
กรุงเทพฯพร้อมหรือยังที่จะเป็นศูนย์กลางสำนักงานในระดับภูมิภาค (ตอนที่ 4)
...สมชาย สกุลสุรรัตน์.
ผมเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาประเทศไทย หรือกรุงเทพฯ ให้เป็นศูนย์กลางสำนักงานปฏิบัติการระดับภูมิภาค หรือ Regional Operating Headquarters ของบริษัทข้ามชาติต่อเนื่องกันมา 3 สัปดาห์
อาทิตย์นี้จะเรียนให้ทราบว่า ปัจจุบันได้มีการออกมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร และทำไมผมจึงขอยืนยันว่า กรุงเทพฯ พร้อมแล้วที่จะเป็นศูนย์กลางสำนักงานภูมิภาคในภูมิภาคนี้ของโลก
เมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา มีการออกพระราชกฤษฎีการฉบับใหม่มีชื่อว่าพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 508) พ.ศ. 2553 กำหนดให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรแก่สำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคและคนต่างด้าวที่ปฏิบัติงานในสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค รวมทั้งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคเพิ่มขึ้นจากที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 405) พ.ศ. 2545 เพื่อเป็นการสนับสนุนและจูงใจให้มีการลงทุนของบริษัทในรูปแบบการจัดตั้งเป็นสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคบริการ ตลอดจนกระตุ้นให้มีการนำเข้าเงินตราจากต่างประเทศและการใช้จ่ายเกี่ยวกับการดำเนินงานของสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค
ด้วยขออภัยที่ต้องคัดข้อความในพระราชกฤษฎีการออกมาเขียนไว้เพื่อประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านที่สนใจจะค้นคว้าเรื่องนี้เพิ่มเติม ส่วนผู้ที่จะเข้ามาลงทุนนั้นคงปรึกษารายละเอียดและขั้นตอนในการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายกับที่ปรึกษากฎหมายของตนอยู่แล้ว
สาระของพระราชกฤษฎีการฉบับนี้กำหนดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้บริษัทข้ามชาติไม่เข้ามาถึงสำนักงานในประเทศไทยมากเท่าที่ควร
ประเด็นแรก คือการยกเลิกคุณสมบัติของสำนักงานภูมิภาคที่มีสิทธิรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีการฉบับเดิม ที่กำหนดให้บริษัทที่จัดตั้งสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคต้องมีรายได้จากการดำเนินงานให้บริการกับบริษัทในเครือในต่างประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของรายได้รวมทั้งหมดของบริษัท เพราะคุณสมบัติข้อนี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้บริษัทข้ามชาติทั้งบริษัทต่างชาติ และบริษัทไทยไม่เข้ามาตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย เนื่องจากมีรายได้จากการผลิตและการขายสินค้าอื่นๆ รวมกันสูงตามลักษณะของการดำเนินการ เพราะไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญของบริษัทข้ามชาติในหลายอุตสาหกรรมและรายได้หลักของบริษัทเหล่านั้นมาจากการผลิตและจำหน่ายสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย
เงื่อนไขประการต่อไป คือเงื่อนไขจำนวนวิสาหกิจในเครือหรือสาขาของบริษัทที่มีสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย ซึ่งเดิมกำหนดให้บริษัทที่เปิดสำนักงานภูมิภาคจะต้องมีเครือข่ายสาขาและวิสาหกิจในเครืออย่างน้อย 3 แห่งภายในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำให้บริษัทข้ามชาติที่เริ่มเข้ามาดำเนินธุรกิจในภูมิภาคนี้ไม่สามารถปฏิบัติได้
ในพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่ได้ผ่อนผันให้บริษัทที่เข้ามาเปิดสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทยมีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ถ้ามีสาขาหรือวิสาหกิจในเครือเพียง 1 แห่ง ในปีที่ 1 และให้เพิ่มจำนวนขึ้นอีกอย่างน้อย 1 แห่ง ในปีที่ 3 และอีก 1 แห่ง ภายในปีที่ 5 ซึ่งทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการดำเนินการเปิดสาขาหรือวิสาหกิจในเครือข่ายตามความเจริญเติบโตของธุรกิจ
