
ชะตายุโรปยุควิกฤต กลไกสกัดหนี้อาจสายเกินไป
ในขณะที่ยุโรปกำลังเผชิญกับวิกฤตระลอกใหม่ โดยมีไอร์แลนด์เป็นประเทศผู้ป่วยรายล่าสุด แต่สหภาพยุโรป (EU) มิได้จับตาและลงมือสะสางวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังมองข้ามไปถึงวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ในขณะที่ยุโรปกำลังเผชิญกับวิกฤตระลอกใหม่ โดยมีไอร์แลนด์เป็นประเทศผู้ป่วยรายล่าสุด แต่สหภาพยุโรป (EU) มิได้จับตาและลงมือสะสางวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังมองข้ามไปถึงวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ในขณะที่ยุโรปกำลังเผชิญกับวิกฤตระลอกใหม่ โดยมีไอร์แลนด์เป็นประเทศผู้ป่วยรายล่าสุด แต่สหภาพยุโรป (EU) มิได้จับตาและลงมือสะสางวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังมองข้ามไปถึงวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ในช่วงเวลาเดียวกับที่รัฐบาลไอร์แลนด์รับเงื่อนไขของความช่วยเหลือผ่านเงินกู้ 8.5 หมื่นล้านยูโร (ด้วยอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 5.8%) ขุนคลังระดับแถวหน้าของภูมิภาคได้ข้อสรุปบางส่วนเกี่ยวกับกลไกแก้ไขวิกฤตหนี้สาธารณะที่อาจบังเกิดขึ้นกับประเทศที่ยังไม่ติดเชื้อร้าย
การหารือเกี่ยวกับรายละเอียดของกลไกดังกล่าวมีความคืบหน้าเป็นระยะ ผลที่ได้ในชั้นต้นคือความเห็นพ้องระหว่างเยอรมนีและฝรั่งเศส ในฐานะมหาอำนาจเศรษฐกิจรายใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของยุโรป ที่จะจัดให้มีการกำหนดกลไกถาวรในการแก้วิกฤตหนี้สาธารณะ
รายละเอียดของกลไกนี้ยังต้องมีการหารือและเจรจาต่อไป โดยที่มีเป้าปรับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว คือ ในปี 2013 ซึ่งในระยะ 3 ปีต่อจากนี้ ยังมีเวลาให้พิจารณาทบทวนรายละเอียดอีกหลายรอบ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นย่อมขึ้นอยู่กับสภาพการณ์ของวิกฤตด้วยว่าจะร้ายแรงหรืออ่อนแรงลงมากน้อยเพียงใด
กลไกนี้เรียกอย่างเป็นทางการว่า “กลไกเสถียรภาพของยุโรป” หรือ European Stability Mechanism (ESM) เป็นการต่อยอดจาก “ระบบเสถียรภาพการเงินยุโรป” หรือ European Financial Stability Facility (EFSF) ที่จัดตั้งเมื่อเดือน พ.ค. ในฐานะกลไกเฉพาะกาล ในช่วงเวลาที่กรีซเป็นประเทศแรกที่ติดเชื้อวิกฤตหนี้
จากแถลงการณ์ของที่ประชุม มีการระบุถึงแนวทางการปรับใช้ของกลไกช่วยเหลือ ดังนี้
“ระเบียบจะมีการปรับให้เข้ากับกรณีๆ ไป โดยอิงกับการมีส่วนร่วมของเจ้าหนี้ภาคเอกชน โดยสอดคล้องกับนโยบายของ IMF ในส่วนของการปรับใช้กับทุกกรณีนั้น เงินกู้จาก ESM จะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิ เป็นรองแต่เพียงเงินกู้จาก IMF ทั้งนี้เพื่อปกป้องเงินภาษีของประชาชน และเพื่อส่งสัญญาณที่ชัดเจนให้กับผู้ถือหนี้ภาคเอกชนว่า สิทธิถือครองหนี้อยู่ภายใต้สิทธิของภาคสาธารณะ”
และการวางแนวทางสำหรับประเทศที่ยังไม่เผชิญกับวิกฤตในเร็วๆ นี้
“ในกรณีที่ประเทศหนึ่งเกิดภาวะขาดสภาพคล่องอย่างเหนือความคาดหมาย ประเทศสมาชิกจะต้องเจรจาร่วมกับผู้ถือหนี้ภาคเอกชน เพื่อแสวงหาแผนการปรับโครงสร้างที่ครอบคลุม โดยสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ IMF ด้วยความพยายามที่จะฟื้นฟูเสถียรภาพของตราสารหนี้ หากเสถียรภาพของตราสารหนี้บรรลุได้ด้วยมาตรการนี้ ESM อาจให้ความช่วยเหลือเพื่ออัดฉีดสภาพคล่อง”
จะเห็นได้ว่าแถลงการณ์ของรัฐมนตรีคลัง EU ยังเป็นแนวทางกว้างๆ ที่ยังไม่ปรากฏว่าเป็นกลไกแต่อย่างใด แต่สำหรับหลายๆ ฝ่าย การได้ข้อสรุปเช่นนี้ก่อให้เกิดผลลัพธ์หลายประการ
