
พันธสัญญาแห่งความสื่อตรง
...พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์
ก่อนเปิดการประชุม
“ต่อต้านคอร์รัปชันนานาชาติ” (International AntiCorruption Conference IACC.) ครั้งที่ 14 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2553 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะผู้นำภาครัฐ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และตัวแทนคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) ได้ร่วมลงนาม “คำประกาศเจตนารมณ์ร่วม 3 ฝ่าย” เพื่อป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐคำประกาศเจตนารมณ์ร่วม 3 ฝ่าย มีสาระสำคัญ คือกำหนดให้เอกชนที่เสนอตัวเข้าร่วมการประมูลจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐต้องลงนาม
“เจตนารมณ์ว่าด้วยความซื่อสัตย์” หรือ Integrity Pact เพื่อแสดงเจตนารมณ์ว่า บริษัทจะยื่นประมูลงานโดยสุจริต ไม่มีการให้สินบนหรือสมยอมราคาและบริษัทต้องเตรียมการภายใน เช่น วางนโยบายและมาตรการเพื่อความมั่นใจว่า คนในบริษัทจะประกอบธุรกิจด้วยความสุจริตและมีระบบควบคุมภายในโดยจะทำแบบสมัครใจ ซึ่งขณะนี้ทราบว่ามีสมาชิกสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 27 บริษัท พร้อมเข้าร่วมโครงการนำร่องนี้แล้ว
ขณะเดียวกันคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้กำหนดให้กระทรวงทั้ง 20 กระทรวง คัดเลือกกรมในสังกัด 1 กรมเข้าร่วมโครงการนี้ และให้กรมคัดเลือกโครงการที่สำคัญซึ่งเปิดให้เอกชนร่วมประมูล เช่น โครงการที่มีมูลค่าสูง โดยกรมต้องเตรียมระบบตรวจสอบและควบคุมภายในไม่ให้เจ้าหน้าที่รับสินบนหรือเงินใต้โต๊ะด้วย
ข่าวนี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับปวงชนชาวไทยผู้เสียภาษีให้รัฐ เพราะมาตรการนี้น่าจะช่วยให้ภาษีที่เขาจ่ายเพื่อพัฒนาประเทศที่
“เคย” รั่วไหลไปเข้ากระเป๋าคนกลุ่มหนึ่งปีละประมาณ 1 แสนล้านบาท ได้มีโอกาส “กลับ” มาสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศชาติบ้างนอกจากนั้น ลำดับความโปร่งใสที่องค์กรความโปร่งใสโลกจัดลำดับให้ประเทศไทยที่อยู่ลำดับที่ 78 ด้วยคะแนน 3.5 คะแนน ซึ่งสร้างความ
“อับอาย” ให้กับคนไทยทั้งชาติ ก็น่าจะได้ปรับลดลงบ้างที่กล่าวเช่นนี้เพราะมีข้อสงสัยจากชาวโลกว่า คนไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธซึ่งสอนให้ทุกคนเป็นคนดี ซื่อสัตย์สุจริตและมีเมตตาธรรม
“ไม่เห็นแก่ตัว” ทำไมจึงมีการโกงบ้านโกงเมืองกันมากเช่นนี้ และเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่ไม่มีศาสนาหลักให้นับถือ แต่มีลำดับความโปร่งใส “เลขตัวเดียว” มาโดยตลอดหลายคนอาจสงสัยว่า
“Integrity Pact” คืออะไร ทำไมจึงมีความศักดิ์สิทธิ์มากจนทำให้คนไทยเกิด “ความหวัง” ได้เช่นนั้นก่อนอื่นขอแสดงความเห็นในเบื้องต้นว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่บัญญัติศัพท์ Integrity Pact ว่า
“เจตนารมณ์ว่าด้วยความซื่อสัตย์” เพราะ Integrity มีความหมายลึกซึ้งมากกว่า “ซื่อสัตย์” ที่หมายถึง การรักษาคำพูดเท่านั้น ซึ่งมาเลเซียได้นิยามคำนี้ไว้ใน “แผนความซื่อตรงแห่งชาติ” ว่า“
การบ่งบอกถึงคุณภาพเชิงประจักษ์ของความดีแบบองค์รวมและพฤติกรรมที่มีความสำคัญของบุคคลและองค์กร ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม ชุดของคุณค่าที่ดีงามและแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน”นอกจากนั้น
“ความซื่อสัตย์” เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของความเป็นมนุษย์อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมาเชิญชวนประกาศเจตนารมณ์ว่า “จะซื่อสัตย์” ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยด้วยเหตุนี้ผมจึงมีความเห็นว่า Integrity Pact น่าจะหมายถึง
“พันธสัญญาแห่งความซื่อตรง” มากกว่า เพราะจะสะท้อน “ความมุ่งมั่นและความจริงใจ” ที่แข็งกร้าวในการรักษาคำมั่นสัญญาอันสำคัญยิ่งนี้สำหรับความเป็นมาของ Integrity Pact นั้น เกิดจากการที่องค์การเพื่อความโปร่งใสโลก (Transparency International
– TI.) ได้เล็งเห็นมหันตภัยของการที่บริษัทคู่สัญญาของรัฐให้สินบนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการใช้อำนาจรัฐเหนือกว่าผู้อื่น ทั้งการทำธุรกิจกับภาครัฐและการได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากรัฐ เช่น สัมปทาน และใบอนุญาตต่างๆ TI. จึงกำหนดให้มีมาตรการลงนามในสัญญาว่า จะยุติพฤติกรรมเอาเปรียบสังคมด้วยให้สินบนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐรูปแบบการให้สินบนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจกระทำก่อนได้รับสิทธิประโยชน์ หรือให้สินน้ำใจหลังจากได้รับประโยชน์แล้ว ซึ่งหลายคนคิดว่า กรณีนี้
“ไม่เป็นไร” หรือเป็นการ “กินตามน้ำ” แต่ในข้อเท็จจริงแล้วก็เป็นการกระทำผิดในข้อหาคอร์รัปชันเหมือนกัน เพราะเป็นการตอบแทนสร้างไมตรีเพื่อให้ได้งานในอนาคตการให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำจน
“คุ้นชิน” คือการให้รางวัลตอบแทนที่พัฒนาการมาจากการ “ทิป” (Tipping) ในระบบจ้างงานของสหรัฐอเมริกาที่ลูกจ้างไม่มีเงินเดือน รับแต่ “ทิป” เท่านั้น แต่บ้านเรานำมาใช้เป็น “ค่าน้ำร้อนน้ำชา” หรือหยอดน้ำมัน เพื่อให้การบริการเร็วขึ้นเรื่องนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบางหน่วยงานถือเป็น
“สิ่งพึงมี พึงได้” ถ้าใครไม่ให้หรือให้น้อย ก็จะไม่ได้รับการบริการตามหน้าที่ของบุคคลผู้นั้น ซึ่งความประพฤตินี้จัดเป็นการคอร์รัปชันเหมือนกัน เพราะข้าราชการของรัฐถูกจ้างมาด้วยเงินภาษีของประชาชนมาเพื่อให้บริการประชาชน จึงไม่มีสิทธิรับ “ทิป” อีกถ้าคิดให้ดีการรับทิปนี้ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติตามฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย และน่าจะเป็นการทำลาย
“ศักดิ์ศรี” ของข้าราชการของรัฐ ซึ่งทำงานต่างพระเนตรพระกรรณในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วย “เศษเงิน” เล็กน้อยจากผู้ต้องการเอาเปรียบสังคมปัญหา
“สินบน” ที่รุนแรงขึ้นทั่วโลกนี้ หลายประเทศได้ประกาศว่า การให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็น “อาชญากรรม” (Crime) ที่มีกฎหมายลงโทษแยกจากประมวลกฎหมายอาญา เรียกว่า Bribery Act และมีบทลงโทษที่รุนแรง รวมทั้งมีการลงอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อปราบปรามการให้สินบนข้ามชาติด้วยบางประเทศมีการตรากฎหมายปรับบริษัทที่ให้เงินสินบนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในรูปของค่าปรับ