ที่สำคัญได้กำหนดสิทธิประโยชน์ที่ให้แก่ผู้ประกอบการรูปแบบสำนักงานภูมิภาคเพิ่มเติม โดยสำนักงานภูมิภาคจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้จากการให้บริการเครือข่ายสาขาหรือวิสาหกิจในเครือในต่างประเทศ และเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10 สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการให้บริการสาขาหรือวิสาหกิจในเครือภายในประเทศ เป็นเวลา 15 ปี
นอกเหนือจากเหตุผลที่ได้หมายเหตุไว้ในพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่ที่ผมได้ตัดมาให้ท่านผู้อ่านทราบข้างต้นแล้ว เหตุผลหลักในการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้ให้แก่สำนักงานภูมิภาคเพิ่มขึ้น เกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่ารายได้ทั้งปวงที่สำนักงานภูมิภาคได้รับนั้น เป็นรายได้ส่วนเพิ่มที่นำเข้ามาในประเทศ ไม่ใช่รายได้ที่เกิดขึ้นอยู่แล้วในประเทศแล้วไปยกเว้นหรือลดอัตราภาษีให้กับผู้ประกอบการ
พูดง่ายๆ คือ ถ้าประเทศไทยไม่ให้สิทธิประโยชน์กับผู้ประกอบการ เขาก็ไปตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศอื่นที่ให้สิทธิประโยชน์แก่เขา หรือเก็บภาษีเงินได้ปกติต่ำกว่าอัตราภาษีเงินได้ที่จัดเก็บอยู่ในประเทศไทย
การปรับปรุงสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมและการยกเลิกเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคที่ทำให้บริษัทข้ามชาติ ซึ่งขอย้ำว่าจะเป็นบริษัทข้ามชาติไทยหรือต่างประเทศก็ตามไม่ตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทยออกไปนั้น นอกจากจะทำให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละหลายแสนล้านบาท ถ้ากระบวนการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำนักงานภูมิภาคเต็มรูปแบบเหมือนสำนักงานที่ดำเนินการอยู่ในประเทศสิงคโปร์ หรือประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ประสบความสำเร็จตามเจตนารมณ์แล้ว ยังเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมาพึ่งพาอาศัยรายได้จากการส่งออกเป็นหลัก ให้มีรายได้จากการขายบริการ เป็นการลดความเสี่ยงอันเกิดจากการกระจุกตัวของรายได้ในอนาคต เพราะเป็นที่คาดหมายว่ารายได้จากการส่งออกตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง เพราะผลจากการหดตัวของเศรษฐกิจโลกและปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้น สืบเนื่องจากการกดดันของรัฐบาลสหรัฐที่ทำให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง จนเดือดร้อนวุ่นวายไปทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาอาศัยรายได้จากการส่งออกเป็นหลักอย่างประเทศไทย
ขณะนี้คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติผ่านร่างพระราชกฤษฎีกาอีกฉบับหนึ่งเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2553 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเป็นพระราชกฤษฎีกาให้สิทธิประโยชน์แก่สำนักงานภูมิภาคที่ซื้อขายชิ้นส่วนเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมให้แก่สาขาหรือวิสาหกิจในเครือ ทำนองเดียวกันกับสำนักงานภูมิภาคที่ให้บริการแก่สาขาหรือวิสาหกิจในเครือตามที่ได้เรียนให้ทราบแล้ว
สิทธิประโยชน์และเงื่อนไขต่างๆ ที่จะให้แก่สำนักงานภูมิภาคที่ดำเนินการในฐานะเป็นผู้จัดหาชิ้นส่วนในการผลิตหรือเรียกในภาษีอังกฤษว่า INTER NATIONAL PROCUREMENT CENTER (IPC) นั้น คล้ายคลึงกับสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขที่ให้กับสำนักงานภูมิภาคที่ให้เฉพาะงานด้านบริการกับสาขาและวิสาหกิจในเครือ จึงขออนุญาตไม่ลงรายละเอียดเรื่องนี้
ท่านผู้อ่านที่สนใจข้อมูลเกี่ยวกับสำนักงานภูมิภาคสามารถที่จะเข้าดูข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร ([email protected]) โดยเฉพาะบริษัทไทยที่อยากไปลงทุนในต่างประเทศตามนโยบายของรัฐบาล ท่านจะได้ไม่พลาดโอกาสงานในการลงทุนไงครับ







