
เมื่อ เฟด ใช้เงินกู้วิกฤตผิดทาง
โลกเผชิญกับประสบการณ์ที่เจ็บปวดจากวิกฤตการเงินและภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ
โลกเผชิญกับประสบการณ์ที่เจ็บปวดจากวิกฤตการเงินและภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โลกเผชิญกับประสบการณ์ที่เจ็บปวดจากวิกฤตการเงินและภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ และโลกก็ได้เห็นว่ากระทรวงการคลังและธนาคารกลางของสหรัฐเองก็พยายามดิ้นรนในสารพัดวิธีที่จะช่วยรักษาชีวิตของธุรกิจต่างๆ และรักษาตำแหน่งงานไว้ ซึ่งธุรกิจหลายแห่งก็ได้รับการช่วยชีวิตไว้และรอดพ้นจากความล่มจม
ทว่าในวันนี้เมื่อเอกสารรายชื่อธุรกิจและสถาบันการเงินต่างๆ ในฐานะผู้กู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจาก 6 โครงการช่วยเหลือฉุกเฉิน มูลค่า 3.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จากกระเป๋าของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลกได้ถูกเผยออกมา
สิ่งนั้นกลับไม่ได้ช่วยสร้างความพึงพอใจให้กับชาวสหรัฐ
ทุกอย่างผกผันเป็นความรู้สึกโกรธ... ทำไม?
ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งไม่พอใจ เพราะรู้สึกว่ารัฐบาลกำลังทำหน้าที่เป็นต้นเหตุแห่งวิกฤตได้ดีพอๆ กับการพยายามเป็นผู้เยียวยาเศรษฐกิจ
ความคาดหวังถูกตั้งไว้ว่า ธนาคารและสถาบันการเงินที่มีบทบาทสำคัญในวอลสตรีตจะเป็นส่วนที่ได้รับผลประโยชน์จากเงินช่วยเหลือเหล่านั้น ในระหว่างช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกอยู่ในช่วงพีก
ส่วนหนึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้
เฟดทำหน้าที่เป็นผู้ยื้อชีวิตสถาบันการเงินและธุรกิจในประเทศของตนไว้ อาทิ แบงก์ ออฟ อเมริกา ซิตี้กรุ๊ป มอร์แกน สแตนเลย์ เวลล์ ฟาร์โก
แต่อีกส่วนหนึ่งซึ่งไม่น้อยเลย ที่เป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย แม้เฟดจะยืนยันว่าไม่ได้เสียเครดิตใดๆ จากโปรแกรมช่วยเหลือที่เกิดขึ้น และส่วนมากก็จะสิ้นสุดภายในปีนี้ด้วย
เงินจำนวนมหาศาลราว 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ตกเป็นเป้าวิจารณ์ในความไม่โปร่งใส โดยกำลังเข้าโอบอุ้มธนาคารและบริษัทต่างชาติไว้ ในขณะที่สหรัฐเองกำลัง “จมน้ำ”
เงินถูกจ่ายไปไม่ถูกที่ และไม่สร้างประโยชน์ต่อปากท้องชาวอเมริกัน
ธนาคารในยุโรปถึง 6 แห่ง จากทั้ง เบลเยียม ฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ ชิงสัดส่วนจากเงินในกำมือของเบน เบอร์แนนคี ประธานเฟด ไปติดอยู่ในอันดับ 11 องค์กรระดับต้นๆ ที่เป็นลูกหนี้รายใหญ่จากโครงการกองทุนสำหรับตราสารหนี้ (Commercial Paper Funding Facility CPFF)
นอกจากนี้ ยังมีรายชื่อของธนาคารกลางของประเทศพันธมิตรของสหรัฐอย่าง ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางญี่ปุ่น กลุ่มธนาคารกลางเหล่านี้ใช้เงินก้อนโตจากเฟดเพื่อไปช่วยพยุงธนาคารในประเทศของตน
“ธนาคารกลางสหรัฐกลายเป็นธนาคารกลางโลกแล้วหรือ” เบอร์นี แซนเดอร์ส สว.อิสระจากรัฐเวอร์มอนต์ กล่าว
