
"สุจิต"สะท้อนซุกหุ้นถึงคดียุบปชป.
ส่วนประเด็นที่เกิดการปลุกกระแส "สองมาตรฐาน" นั้น อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าไม่ใช่คดีนี้คดีเดียว แต่มีมานานแล้วกับทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ก็มีการพูดว่าเป็นสองมาตรฐานส่วนจะเป็นสองหรือไม่สอง ก็ขึ้นอยู่กับตัวบทกฎหมาย....
ส่วนประเด็นที่เกิดการปลุกกระแส "สองมาตรฐาน" นั้น อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าไม่ใช่คดีนี้คดีเดียว แต่มีมานานแล้วกับทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ก็มีการพูดว่าเป็นสองมาตรฐานส่วนจะเป็นสองหรือไม่สอง ก็ขึ้นอยู่กับตัวบทกฎหมาย....
โดย...ทีมข่าวการเมือง
หลังจากใช้เวลาไต่สวนนานกว่าครึ่งปี สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 4:2 ยกคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ ด้วยประเด็นข้อกฎหมายเรื่องการยื่นเรื่องของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่ไม่สมบูรณ์
นำมาสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม พร้อมผูกโยงไปถึงกระบวนการทำลายความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ ผ่านวาทกรรม "สองมาตรฐาน" มาจนถึงคลิปลับหลายตอนในเว็บไซต์ยูทูบ ที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถูกสั่นคลอนครั้งใหญ่
ศ.ดร.สุจิต บุญบงการ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในบทบาทปัจจุบัน ประธานสภาพัฒนาการเมือง มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ไม่ว่าผลคดีนี้จะออกมาแบบหนึ่งแบบใด ศาลรัฐธรรมนูญต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ เพราะคดีนี้มีคนมีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก มีผลกระทบต่อการเมืองค่อนข้างกว้างขวาง
"ศาลรัฐธรรมนูญต้องใคร่ครวญอยู่แล้วว่าการจะมีมติอะไรออกไป ต้องชี้แจงทำความเข้าใจได้ในตัวบทกฎหมาย ถ้าอ่านดูในตัวบทกฎหมายเขาก็ทำตามกฎหมาย จะไปพูดว่ามีอะไรเคลือบแฝงก็อาจไม่เหมาะสม"
อีกด้านหนึ่ง สมมติกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ก็เชื่อว่าจะมีปรากฏการณ์ทางการเมืองอีกแบบหนึ่งเกิดขึ้น ดังนั้น ถ้ามองในภาพรวมแล้วเมื่อศาลวินิจฉัยเช่นนี้ ก็ต้องเป็นไปตามนี้ ส่วนผลกระทบการเมืองจะเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่คนที่เกี่ยวข้องทางการเมืองจะดูแลไม่ให้บานปลายกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ชอบมาพากลได้
อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มองว่าเมื่อมีคำวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ก็จะมีผู้ไม่ชอบ หยิบยกประเด็นนี้ไปเคลื่อนไหว แต่คำถามคือมีเหตุมีผลแค่ไหน คนส่วนใหญ่เอาด้วยหรือไม่ แต่ดูแล้วคนทั่วไปก็อาจจะยอมรับสภาพ การจะไปขยายผลให้เกิดความรุนแรงไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่การเคลื่อนไหวมีแน่