“ทำลายสังคม” (Social Damage) ซึ่งมีชาวต่างประเทศที่เข้าร่วมประชุมต่อต้านการทุจริตโลกท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า ต้องปรับเป็นจำนวนเงินมากๆ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นออกมาต่อต้านมิให้ผู้บริหารบริษัทให้สินบน และอีกท่านหนึ่งให้ความเห็นว่าต้องมีกฎหมายติดตามเงินที่เจ้าหน้าที่ของรัฐรับสินบนกลับคืนมาด้วยในการประชุมต่อต้านการทุจริตโลกครั้งที่ผ่านมา ประเทศที่เคยใช้ระบบ Integrity Pact ได้เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า
อินเดีย ใช้ระบบเชิญชวนเข้าโครงการเช่นเดียวกับประเทศไทย มี 39 บริษัทเข้าร่วมโครงการ แต่ก็ยังมีรายงานว่า บริษัทยังให้สินบนอยู่โดยอ้างว่าทำให้เสียเปรียบในการดำเนินธุรกิจ จึงมอบให้ TI. อินเดียซึ่งเป็นองค์กรเอกชนจ้างข้าราชการบำนาญเฝ้าระวังและตรวจสอบ หากพบว่ากระทำผิดจะใช้มาตรการลงโทษทางสังคมด้วยการประจานต่อสาธารณะ และห้ามทำธุรกิจกับรัฐตลอดไป
อินโดนีเซีย
– บังคับให้ทุกบริษัทที่ทำสัญญากับรัฐต้องเซ็นสัญญา Integrity Pact มา 6 ปีแล้ว แต่พบว่าเป็นเพียง “พิธีกรรม” ไม่มีการนำไปใช้จริงเพราะไม่มีบทลงโทษ และได้ให้ความเห็นว่าสินบนเป็นเพียงกระบวนการส่วนหนึ่งของการคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นแล้ว คือการสร้างความต้องการ “เทียม” ขึ้นมา เพื่อใช้งบประมาณแผ่นดินจัดหาในโครงการที่ไม่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศบทเรียนจากสองประเทศที่ใช้ Integrity Pact นี้ อาจเป็นแนวทางที่ประเทศไทยนำมาประยุกต์ใช้ได้ และหลายท่านที่เข้าร่วมประชุมได้ให้ความเห็นที่ตรงกันว่า กระบวนการนี้เป็นการรณรงค์ให้ผู้ประกอบธุรกิจกับภาครัฐ ตระหนักถึงมหันตภัยในการ
“ทำลายชาติ” และยุติการให้สินบนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ กับต้องสร้างให้เป็น “วัฒนธรรม” ในการดำเนินธุรกิจของชาติในเรื่องนี้ผมมีความเห็นว่า ต้องปลูกฝังให้ข้าราชการของรัฐและผู้บริหารของบริษัท (CEO.) เข้าใจอย่างลึกซึ้งในคุณค่าของ
“Integrity” ที่ว่า เป็นคำมั่นสัญญาที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นการวัดความเป็น “มนุษย์” ของทุกคน จึงต้องดำรงรักษาความซื่อตรง ไม่คดไม่โกงไม่ว่ากาลใด เพื่อให้ผู้อื่นเชื่อถือศรัทธาทั้งนี้ เพราะ Integrity หรือความซื่อตรงในมิติของบุคคล หมายถึง
“ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของการพูดและการกระทำของบุคคล ซึ่งการกระทำดังกล่าวของบุคลนั้นจะเป็นไปตามศีลธรรม คุณธรรม กฎหมาย และไม่เป็นการปฏิบัติที่ขัดต่อผลประโยชน์ของส่วนรวม”ดังนั้น เมื่อผู้ใดเซ็นสัญญา Integrity Pact แล้วไม่ทำตาม โดยยังให้สินบนหรือปล่อยให้คนในองค์กรให้สินบนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็จะต้องกลายเป็นคนที่
“ล้มละลาย” ในความเชื่อถือของสังคมทันทีอย่างไรก็ดี การทำให้พันธสัญญาแห่งความซื่อตรงได้ผลตามวัตถุประสงค์ สังคมไทยต้องเร่งรัดพัฒนาในเรื่อง
“มาตรการลงโทษทางสังคม” (Social Sanction) ด้วยการไม่คบหาสมาคมกับคนที่ไม่ซื่อตรง โกงจนทำให้ “ร่ำรวยจากการคอร์รัปชัน” และอาจรวมถึงครอบครัวของเขาเหล่านั้นด้วย ที่สำคัญ คือพวกเราจะต้องสร้างพลังทางสังคมเพื่อต่อต้านไม่ให้คนประเภทนี้ขึ้นมาเป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้ด้วย