ทั้งข้อเสนอให้จัดตั้งกลไกถาวร มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ฝ่ายที่เห็นด้วย ต้องการให้ยุโรปกำหนดมาตรการที่ชัดเจน มิใช่เพียงเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ แต่เพื่อเสริมความเชื่อมั่นจากภายนอก หาไม่แล้วจะยังความสั่นคลอนให้เกิดขึ้นกับเงินยูโร
อีกประการหนึ่ง คือ การกำหนดมาตรการที่ชัดเจน อาจช่วยให้ประเทศต่างๆ หลีกเลี่ยงการนัดหยุดงานประท้วงโดยกลุ่มประชาชนและสหภาพแรงงานที่ไม่เห็นด้วยกับมาตรการรัดเข็มขัดงบประมาณอย่างกะทันหัน ดังที่ปรากฏในหลายๆ ประเทศ ตั้งแต่กรีซ สเปน จนถึงไอร์แลนด์ ที่ล่าสุดมีผู้ชุมนุมคัดค้านมาตรการรัดเข็มขัดงบประมาณถึง 1.5 แสนคน
ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ชี้ว่าแต่ละประเทศควรมีแนวทางแก้วิกฤตตามเงื่อนไขของตน มิใช่แก้ด้วยกลไกเดียวกันทั้งหมด เพราะอาจไม่สอดคล้องกับต้นสายและปลายทางของปัญหา แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วประเทศในกลุ่ม EU จะเผชิญกับภาวะหนี้สินสาธารณะล้นพ้นตัวเฉกเช่นเดียวกันก็ตาม
แม้ว่าแถลงการณ์ของ EU จะระบุถึงการแก้ปัญหาเป็นรายประเทศไป แต่แท้จริงแล้วยังใช้กลไกเดียวกัน
ที่สำคัญก็คือความเชื่อมั่นต่อกลไกนี้นับว่าต่ำมาก พิจารณาจากปฏิกิริยาของตลาดหุ้น และค่าเงินยูโรที่ดิ่งลงในทันทีที่มีการเปิดเผยรายละเอียดในชั้นต้น ซึ่งอาจอนุมาน “ในชั้นต้น” ได้ว่ากลไกนี้ยังไม่ถูกใจนักลงทุนและเจ้าหนี้ของยุโรป
มูลเหตุของความเชื่อมั่นที่เสื่อมถอยยังเกิดจากความหวาดกลัวของนักลงทุนที่มองเห็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่กำลังก่อตัวขึ้นในสเปนและโปรตุเกส โดยเฉพาะสเปนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของยูโรโซน หากติดเชื้อขึ้นมาจะเลวร้ายอย่างที่กรีซและไอร์แลนด์เทียบไม่ติด
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การหารือเกี่ยวกับกลไกรับมือวิกฤตเริ่มช้าเกินไปจนนักลงทุนด้านชาต่อท่าทีของภาครัฐ
แม้จะมีรัฐบาลสองสามประเทศที่แสดงท่าทีแข็งขันกับการแก้ปัญหามาโดยตลอด ในบางขณะยังกระตือรือร้นกว่าประเทศเจ้าของปัญหาเสียด้วยซ้ำ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ ซึ่งประเทศหลังมิได้ใช้เงินยูโร แต่ก็พร้อมให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ไอร์แลนด์
เยอรมนีและฝรั่งเศสกำลังกระทำตนเป็นผู้ช่วยยุโรปให้รอด โดยที่ยังมีทัศนะที่ขัดแย้งกับ ฌอง โคลด ตริเชต์ ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป (ECB)
ความขัดแย้งในเชิงรายละเอียดของทั้งสองฝ่าย มีความเข้มข้นยิ่งกว่าฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการกำหนดกลไกถาวร
ความขัดแย้งที่ว่านี้เกี่ยวเนื่องกับผู้ถือครองตราสารหนี้ของยุโรป
ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนให้นักลงทุนเอกชนที่ซื้อตราสารหนี้ของยุโรปเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ขณะที่อีกฝ่ายไม่ปรารถนาเช่นนั้น เพราะจะยิ่งบั่นทอนความต้องการถือตราสารหนี้ของภูมิภาคนี้ ด้วยเหตุผลที่ค่อนข้างชัดเจนว่าไม่มีนักลงทุนรายใดต้องการเข้ามาพัวพันกับการแก้ปัญหาของภาครัฐ
ขณะนี้ยังนับว่าโชคดีที่เป้าปรับใช้กลไกเสถียรภาพของยุโรป หรือ ESM ยังมีเวลาอีกระยะหนึ่งให้ประสานความเห็นที่แตกต่าง และออกแบบมาตรการที่รัดกุมยิ่งขึ้น
แต่อาจโชคไม่ดีที่ความล่าช้าจะทำให้ความเชื่อมั่นต่อยุโรปยิ่งเสื่อมถอยลง