สำหรับกระแสการกดดันตุลาการ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เกิดขึ้นก็คงไม่สามารถไปเปลี่ยนคำวินิจฉัยได้ ในส่วน กกต. เมื่อคดีนี้พ้น กกต.ไปแล้ว การจะไปกดดัน กกต. ในแง่ทางปฏิบัติก็ไม่ได้อะไร เพราะอยู่ที่การวินิจฉัยตีความว่า 15 วันเป็นอย่างไร กกต.ก็อาจจะตีความอย่างหนึ่ง ศาลก็อาจตีความอย่างหนึ่ง
ทั้งนี้ การตีความของศาลถือเป็นที่สิ้นสุด การที่จะบอก กกต.สะเพร่าหรือจงใจให้ขาดอายุ ก็ไม่เป็นธรรมกับ กกต. เพราะมันขึ้นอยู่กับการตีความในแง่ตัวกฎหมาย ในแง่ประจักษ์พยานหลายหนว่านักกฎหมายตีความไม่ค่อยจะเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะต้องมีคนสุดท้ายที่จะตีความ และคนสุดท้ายก็จะต้องเป็นศาล เมื่อศาลตีความอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น
"ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินอะไรไปก็มีการวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงทั้งนั้น เพราะคำวินิจฉัยของศาลมีผลกระทบทางการเมือง สมัยผมตัดสินคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซุกหุ้น ก็เหมือนกันออกมาปฏิกิริยาก็รุนแรง มีการกล่าวหาต่างๆ นานาแต่ต้องมีคนสุดท้ายจัดการเรื่องนี้ และในระบบการเมืองบ้านเรา คนสุดท้ายที่จะต้องเป็นคนวินิจฉัย ก็ต้องเป็นศาล คำถามคือถ้าไม่ใช่ศาลแล้วจะไปที่ไหน"
ส่วนประเด็นที่คำวินิจฉัยครั้งนี้ออกมาในแง่ข้อกฎหมาย โดยไม่ลงรายละเอียดเนื้อหาคดีนั้น ศ.ดร.สุจิต อธิบายว่า หลายคดีก็เป็นเช่นนี้ อย่างนั้นถ้าฟ้องผิดหรือฟ้องเกินเวลา ศาลก็วินิจฉัยว่าถ้ากระบวนการไม่ถูกแล้วก็จบ ไม่ต้องวินิจฉัย เป็นกระบวนการปกติของศาลที่ทำกันมา ส่วนที่ว่าทำไมถึงจะรับฟ้องในตอนแรกนั้นก็เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องชี้แจง
"ผมก็เดาเอาว่าศาลคงจะต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ ไม่ว่าจะคิดว่ามันจะออกมาในรูปแบบนี้ก็ตาม แต่จะไม่ประทับรับฟ้องเลย ก็อาจจะถูกมองว่ารวบรัดก็ได้ ดังนั้นจะต้องดูให้เกิดความรอบคอบ ผมว่าน่าจะเป็นรูปนั้นด้วย เพราะคดีนี้เป็นคดีที่มีความสำคัญ ความคิดเห็นก็ยังไม่ชัดเจน ยังไม่ตกผลึก เสียงที่ออกมา 4 ต่อ 2 มันไม่ถึงขนาดเห็นพ้องต้องกัน ต้องใช้เวลาดูข้อกฎหมายชัดเจน คงจะต้องพยายามดูให้รอบคอบที่สุดเท่าที่จะรอบคอบได้"
ส่วนประเด็นที่เกิดการปลุกกระแส "สองมาตรฐาน" นั้น อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าไม่ใช่คดีนี้คดีเดียว แต่มีมานานแล้วกับทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ก็มีการพูดว่าเป็นสองมาตรฐานส่วนจะเป็นสองหรือไม่สอง ก็ขึ้นอยู่กับตัวบทกฎหมาย ถ้าตัวบทกฎหมายเขียนไว้อย่างนั้นก็คงเป็นอย่างนั้น การตีความอยู่ที่ศาล ซึ่งมีอำนาจตีความกฎหมาย ก็ต้องเป็นอย่างนั้น
"คดีศาลรัฐธรรมนูญเป็นคดีที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเองก็เหนื่อย เนื่องจากมีผลกระทบทางการเมืองสูง ทุกคดีมันมีผลกระทบในแง่ที่รัฐบาลจะอยู่จะไป ไม่ใช่เฉพาะคดีนี้ รวมถึงคดีที่ผ่านมาทั้งนั้นเพราะฉะนั้น ต้องเห็นใจบรรดาตุลาการด้วยว่าเขาคงต้องพยายามทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ส่วนจะทำแล้วใครจะพอใจไม่พอใจ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร"
ศ.ดร.สุจิต มองว่า คลิปหลายๆ ชุดที่ออกมาน่าจะเป็นกระบวนการที่ต้องการดิสเครดิตล่วงหน้าและความพยายามดิสเครดิตศาลรัฐธรรมนูญก็มีมาตั้งแต่สมัยตนเองเป็นตุลาการแล้ว เพียงแต่วิธีการดิสเครดิตมันมากขึ้น มันใช้เทคนิค ความซับซ้อนมากขึ้น แต่ความพยายามดิสเครดิต มีมาตั้งแต่ตอนนั้น เพียงแต่ตอนเริ่มต้นครั้งแรกมันยังคิดไม่ออกว่าจะใช้วิธีการอย่างไรมาดิสเครดิต
"สมัยคดีซุกหุ้นฝ่าย คุณทักษิณชนะ ฝ่ายต่อต้านคุณทักษิณก็มาดิสเครดิตศาลรัฐธรรมนูญ ระยะหลังพรรคพวกคุณทักษิณ แพ้ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง วิธีการดิสเดรดิต ก็ซับซ้อนมากขึ้น ก่อนหน้านี้มีการปล่อยข่าวว่ามีการวิ่งเต้น มีการฟ้องร้องกัน และรู้สึกว่าตุลาการเสียงข้างมากผู้เป็นฝ่ายฟ้องจะชนะ จากนั้นมีการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนตุลาการเสียงข้างมาก 5 หมื่นคน แต่ก็ฟาวล์ เพราะเมื่อตรวจสอบคนที่เข้าชื่อมีจำนวนไม่น้อยไม่มีสิทธิในการเลือกตั้ง เพราะไม่ใช้สิทธิเลือกตั้ง เลยไม่มีสิทธิเข้าชื่อ"
ส่วนรายละเอียดเนื้อหาที่ปรากฏในคลิปนั้นจะเป็นไปอย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ต้องแยกประเด็นพิจารณา ถ้ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ก็มีกระบวนการตรวจสอบอยู่แล้ว ศาลไม่ได้เป็นคนที่จะหลุดพ้นได้จากการตรวจสอบ มันมีวิธีการตรวจสอบตรงนั้น ส่วนถ้ายังไม่มีการตรวจสอบตรงนั้น เพียงเป็นการพูดกันขึ้นมา ก็ต้องปล่อยให้เขาวินิจฉัย
ทว่า ในคดี 258 ล้านบาท แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเผชิญกับแรงกดดันอีกรอบ แต่เชื่อว่าจะผ่านพ้นได้ง่ายขึ้น เพราะในแง่เนื้อหาสาระคดีหลังจะบางลง สังเกตดู กกต.เองก็เสียงแตกในช่วงเริ่มต้น เนื่องจากอาจจะมีหลักฐานพยานไม่ชัดเจน แรงกระแทกอาจจะเบา ขณะที่ปมปัญหาต่างๆ ก็คงไม่เป็นแรงกดดัน การวินิจฉัยคดี ถ้าจะไปคำนึงถึงแรงกดดันก็เป็นตุลาการที่ดีไม่ได้ ที่ผ่านมาคดีซุกหุ้นเขาต้องเผชิญกับแรงกดดันจากทุกฝ่าย แต่ตุลาการไปวินิจฉัยโดยไม่คำนึงถึงแรงกดดัน
กระบวนการดิสเครดิตมีมาตั้งแต่เริ่มศาลรัฐธรรมนูญ ทางแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มี 2 ประเด็นคือ 1.ถ้าการเมืองนิ่งโอกาสที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินอะไรง่ายขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าการเมืองบ้านเราไม่นิ่ง ทุกอย่างประสานประดังเข้ามาไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องพร้อมๆ กัน ดังนั้นลำบากที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วให้คนพอใจหมดในสภาพที่การเมืองบ้านเราแตกแยกในความคิด การเคลื่อนไหว การเมืองยังไม่เรียบร้อย
ประเด็นที่ 2 ที่ผ่านมาเราพยายามมองว่าการแก้ปัญหาการเมือง จะต้องแก้ด้วยกฎหมาย ถึงออกกฎหมายมาเยอะแยะไปหมดและมีความเชื่อว่าถ้ากฎหมายออกมาบังคับนักการเมืองทุกอย่าง
จะเรียบร้อย แต่มันก็มีปัญหา ซึ่งเคยมีความเห็นตั้งแต่ทีแรกว่า กฎหมายยุบพรรค รุนแรงเกินไป และนี่คือปัญหา คนจึงใช้เครื่องมือยุบพรรคไปต่อสู้ทางการเมืองด้วย เช่น เมื่อไม่สามารถจะเล่นงานในสภาได้ ก็ใช้กระบวนการดังกล่าวซึ่งมีกฎหมายค่อนข้างเอื้ออำนวย
"ที่ผมพูดนี่ผมพูดทุกพรรค แม้แต่พรรคการเมืองที่ถูกยุบมาแล้ว ผมก็คิดว่าไม่เป็นธรรมผมจึงไม่อยากเอากฎหมายมาเป็นตัวชูโรง ผมกำลังมองว่ากฎหมายเป็นตัวสร้างปัญหา ดังนั้นถ้าการยุบพรรคมันรุนแรงเกินไปจากความผิดซึ่งไม่รุนแรงเลย อย่างกฎหมายบอกว่าถ้าไม่จัดทำรายงานประจำปีต่อ กกต.ก็ถูกยุบ นี่ก็เกินไปการใช้เงินผิดประเภท จริงๆ แล้วพรรคไม่ได้ใช้ผิด แต่ผู้นำผู้บริหารพรรคผิดก็ไปเล่นงานตรงนั้น สมาชิกยิ่งพรรคใหญ่เขามีสมาชิกมีอะไรไม่รู้ไม่เห็นด้วยเขาก็ลำบากไปด้วย ดังนั้นต้องลงที่ตัวบุคคล
...เมื่อก่อนไม่ไปถึงขนาดนั้น เมื่อ สส.โกงเลือกตั้ง และผู้นำพรรคไม่จัดการก็ถือว่าผู้นำพรรคเห็นด้วยกับการโกงก็ไปยุบก็เกินไป ถ้าปรับตรงนี้ เอาเฉพาะไม่ไปลงโทษพรรค แต่ลงโทษผู้นำพรรค ก็ไปสืบว่าใครทำผิดทำไม่ถูกต้อง ความตึงเครียดทางการเมืองก็น้อยลงถ้าใครต้องการเอาชนะทางการเมือง ล้มรัฐบาลก็ไปสู้กระบวนการทางการเมืองคือสู้ในรัฐสภามากกว่าใช้ประเด็นกฎหมายหักล้างกัน"
อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วิเคราะห์ว่าถ้าไม่แก้ไขตรงนี้ แรงกดดันก็จะมาอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมานักกฎหมายเขามีความเชื่อว่าถ้าเขียนกฎหมายอุดช่องโหว่ นักการเมืองจะเรียบร้อยขึ้น แต่ปรากฏการณ์ที่ผ่านมาก็เห็นว่ามันไม่ได้เรียบร้อย อันนี้พูดทั่วๆ ไป ไม่ได้พาดพิงพรรคหนึ่งพรรคใด วิธีการแก้ไขตรงนี้ต้องปรับ เพราะมันเป็นยาแรงเกินไป
"ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร พรรคหาย แต่คนที่ถูกกล่าวหาก็ยังอยู่ นักการเมืองยังอยู่ไม่ได้ไปไหน ยานั้นเป็นยาที่ใช้ผิด ยกตัวอย่างง่ายๆ กับยุบพรรค คุณยุบพรรคมาตลอด ไทยรักไทยกลายเป็นพลังประชาชน กลายเป็นเพื่อไทย มันได้อะไรขึ้นมา มันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ผมคิดว่ามันไม่ควรใช้กฎหมายมายุบ มันควรจะไปอยู่ที่ตัวบุคคลมากกว่า
หรืออย่างประชาธิปัตย์จะถูกยุบเขาก็มีข่าวว่าเตรียมไปตั้งพรรคใหม่ และบอกว่าสมมติถ้าตัวผู้นำพรรคโดนก็โดน 5 ปี หลายคนก็เตรียมตัวเข้ามาใหม่นี่จะจบ 5 ปีแล้ว คำถามว่าจบแล้วเข้ามาใหม่พฤติกรรมเปลี่ยนไหม ผมว่าไม่เปลี่ยน ถ้าคุณจะเล่นงานฝ่ายตรงข้ามตรงนี้เปิดช่องที่ท้าทายมากที่จะใช้ตรงนี้ และเมื่อใช้ช่องทางนี้แล้ว ปรากฏว่าตุลาการวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น คุณก็ตีตุลาการต่อไป มันก็ไม่จบไม่สิ้น เป็นอยู่อย่างนี้"
อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยกตัวอย่างในอดีตว่าสมัยวินิจฉัยคดีซุกหุ้น พ.ต.ท.ทักษิณ แม้จะไม่มีการต่อสู้กันแรงมาก แต่ก็โดนวิ่งเต้น โดนประณาม สารพัดอย่าง เพียงแต่ว่าไม่เป็นระบบอย่างที่เป็นอยู่ อาจเป็นเพราะเพิ่งเริ่มต้น ดังนั้นก็เลยไม่ค่อยมีอะไรรุนแรง เพื่อที่จะให้เป็นธรรมกับตุลาการควรดูกฎหมาย อย่าให้หลายเรื่องขึ้นมาถึงศาลง่ายเกินไป หรือไปหวังว่าศาลจะแก้การเมืองได้ทุกอย่างโดยใช้กฎหมาย
"ศาลรัฐธรรมนูญมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งคือคำวินิจฉัยวิจารณ์ได้ ในขณะที่คำตัดสินของศาลฎีกาวิจารณ์ไม่ได้ แต่การวิจารณ์อย่างไร ก็แล้วแต่ไม่มีผลล้มล้างคำวินิจฉัย คุณก็วิจารณ์กันไปเราก็ถูกวิจารณ์มาตลอด ทั้งนักวิชาการ นักการเมือง
...แต่อย่าไปหวังพึ่งกฎหมายว่าจะแก้ไขได้หมดทุกอย่าง แง่ยุบพรรคยิ่งเป็นการลงโทษที่ไม่เป็นธรรมกับพรรคการเมืองทุกพรรค และไม่ได้ผลด้วยในการทำให้การเมืองเรียบร้อยขึ้น นักการเมืองมีคุณธรรมมากขึ้น ต้องแก้ที่อื่น"
ต้นปีหน้ารัฐบาลหนัก...!!!
ในฐานะประธานสภาพัฒนาการเมืองศ.สุจิต ประเมินว่า ปีหน้าการเมืองไทยคงดีขึ้นมาบ้าง แต่ไม่ถึงขนาดทุกอย่างจะเรียบร้อย การเมืองไทยไม่เคยเรียบร้อยแต่ก็แปลกที่อยู่กันได้ทั้งที่มันไม่เรียบร้อยอันนี้อาจจะเป็นข้อเข้มแข็งของการเมืองไทย ไม่ว่าจะมีปัญหาวิกฤตเกิดขึ้นเป็นระยะ แต่ยังคงรักษาประเทศชาติไว้ได้
แม้จะไม่มีปัญหาวิกฤตพื้นฐาน แต่การเมืองในปีหน้าที่จะมีการเลือกตั้งการเมืองทุกฝ่ายพยายามช่วงชิงคะแนนเสียง ความนิยม ความได้เปรียบ ดังนั้นจะให้เรียบร้อยก็คงจะลำบาก ขณะที่วิกฤตที่มีอยู่ไม่ได้หายไปไหน การแบ่งค่าย แบ่งสีความคิดทางการเมือง การแบ่งกลุ่มสนับสนุนผู้นำทางการเมืองยังมีอยู่
มีความเป็นไปได้เมื่อเปิดสมัยประชุมวันที่ 21 ม.ค. 2554 พรรคฝ่ายค้านคงเสนออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะเป็นวิธีการหาเสียงของเขา เลยมีคนตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลก็อาจจะชิงยุบสภาได้
