที่ประชุมเร่งพิจารณาแก้ไขบทบัญญัติมาตรา 190 เกี่ยวกับการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศก่อนการแก้ไขระบบเลือกตั้ง

ในเรื่องนี้ดูเผินๆอาจไม่มีอะไรในก่อไผ่แต่ทว่าเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนสูง เป็นเพราะร่างแก้ไขมาตรา 190 เป็นร่างกฎหมายฉบับสุดท้ายที่ผ่านการเห็นชอบในวาระแรก ดังนั้น ตามประเพณีที่ถือปฎิบัติแล้วหรือถ้าไม่มีเหตุจำเป็นจริงๆควรจะพิจารณาเรียงตามลำดับกฎหมายที่ผ่านการรับหลัการจากที่ประชุมรัฐสภา

กล่าวคือ ในกรณีนี้ควรจะพิจารณาร่างแก้ไขมาตรา 93-98 เกี่ยวกับระบบเลือกตั้งก่อนเพราะเป็นร่างที่3ที่รัฐสภารับหลักการเข้ามาก่อนร่างแก้ไขมาตรา 190 ซึ่งเป็นร่างสุดท้าย

หนำซ้ำการประชุมเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมากมธ.สัดส่วนของประชาธิปัตย์ยังเสนอให้มีการเชิญนักวิชาการ ภาคประชาชน ภาคราชการ และเอกชน จำนวนมากเข้ามาชี้แจงต่อที่ประชุมกมธ.ในขั้นตอนของการพิจารณามาตรา 190 เพื่อแสดงความเห็นว่าอยากให้กมธ.ปรับปรุงถ้อยคำในส่วนไหนอย่างไร

มีการตั้งข้อสังเกตในกมธ.จากพรรคร่วมรัฐบาลว่าเป็นความตั้งใจจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดความล่าช้าหรือไม่ แต่ในด้านหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้รับสัญญาณมาแล้วว่าพรรคร่วมรัฐบาลเองต้องการแปรญัตติและแก้ไขจำนวนส.ส.ในระบบเลือกตั้งที่กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลง

ปรากฎว่าความเคลื่อนไหวส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลเองต้องการให้มีจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 500คน แบ่งเป็น ส.ส.เขตเดียวเบอร์เดียว 400 บัญชีรายชื่อ 100 คน จากเดิมร่างแก้ไขที่ผ่านการรับหลักการในวาระแรก คือ ส.ส.เขตเดียวเบอร์เดียว 375 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ 125 คน

ถ้าปล่อยให้จำนวนส.ส.เป็นไปตามสูตรของพรรคร่วมรัฐบาล ความเสียเปรียบจะตกอยู่ที่ประชาธิปัตย์ทันทีเพราะยิ่งปล่อยให้มีส.ส.เขตเบอร์เดียวมากขึ้นก็เท่ากับว่าเป็นการลดจำนวนส.ส.ของพรรคในอนาคตมากขึ้นเท่านั้น แต่ให้มีส.ส.บัญชีรายชื่อที่คำนวณจากคะแนนเสียงของคนทั้งประเทศย่อมมีโอกาสให้พรรคมีส.ส.เพิ่มมากขึ้นหรือไม่ก็ไม่เสียเก้าอี้ไปมากนัก

ขณะที่ พรรคร่วมรัฐบาลซึ่งเป็นพรรคขนาดกลางไม่ต้องการให้มีส.ส.บัญชีรายชื่อมากนักเพราะฐานสียงทั่วประเทศมีน้อยกว่าพรรคการเมืองขนาดใหญ่ จึงต้องพยายามสร้างความได้เปรียบจากกติกาที่กำลังจะมีการแก้ไขอย่างเต็มที่

เห็นอย่างนี้แล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้คงเต็มไปด้วยกระบวนการล็อบบี้กันอย่างมโหฬารแน่นอน แต่จะส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ขึ้นอยู่กับการประสานผลประโยชน์กันในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท