
มองหาช่องทางพลิกผันวิกฤต
....พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
เมื่อได้พูดถึงการลงทุนในต่างประเทศ ทำให้อดไม่ได้ที่จะพูดถึงช่องทางที่เกิดขึ้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่หลายๆ คนเขียนและพูดถึงไปแล้ว และไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ผู้เขียนก็อดมีส่วนไม่ได้ ไม่งั้นจะตกขบวนได้ นั่นก็คือเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ และเงินยูโร
ผู้เขียนใช้คำว่า
“เมื่อเทียบกับ” เพราะที่จริงยังมีเงินอีกหลายสกุล เช่น ออสเตรเลีย และสวิตเซอร์แลนด์ ที่เมื่อเทียบกับเงินบาทแล้ว ทำให้เงินบาทแทบจะไม่ต่างไปจากเดิม แต่เผอิญตลาดสหรัฐเป็นตลาดส่งออกใหญ่อันดับ 2 ของไทย และถึงแม้ปัจจุบันอาเซียนจะเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย แต่เราก็ค้าขายกัน โดยใช้สกุลเงินเหรียญสหรัฐ ดังนั้นการส่งออกจึงถูกกระทบไปหมด และกำลังจะปรากฏผลให้เห็นกันชัดๆ แล้ว ที่สำคัญจึงไม่ใช่แค่เทียบค่าเงินบาทกับเงินเหรียญสหรัฐ แต่เทียบกับค่าเงินของคู่แข่งขันทางการค้าในแถบบ้านเราด้วยกรมส่งเสริมการส่งออกกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท และทำการศึกษาผลกระทบที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นเป็นลำดับในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ต่อการส่งออกของไทย แล้วมีการแบ่งกลุ่มผู้ถูกกระทบมาก ออกเป็น 2 กลุ่มคือ
กลุ่มผู้ถูกกระทบมาก ได้แก่ กลุ่มสินค้าส่งออกที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง เช่น กลุ่มสินค้าเกษตร (ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง) อาหาร และเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม โดยมีคู่แข่งในภูมิภาคในกลุ่มสินค้าเกษตร ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อย คือกลุ่มสินค้าที่มีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อเป็นส่วนประกอบของการผลิต เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อัญมณี และเครื่องประดับ โดยมีประเทศคู่แข่งของไทยคือ มาเลเซีย
ที่จริงปัญหาที่กลัวกันมากน่าจะเป็นเรื่องของคู่แข่ง ถ้าค่าของเงินแข็งขึ้นเหมือนกันหมด หรืออ่อนเหมือนกันหมดคงไม่เป็นไร แต่ถ้ามาดูสิ่งที่กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ศึกษาติดตามค่าเงินบาทเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ แล้ว จะพบว่าค่าเงินบาทของไทยแข็งขึ้นเกือบจะเป็นอันดับต้นๆ มีรองอยู่ก็แต่มาเลเซียเท่านั้น ส่วนที่ค่าของเงินแข็งขึ้นน้อยกว่าไทยก็มีทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น อินเดีย จีน และที่น่ากลัวก็คือ คู่แข่งที่มีศักยภาพของไทยที่สำคัญ โดยเฉพาะในสาขาสินค้าเกษตร คือเวียดนาม กลับมีค่าของเงินอ่อนลง
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคงไม่มาพูดถึงวิธีการว่าจะแก้กันอย่างไร สาเหตุเกิดจากอะไร เพราะมีการเขียนถึงกันมามากแล้ว แต่จะเสนอแนะว่าจะใช้โอกาสนี้อย่างไร ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งที่จริงก็มีหลายท่านได้พูดแล้ว เช่น การถือโอกาสปรับปรุงการผลิต การลดต้นทุน โดยนำเครื่องจักรใหม่ๆ เข้ามา ผู้เขียนก็ขอเพิ่มไปอีกสัก 23 ข้อเสนอ ได้แก่