แต่อีกส่วนหนึ่งเห็นว่ารัฐบาลอาจยอมให้เปิดอภิปราย ถ้าเชื่อมั่นว่าเมื่ออภิปรายแล้วคนที่เสียรังวัดอาจจะเป็นฝ่ายค้าน อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยังค้างคาอยู่ ซึ่งกว่า จะแก้ไขเสร็จต้องใช้เวลานานในการจัดเขตเลือกตั้งใหม่ แต่สมมติชิงยุบสภาก่อนแก้ไขเสร็จก็จะถูกต่อว่าอีกว่าเล่นละคร เสนอขอแก้ไขไปอย่างนั้น แต่ตัวเองไม่อยากแก้เท่าไหร่ ชิงยุบเสียก่อน ดังนั้นจึงมองว่ารัฐบาลคงอยากแก้ไขให้เสร็จแล้วค่อยยุบสภายกเว้นอยู่ไม่ได้จริงๆ
"ผมไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น แตกแยกในพรรคร่วมรัฐบาลแบบไม่สามารถประนีประนอม หรือมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในลักษณะที่รุนแรง แต่รัฐบาลชุดนี้เผชิญความรุนแรงทางการเมืองมาสองครั้งหนักๆ ซึ่งมีหลายคนไม่คิดว่าจะอยู่มาได้แต่ก็อยู่มาได้ดังนั้นถ้าผ่านพ้นวิกฤตสองอันนี้มาได้วิกฤตอื่นในปีหน้าเบาแล้ว โดยเฉพาะรัฐบาลถือไม้ตายคือเลือกตั้งใหม่"
แม้จะออกตัวว่าไม่รู้ตื้นลึกหนาบางในกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แต่ประธานสภาพัฒนาการเมือง มองว่า การเปลี่ยนหัวขบวนเป็น ธิดา ถาวรเศรษฐ์ พร้อมปรับทิศทางการเคลื่อนไหวเป็นแนวสันติวิธี ก็เพราะเขาพลาดในครั้งที่แล้วที่ใช้ความรุนแรง แต่ก็อาจจะเปลี่ยนเป็นการรุนแรงได้ เพราะกลุ่มผู้นำเป็นแกนยังคงอยู่เหมือนเดิม
ที่ผ่านมามีการปรับไปมา สันติรุนแรง และไม่ได้หมายความว่า สันติแล้วจะไม่รุนแรง แต่คิดว่าถ้าจะให้ดีต้องสู้กันในแนวทางรัฐสภา รัฐบาลจะต้องเผชิญทั้งศึกหนักในสภาและนอกสภา แม้ฝ่ายค้านรู้อยู่แล้วว่าเสียงไม่มีทางชนะในสภา ก็จะต้องใช้วาทกรรมในการโจมตีและเชื่อว่ารัฐบาลสามารถตอบโต้ได้ แต่ก็ทำให้เกิดความกระอักกระอ่วนใจพอสมควรในบทบาทของสภา ข้างนอกก็หนักเพราะจะมีกลุ่มเหลือง-แดงเคลื่อนไหวต่อ รัฐบาลก็คงพยายามแก้ไขให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบ ถ้าสมมติไม่ไหวจริงๆไพ่ใบสุดท้ายของรัฐบาลก็คือให้มีการเลือกตั้ง
เพื่อไทยเล็งไว้แล้วว่าเดือน เม.ย. เพราะส่วนมากถ้าเป็นเลือกตั้งทั่วไปต้องเป็นหน้าแล้ง ถ้าหลุดจากเดือน เม.ย. ก็ต้องไปยาว ดังนั้นต้นปีหน้ารัฐบาลหนักแน่ แต่ถ้ารัฐบาลสามารถยันอยู่ก็อาจจะเลือกตั้งปลายปี ถ้าเขายันไม่อยู่ เดือน เม.ย. ก็ว่ากัน
ส่วนผลงานที่ผ่านมา ถือว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์สอบผ่านจากวิกฤตปัญหา 2-3 ปีที่ผ่านมา ถ้าเป็นผู้นำคนอื่นเขาคงไปเรียบร้อยแล้ว และคงไปแบบทำให้ประเทศชาติปั่นป่วนมากกว่านี้ส่วนรัฐบาลอภิสิทธิ์มีอะไรดีจึงผ่านวิกฤตมาได้อย่างไม่น่าเชื่อนั้นประธานสภาพัฒนาการเมือง วิเคราะห์ว่า เป็นเพราะบุคลิกส่วนตัว "อภิสิทธิ์" ล้วนๆ







