
Too Big to Ignore 'จีน' ใหญ่เกินไปที่จะมองข้าม
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 10 ม.ค. รัฐบาลกรุงปักกิ่งประกาศตัวเลขการส่งออกเดือนธ.ค. 2552 ที่ดีดตัวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 13 เดือน เพิ่มขึ้นถึง 17.7% และยังเหนือการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ไปถึง 4% ส่งผลให้ตำแหน่งประเทศผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลกในปี 2552 ตกจากแชมป์เก่าอย่างเยอรมนี เปลี่ยนมือมาสู่จีนอย่างไร้ข้อกังขา
ถัดมาอีกเพียง 1 วัน จีนยังคงเดินหน้าด้วยการสร้างประวัติศาสตร์เป็นชาติแรกที่สามารถโค่นแชมป์เก่าสหรัฐ ผงาดขึ้นเป็นตลาดรถยนต์ใหญ่สุดอันดับ 1 ของโลกได้ในปี 2552 กับยอดขายตลอดทั้งปีที่เพิ่มขึ้นถึง 52.9% ไปอยู่ที่ 13.6 ล้านคัน แซงหน้ายอดขายในสหรัฐยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองที่ทำยอดได้เพียง 10.4 ล้านคัน
และในอีกไม่กี่อึดใจไม่เกินปีนี้ จีนก็จะแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกได้อย่างค่อนข้างชัวร์ 100% เต็มเช่นกัน
ช่างเป็นปีเสือที่เฮงกระไรสำหรับจีน ข่าวดีเข้ามาพร้อมๆ กันทุกทาง และหากสภาพเศรษฐกิจโลกในปี 2553 ฟื้นตัวได้จริงตามการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก ประเทศที่จะผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกก็จะไม่ใช่สหรัฐอีกต่อไป แต่เป็นจีนที่มาพร้อมจีดีพีทะลุ 9% แบบที่ไม่มีประเทศใดสามารถเลียนแบบได้
หากสหรัฐเคยมีสำนวน “Too Big to Fail” จากการเข้าอุ้มภาคธุรกิจที่ใหญ่เกินกว่าจะปล่อยให้ล้มมาแล้วในปี 2551–2552 จีนในวันนี้ก็คือเสือเศรษฐกิจ “Too Big to Ignore” ที่ “ใหญ่เกินกว่าจะละสายตา” ไปได้
ไม่ว่าจะชอบหรือชัง จะชื่นชมหรืออิจฉา จีนก็คือยักษ์ทางเศรษฐกิจโลกที่มาแรงที่สุด และน่าจับตามากที่สุดในอนาคตอันใกล้ ซึ่งต้องไม่ลืมตัวเลขสำคัญอีก 2 ด้านด้วยว่า จีนมีอัตราทุนสำรองระหว่างประเทศสูงที่สุดในโลก และยังเป็นผู้ถือครองตราสารหนี้สหรัฐรายใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย
“มีเหตุผลที่ดีพอจะมองได้ว่ากลุ่มประเทศ G7 อีก 5 ปีหลังจากนี้จะไม่มีความสำคัญมากเหมือนแต่ก่อน และเราจะพุ่งเป้าเหลือเพียงประเทศ G2 ซึ่งก็คือสหรัฐกับจีนเพียง 2 ประเทศเท่านั้น เศรษฐกิจจีนอาจยังไม่ใหญ่เท่ากับสหรัฐ แต่ก็จะไล่ตามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และจะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีความสำคัญมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก” เฟรด แฟรนเคล ประธานฝ่ายนโยบายการลงทุนของบีคอน ทรัสต์ บริษัทการเงินในนิวเจอร์ซีย์ ของสหรัฐ กล่าวกับซีเอ็นเอ็นมันนี่
แม้จะเป็นคู่แข่งกันในทางปฏิบัติ ทว่านักธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์อเมริกันจำนวนไม่น้อยก็เริ่มที่จะมองจีนในแง่ดีขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุดก็ในช่วงเศรษฐกิจขาลง เพราะเห็นได้ชัดว่าหากจีนโต สหรัฐก็รับผลพลอยได้ไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่าย่อมหมายถึงประเทศอื่นๆ ด้วย
ประการแรก การขยายตัวของจีนนั้นไม่ได้มีแค่การส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่การนำเข้าในเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา ก็ยังพุ่งสูงถึง 56% แม้จะไม่มีทางทำให้ขาดดุลการค้า แต่อย่างน้อยช่องว่างมหาศาลของการเกินดุลการค้ากับต่างชาติก็ได้แคบลงมา
สำหรับสหรัฐนั้นควรต้องดีใจเป็นพิเศษกับการขยายตัวของจีนในวันนี้ เพราะความพยายามปรับตัวจากประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ไปเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกนั้น หมายความว่าจีนยังต้องพึ่งพาการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการศึกษาจากฝั่งสหรัฐอย่างมหาศาล และจีนนั้นก็มีเงินพร้อมที่จะลงทุนในด้านเหล่านี้ทุกเมื่อ