(1) การพยายามถือโอกาสนี้ เลิกรับจ้างผลิตให้เร็วขึ้น เพราะถ้าค่าจ้างผลิตแพงเนื่องจากค่าของเงินบาท อย่างไรเสียเขาก็เลิกจ้างอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อค่าแรงก็สูงขึ้นทุกวัน แต่เรื่องนี้รัฐบาลก็คงต้องเข้าไปผลักดัน และสร้างแรงจูงใจให้มากขึ้น
(2) การถือโอกาสไปลงทุนในต่างประเทศ เพราะที่จริงในประเทศคู่แข่งของไทยทั้งหลายยังมีทรัพยากรธรรมชาติอีกมากมาย ที่สามารถจะนำมาเป็นวัตถุดิบได้ดี เงื่อนไขการลงทุนก็เอื้ออำนวย เพราะต้องการการลงทุนเข้ามาในประเทศ เพียงแต่รัฐบาลต้องเข้าไปช่วยเหลือให้มากกว่าปัจจุบัน ผู้เขียนพยายามค้นหาว่ามีหน่วยงานไหนของไทยที่จะให้ความช่วยเหลือในด้านนี้ ก็ไม่พบที่เป็นชิ้นเป็นอัน ดีใจว่าได้พบในสุนทรพจน์ของเลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการลงทุน หรือที่รู้จักกันดีว่า BOI ที่พูดให้ ABAC ฟังเมื่อ 25 ส.ค. 2010 แต่ก็เป็นการแตะเพียงนิดๆ ว่า มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนของบริษัทไทยในต่างประเทศตามปฏิญญาบูซาน ซึ่งประกาศไปเมื่อการประชุมผู้นำ APEC เมื่อปี 2005 และมีคำยืนยันในระดับรัฐมนตรี APEC อีกครั้งที่สิงคโปร์ เมื่อเดือน พ.ย. 2009 นอกจากนี้ก็มีหน่วยงานภายใต้ BOI ที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรง คือ BUILD หรือ BOI Unit for Industrial Linkage Development แต่เมื่อเข้าไปดูในเว็บไซต์ที่แจ้งไว้ก็ไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรม ไม่มีมาตรการจูงใจ หรือสนับสนุนใดๆ ไม่มีตัวเลข การออกไปลงทุนของบริษัทไทยผ่าน BOI
รัฐบาลควรจะถือโอกาสนี้ ทำให้เป็นเรื่องจริงจังมากขึ้น ธนาคารควรจะให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงไหม เรื่องของภาษีควรจะทำอะไรบ้างสำหรับบริษัทที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ควรจะมาหักลดหย่อนภาษีรายได้ของบริษัทไหม โดยเฉพาะในระยะแรก ซึ่งที่จริงหากมีเงินของไทยไหลออกมากขึ้น ค่าของเงินบาทก็จะอ่อนค่าลงไปโดยปริยาย
(3) การหันมาสนับสนุนในเรื่องการวิจัยพัฒนาให้มากขึ้น รัฐบาลพูดเสมอว่าจะเป็นประเทศเศรษฐกิจฐานความรู้ ถึงเวลาหรือยังที่จะเพิ่มเงินงบประมาณสำหรับการวิจัย และพัฒนา หน่วยงานที่ให้ทุนวิจัยจะยืดหยุ่นมากขึ้นได้ไหมในกรณีที่เป็นการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี จะมีการ WriteOff ได้ไหมหากผลการทดลองไม่เป็นไปตามที่เสนอไว้ตอนขอรับทุนวิจัย การปรับปรุงปัจจัยทั้งหลายทางด้านนี้ จะเป็นประโยชน์ในระยะยาว โดยเฉพาะการพยายามผลักดันให้มีการใช้งบวิจัยพัฒนาของประเทศทั้งหมด ให้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 1 ของ GDP แทนที่จะเป็นแค่ร้อยละ 0.2 ของ GDP อย่างปัจจุบัน ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิต โดยเฉพาะที่มีอาชีพรับจ้างผลิตได้ด้วย
นอกจากนี้ กลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ โดยเฉพาะด้านการเกษตรก็จะได้อานิสงส์จากการวิจัยพัฒนาที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของตนด้วย
และหากมองกันในระยะยาวจริงๆ ควรไหมที่จะมองไปรอบๆ บ้านเรา เพื่อที่จะไปลงทุนแล้วผลิตแล้วนำเข้ามา เพราะเพื่อนบ้านของเรานั้นมีวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์และถูกกว่า แต่เรื่องนี้คงต้องเป็นเรื่องที่ต้องถกแถลงกันอีกนาน เพราะมีโอกาสที่หลายคนจะอ้างผลกระทบต่อเกษตรกรไทยได้มาก และไม่ยอมให้มีการนำเข้าดังเช่นที่ผ่านมา







