
หนุนสร้างโอกาสแรงงานนอกระบบลดความเหลื่อมล้ำ
รัฐ-เอกชน หาทางลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างโอกาสแรงงานนอกระบบ -เกษตรกร
รัฐ-เอกชน หาทางลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างโอกาสแรงงานนอกระบบ -เกษตรกร
นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง และประธานสถาบันวิทยาการเศรษฐกิจการคลัง กล่าวอภิปรายในงานสัมนาวิชาการประจำปี 2553 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)ในเรื่อง “การลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ” ว่าในช่วง 25ปีคนจนมีรายได้มาก 4.5 หมื่นบาทเป็น 6.3หมื่นบาท สัดส่วนคนจนลดจาก10.7 ล้านคนเหลือ 5.3 ล้านคน แม้ว่าคนยากจนลดลง แต่ยังมีความเหลื่อมล้ำยังมีอยู่มาก ทั้งความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนคนรวยและมีความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาคกับกรุงเทพ รวมถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างทุนกับแรงงาน
ทั้งนี้ข้อเสนอแนะในเชิงปฎิบัติการลดความเหลื่อมล้ำลง แบ่งออกเป็น2ระดับคือ ในเชิงระดับชาติ จะต้องทำให้การเติบโตของชาติขยายตัว ซึ่งจะทำให้คนมีรายได้มากขึ้นและปัญหาคนจนจะลดลง อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญสิ่งที่สำคัญต้องคำนึงถึงสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเรื่องภาษี โดยกระทรวงการคลังมีแนวคิดที่จะปรับลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 18-20% ที่จะทำให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ ทั้งนี้จะต้องพิจารณาคู่กับความยั่งยื่นรายได้และรายจ่ายของภาครัฐที่นำไปใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
ดังนั้นการลดภาษีนิติบุคคล ต้องทำควบคู่การลดสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ด้วย เพื่อลดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างบริษัทไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ในขณะเดียวกันต้องใช้มาตรการภาษีเพื่อจูงใจการลงทุนในต่างประเทศและกรลลงทุนในต่างจังหวัดเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
นอกจากนี้รัฐต้องอาศัยด้านการลงทุนจากภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมลงทุนด้วย(พีพีพี) รวมทั้งการปรับมิติการใช้ภาษีเพื่อการใช้จ่ายงบประมาณโดยตรง เช่น นำภาษีสุรา ยาสูบไปส่งเสริมกิจกรรม ที่เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ ของ สสส. หรือการจัดเก็บภาษีจากสลากกินแบ่งไปนำส่งเสริมการ รายได้ซึ่งจะทำให้ระบบการคลังที่ยังยื่นขึ้น ในขณะเดียวต้องลดภาระด้านหนี้สินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบการเงิน
นายสถิตย์กล่าวว่าการสร้างโอกาสด้านเศรษฐกิจจะต้องสร้างโอกาสให้กับกลุ่มแรงงานอกระบบที่มีอยู่ประมาณ 24 ล้านคน โดยดึงแรงงานอกระบบเข้ามาสู่ระบบทางการมากขึ้น ทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ระบบประกันสังคม และลดภาระการจ่ายค่าหัวคิวเป็นต้น นอกจากนี้การประกันรายได้เกษตรกรก็เป็นส่วนหนึ่งการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจกับกบเกษตรกรที่มรายได้แน่นอน
ด้านนายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาหอการค้านักธุรกิจทั่วประเทศมีการหารือร่วมกันที่จะลดปัญหาเหลื่อมล้ำสังคม และหาแนวทางสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น โดยใช้เครือข่ายในต่างจังหวัดและประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการไปจัดทำโครงการหนึ่งบริษัทหนึ่งชุมนุมและโครงการการสร้างรายได้ให้ชาวนาไร่ละ1 แสนบาท โดยใช้วิธีการบริหารจัดการและความรู้ผสมผสานกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เช่น ให้ปลูกพักสวนครัวริมขั้นนา และเลี้ยงปลาดุก เป็ด และกบในนา เพื่อใช้มูลเป็นปุ๋ย ลดค่าใช้จ่ายการใช้ปุ๋ยและมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งได้ดำเนินการที่อำเภอบางแต้ จ.ขอนแก่น ผลปรากฎว่าซึ่งทำให้อย่างชาวนามีรายได้อย่างต่ำ 2หมื่นบาท ต่อไร่ หรือสูงสุด 1 แสนบาทจากเดิมได้ไร่ละ 5,000บาท
"เชื่อว่าเศรษฐกิจดีประชาชนก็อยู่ดีกินดี ซึ่งหากดูแลแต่ปัญหาเศรษฐกิจกิจไม่ดูปัญหาสังคม เกิดปัญหาการแตกแยกในสังคมประเทศก็เจิรญไม่ได้ นักธุรกิจก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน"
นายดุสิตกล่าวว่า ในแง่นักธุรกิจจะต้องช่วยกันมาทำการขยายผลโดยให้แต่ละจังหวัดไปดำเนิน จะมีกรรมการหอการค้าแต่ละจังหวัดประสานงาน และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหอการค้าลงพื้นที่เก็บข้อมูล โดยเชื่อว่าโครงการดังกล่าจะเป็นจุดเริ่มต้นและสามารถว่าขยายผลดครงการได้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีความรักและเอื้อาทร ซึ่งจะ ทำให้ประเทศมีความเข้มแข็งเจริญเติบ และนักธุรกิจมีโอกาสที่จะขายสินค้ามากขึ้น
นายสุทธิชัย เอี่ยมเจริญยิ่ง ประธานเครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับ คุณภาพของคน คุณภาพการศึกษา และค่านิยมที่ถูกต้อง ทั้งนี้เชื่อว่าปัญหารายได้มีปัญหาน้อยปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งความเหลื่อมล้ำคือความไม่เป็นธรรมซึ่งจะมีแรงต่อต้านและอันตรายมากกว่า