เฉพาะด้านการศึกษานั้น ในขณะที่เศรษฐกิจโลกเริ่มย่ำแย่ตั้งแต่ปี 2551 จนสถาบันการศึกษาในสหรัฐต้องหน้าแห้งไปตามๆ กัน ผู้ปกครองไม่มีเงินส่งลูกเรียน ทุนเล่าเรียนถูกลดทอน แต่นักศึกษาจากจีนกลับยังคงไหลทะลักสู่สหรัฐอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นกลุ่มนักศึกษาต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในแผ่นดินสหรัฐด้วยจำนวนราว 23,779 คน ในปี 2551
สำหรับประเทศอื่นๆ นั้นดูเหมือนว่าผู้ที่จะได้ประโยชน์จากการเติบโตของจีนไม่แพ้กันก็คือประเทศผู้กุมทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งพลังงานต่างๆ ไว้ เพราะถือเป็นหัวใจหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจีนให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนออกมาแล้วผ่านราคาน้ำมันดิบโลกที่ทะยานไปทะลุ 83 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในสัปดาห์นี้ รับสัญญาณจีนกับเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว
และแม้แต่ทางการจีนเองก็ยังเคยพูดถึงข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียนจีนในมุมหนึ่งว่า จะเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยให้จีนสามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากรเพื่อมาช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนต่อไปได้
อีกประการที่ไม่อาจมองข้ามได้คือเรื่องของ “เงินหยวน” ที่ถูกตราหน้ามาตลอดหลายปีที่ผ่านมาว่า เป็นเพราะการเล่นแท็กติกของรัฐบาลกรุงปักกิ่งยื่นมือแทรกแซงให้เงินหยวนอ่อนค่ากว่าเงินเหรียญสหรัฐตามพื้นฐานที่ควรจะเป็น ทำให้ส่งออกของจีนพุ่งทะยาน นำมาซึ่งจีดีพีทะยานเหนือ 8% ทุกปี
ในขณะที่การส่งออกของจีนปลายปี 2552 ดีดตัวเกือบ 18% ขยับเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลกแทนที่เยอรมนี ด้วยมูลค่าการส่งออกทั้งหมดราว 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 40 ล้านล้านบาท) จีนเองก็ต้องเผชิญแรงกดดันหนักหน่วงยิ่งขึ้นอีกครั้งว่าถึงเวลา “ลอยค่าหยวน” ได้แล้ว
สัญญาณกดดันเรื่องลอยค่าหยวนนั้นเริ่มมีขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา เมื่อจีนเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นในภาคการส่งออกที่ทยอยปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ นำโดยสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) สองหัวหอกที่เดินหน้าเรียกร้องแทบจะทุกครั้งเมื่อมีโอกาส
ล่าสุด คาเรล เดอ กุชต์ หัวหน้าคณะผู้แทนการค้าของอียู ก็ได้เร่งเสียงไมโครโฟนอีกครั้งให้จีนปรับสมดุลเงินหยวนให้สะท้อนพื้นฐานความเป็นจริงให้มากขึ้น แถมครั้งนี้ยังประกาศชัดเจนว่าจะกดดันจีนทุกครั้งที่มีโอกาส และไม่เว้นแม้แต่เวทีประชุมพหุภาคี เช่น กลุ่มประเทศ จี20 อีกด้วย
ในทางตรงนี่คือการกดดันให้จีนลอยค่าเงินหยวนเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ทว่าในทางอ้อมหากลองมองภาพรวมที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2552 จะเห็นว่าสงครามการค้าโดยการงัด “มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด” (AntiDumping) กำลังคุกรุ่นระหว่างมวยคู่จีนสหรัฐ และจีนอียู
หากจีนคิดเอาตัวรอดขึ้นแพคนเดียว ปล่อยให้คนอื่นๆ ยังต้องพยายามว่ายน้ำกลับขึ้นฝั่งเองอย่างทุลักทุเล ก็มีแนวโน้มสูงที่สงครามกีดกันทางการค้าเช่นนี้จะขยายวงเพิ่มขึ้นอย่างร้อนระอุในปีนี้ไปยังสินค้าจีนอีกหลายต่อหลายตัวที่สุ่มเสี่ยงต่อการเข้าข่ายทุ่มตลาด
อีกทั้งจีนเองก็ยังมีช่องโหว่ให้ได้เห็นอยู่เสมอกับเรื่องมาตรฐานคุณภาพสินค้าที่ยังไม่เสมอต้นเสมอปลาย หากคิดจะลงมือตรวจสอบกันอย่างจริงจังเมื่อไร ก็อาจเจอปัญหาที่คาดไม่ถึงได้เสมอ เหมือนกับกรณีการพบสารแคดเมียมล่าสุดในของเล่นเมด อิน ไชนา
บททดสอบว่าที่เขตเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกครั้งนี้ ใหญ่ไม่แพ้กับที่โลกกำลังหวั่นเกรงมังกรยักษ์วันนี้เหมือนกัน