หนำซ้ำยังมีรายชื่อของบริษัทต่างชาติ ทั้ง เจเนอรัล อีเลคทริค คาเตอร์พิลลาร์ ฮาร์เลย์เดวิดสัน โดยเฟดให้เหตุผลว่าเป้าหมายของเงินกองทุนช่วยเหลือฉุกเฉินทั้งระยะสั้นและระยะยาวต่างๆ ก็เพื่อเสริมสภาพคล่องในยามที่ตลาดสินเชื่อเอกชนขยับตัวไม่ได้
ดังนั้น สิ่งที่ยังคงค้างคาและเป็นคำถามที่เฟดต้องแจกแจง คือ เป็นความยุติธรรมและเหมาะสมที่ชาวอเมริกันควรแบกรับภาระของธนาคารในยุโรปและบริษัทต่างชาติทั้งที่เศรษฐกิจของตนร่อแร่
มุมมองพฤติกรรมของเฟดถูกสะท้อนแตกเป็นสองส่วน
ส่วนแรก ยังคงมองว่าสหรัฐได้ครองฐานะพี่ใหญ่ที่ยังต้องช่วยเหลือและมีความรับผิดชอบต่อโลกเพิ่มขึ้น
แต่แน่นอน เสียงส่วนใหญ่เชื่อว่าเฟดกำลังทำสิ่งที่มีนัยซ่อนเร้น
ก่อนหน้านี้ เฟดพยายามต้านทานเสียงเรียกร้องให้มีการเปิดเผยรายชื่อสถาบันและธุรกิจที่ได้รับความช่วยเหลือมายาวนาน
แต่ได้รับแรงกดดันจากทั้งสภาคองเกรส การฟ้องร้องดำเนินคดีจากองค์กรสื่อ กระทั่งกฎหมายการปฏิรูปทางการเงิน ที่ต้องการให้ภาคการเงินมีความโปร่งใส จนทำให้เฟดจนมุม ยอมอ่อนข้อกับเรื่องดังกล่าว
แซนเดอร์ส สว.ผู้ร่างมาตรการทางกฎหมายที่นำมาสู่การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ระบุว่า ตามการเจรจาของกองทุนช่วยเหลือฉุกเฉิน เฟดควรจะต้องสร้างข้อกำหนด บังคับให้ธนาคารที่ได้รับความช่วยเหลือนำเงินที่ได้ไปให้ธุรกิจขนาดเล็กได้กู้และลดหย่อนสินเชื่อให้ผู้บริโภค เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมให้เศรษฐกิจของสหรัฐอย่างแท้จริง
แทนที่จะนำเงินช่วยเหลือไปสร้างสวัสดิการ หรือเป็นสถานสงเคราะห์ให้กับบรรดาบริษัท
หนำซ้ำรายชื่อที่เปิดขึ้นมายังทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า เฟด แม้จะมีโครงสร้างเป็นองค์กรทางการเงิน แต่ก็มักพลั้งไปสวมบทองค์กรทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง
อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าเฟดรับมืออย่างไรกับวิกฤตที่เกิดขึ้น อำนาจที่แท้จริงเบื้องหลังการทำงานของเฟดเป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการเฟด (Federal Reserve Board) และธนาคารกลางแห่งนิวยอร์ก (New York Fed) เป็นผู้กุมบังเหียนและสวมทั้งมงกุฎทางการเมืองไว้ด้วย
บทบาทของธนาคารกลางทั่วโลก คือ สถาบันการเงินระดับสูงของประเทศที่มีอำนาจควบคุมและดูแลระบบการเงินและเครดิตของประเทศ พันธกิจที่สำคัญคือ การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน
พฤติกรรมของเฟดในการแบ่งเค้กเงินช่วยเหลือก้อนโต แม้อาจจะได้เสียงสรรเสริญในบทผู้รักษาบทบาททางการเมืองของสหรัฐในการ เมืองโลกให้ยั่งยืน แต่เลี่ยงไม่ได้ที่อาจจะต้องสะดุดตอในข้อหาผู้ที่ไม่พยายามรักษาเสถียร ภาพทางการเงินของสหรัฐไว้ จนสหรัฐต้องเร่งเสริมภาพลักษณ์ที่โปร่งใสมาเติมเต็ม
หน้าที่และบทบาทของเฟดจึงอาจจะเป็นตัวอย่างและบทเรียน สะท้อนให้เห็นจุดยืนที่ต้องแยกอย่างชัดเจนของผู้นำฝั่งทางการเมืองและการเงินของหลายประเทศในโลก







