
โปรยฝนทั่วฟ้า ผ่าตัดภาษีบีโอไอ
วาระด่วนอย่างหนึ่งหลัง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผ่านมรสุมคดียุบพรรคไปแล้วก็คือการปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่
วาระด่วนอย่างหนึ่งหลัง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผ่านมรสุมคดียุบพรรคไปแล้วก็คือการปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่
โดย...ทีมข่าวการเงิน
วาระด่วนอย่างหนึ่งหลัง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผ่านมรสุมคดียุบพรรคไปแล้วก็คือการปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่
เป้าหมายที่นายกรัฐมนตรีเล็งๆ เอาไว้คือการปรับลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ
ย้อนกลับไปสมัยที่อภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2541 ได้รับมอบหมายงานให้กำกับดูแลสำนักงานบีโอไอ
ในช่วงนั้น อภิสิทธิ์เป็นผู้บุกเบิกการผ่าตัดสิทธิประโยชน์ที่บีโอไอประเคนให้กับต่างชาติ
หนึ่งในข้อเสนอที่ผลการศึกษาในขณะนั้นบอกไว้ชัดเจนคือ ประเทศไทยจะอาศัยสิทธิทางภาษีล่อใจนักลงทุนอย่างเดียวไม่ได้
ต้องมีการปรับลดภาษี “ตัวใหญ่” ที่สุด คือภาษีเงินได้นิติบุคคลที่กรมสรรพากรเก็บอยู่ในอัตรา 30% ลงมาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
เมื่อประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งทางเศรษฐกิจ ล้วนปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อช่วงชิงเงินลงทุนกันหมดแล้ว
ล่าสุด ทั้งกระทรวงการคลังและนักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ต่างออกมาสนับสนุนเรื่องการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลอีกครั้ง
โดย เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการด้านนโยบายการแข่งขันทางการค้าและคุ้มครองผู้บริโภค ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจรายสาขา ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า หากต้องการให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของไทยสามารถใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี และเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ภาครัฐอำนวยความสะดวกให้ รัฐบาลต้องเปลี่ยนหลักเกณฑ์การให้สิทธิทางภาษีในปัจจุบันใหม่
ไม่ว่าจะเป็น สิทธิด้านภาษีสรรพากร สิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และภาษีศุลกากร
ทั้งนี้ ถ้าดูจากข้อมูลในปี 2551 พบว่าจำนวนเอสเอ็มอีทั้งหมดทั่วประเทศ 2.84 ล้านรายแบ่งเป็นนิติบุคคลที่อยู่ในระบบเพียง 5.82 แสนราย หรือคิดเป็น 20.5% เท่านั้น
ส่วนที่เหลืออีก 2.25 ล้านราย คิดเป็น 79.5% ยังเป็นผู้ประกอบการทั่วไปที่ไม่ได้จดทะเบียนเพื่อเข้าในระบบ
ต้นสายปลายเหตุที่ทีดีอาร์ไอพบก็คือ ธุรกิจรายกลางและรายย่อยส่วนใหญ่กลัวเรื่องการเสียภาษีที่สูงถึง 30% ยังไม่นับภาษีอื่นๆ อีกยุบยับ ทำให้ไม่ต้องการเข้าระบบสรรพากร
ขณะที่เอสเอ็มอีที่เข้าไปในระบบก็จะแอบทำบัญชี 2 ตัวเลข ตัวเลขแรกคือบัญชีจริงที่แจ้งกับผู้ถือหุ้น ว่ากำไรเท่าไหร่ ต้นทุนเท่าไหร่ และจ่ายปันผลเท่าไหร่
ส่วนบัญชีที่สอง คือบัญชีที่แจ้งกับกรมสรรพากรในการเสียภาษีประจำปี บัญชีนี้ส่วนใหญ่จะแจ้งผลประกอบการที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อให้อัตราการเสียภาษีถูกลง
หรือไม่ก็ทำบัญชีให้ขาดทุนไปเลย เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียภาษีกับกรมสรรพากร
เดือนเด่นชี้ประเด็นนี้ในผลวิจัยล่าสุดว่า อัตราภาษีนิติบุคคลที่ค่อนข้างสูงที่ 30% เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักให้วิสาหกิจจำนวนมากเลือกที่จะไม่เข้าระบบ จึงไม่สามารถพัฒนาศักยภาพได้เต็มที่
โดยทีดีอาร์ไอต้องการให้ลดภาษีเงินได้เหลือ 18% ซึ่งจะช่วยให้ฝนตกทั่วฟ้า คือเอสเอ็มอีได้กันทั่วหน้า ไม่มี “ความเหลื่อมล้ำ” ว่า บริษัทที่อยู่ในบีโอไอได้เว้นภาษี 8 ปี
ส่วนใครที่ไม่เข้าระบบบีโอไอต้องเสียภาษีเงินได้สูงถึง 30%
สมมติว่ากำไร 10 ล้านบาท ก็ต้องจ่ายภาษีให้รัฐบาล 3 ล้านบาทเข้าไปแล้ว ถามว่าอย่างนี้ใครจะอยากเข้าระบบเสียภาษีอย่างถูกต้อง
นอกจากนั้น เวลากรมสรรพากรสงสัยตัวเลขในบัญชีที่แจ้งมา เช่น ธุรกิจใหญ่โต แต่เหตุใดกำไรจิ๊บจ๊อย อยากจะไปตรวจสอบภาษีบริษัทเอกชนแต่ละครั้งกลับต้อง “เจอตอ”
เมื่อจะไปตรวจก็มีสายโทรศัพท์แจ้งเข้ามาว่า บริษัทนี้เป็นลูกค้าของผู้ใหญ่ในกรมสรรพากรบ้าง หรือมีข้าราชการจากกรมสรรพากรทำบัญชีให้บ้าง
ทั้งๆ ที่ระเบียบปฏิบัติของทางราชการนั้น ห้ามไม่ให้ข้าราชการทำงานกับเอกชนที่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการอยู่ทนโท่
ส่งผลให้เงินได้ที่ควรเข้าหลวง ก็ต้องสูญเสียไปกับการ “ซิกแซ็ก” เช่นนี้
ดังนั้น ข้อเสนอของทีดีอาร์ไอที่ให้ลดภาษีเงินได้จาก 30% เหลือ 18% ถือเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ เพื่อปลดเงื่อนไขที่เป็นพันธนาการออกไป
ส่วนการลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีบีโอไอนั้น คนในวงการรู้กันดีอยู่แล้วว่า ถ้าลดเมื่อไหร่คนที่เจ็บที่สุดคือบีโอไอ ที่มีภาษีเป็น “จุดขาย” ในการทำโปรโมชัน
แต่ถ้าเชื่อในศักยภาพพื้นฐานของประเทศไทย ไม่ว่าจะอย่างไรต่างชาติก็สนใจเข้ามาลงทุนอยู่แล้ว...ก็ไม่เห็นมีอะไรน่าห่วง!!!







